กต.กระทุ้งUN นายกฯโต้เขมร ไม่ให้ใครบังคับ

นายกฯ ชี้ปมเขมรลากเอ็มโอยู 43 อ้างยูเอ็นเจรจาไทย ลั่นไทยมีหลักการไม่ให้ใครบังคับได้ กต.ส่ง จ.ม.ถึง “เจนีวา” แจงรายงาน “ทอม แอนดรูว์ส” กระทบ "ความเป็นกลาง-เที่ยงธรรม" คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ “สีหศักดิ์” ซัด “กัมพูชา” ใช้ปมพาดพิงไทยโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงแถลงการณ์สิ้นสุดภารกิจของนายทอม แอนดรูว์ส ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา  ซึ่งในแถลงการณ์มีการพาดพิงถึงประเทศไทยในบริบทของสถานการณ์ไทยในกัมพูชาว่า วันนี้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ จะแถลงในเรื่องนี้ ซึ่งถือว่านายทอม แอนดรูว์ส แถลงโดยที่ยังไม่ฟังข้อมูลจากฝั่งไทย ซึ่งข้อมูลนี้สําหรับประเทศไทยยังไม่ยอมรับความเห็นนั้น เดี๋ยวให้รอฟังกระทรวงการต่างประเทศแถลงอีกทีจะมีความชัดเจนกว่า

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกัมพูชามีท่าทีผลักดัน ให้นําบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสํารวจและปักปันเขตแดนทางบก ไทย-กัมพูชา พ.ศ. 2543 (เอ็มโอยู 2543) รวมถึงแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 มาใช้อ้างอิงในการหารือประเด็นชายแดนผ่านเวทีองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อนํามาเจรจากับไทย นายกฯ จึงถามกลับว่า  เจรจาแปลว่าอะไร แล้วเราไม่มีข้อต่อรองเลยหรือ เราก็มีจุดยืนชัดเจนของเราว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรก่อน ถ้าตราบใดในเรื่องของสนธิสัญญาทางทะเลผ่านกฎเกณฑ์อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) ซึ่งเป็นของยูเอ็นเช่นกัน และยังมีคําว่าภาคบังคับและส่วนประกอบต่างๆ ไม่มีใครมาบังคับประเทศไทยได้ เพราะฉะนั้นเงื่อนไขของเราก็คืออย่าใช้คําว่าบังคับกับเรา

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ แถลงท่าทีรัฐบาลไทยหลังจากนายทอม แอนดรูว์ส ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ (UN Special Rapporteur) แถลงพาดพิงถึงประเทศไทยว่า มีหลายประเด็นที่เราไม่เห็นด้วย หลายสิ่งที่ปรากฏในรายงานของนายทอม แอนดรูว์ส ในการแถลงข่าวที่กรุงพนมเปญ

ประเด็นแรก รายงานนี้เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ตามอาณัติที่นายแอนดรูว์สได้รับจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ในปัจจุบันรายงานดังกล่าวยังเป็นของนายแอนดรูว์ส และยังไม่ได้เป็นรายงานของสหประชาชาติ เพราะยังไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ และหากเข้าสู่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ แล้ว ที่ประชุมก็จะอภิปรายรับทราบ ตั้งข้อสังเกตจากสมาชิก โดยไทยก็เป็นสมาชิกหนึ่งในนั้นด้วย ดังนั้นเมื่อมีการอภิปรายไทยก็ต้องมีข้อสังเกตและโต้แย้งหลายประเด็น

ประเด็นที่สอง ในฐานะที่ตนเคยเป็นประธานคณะมนตรีฯ มาก่อน มองว่าการทำงานของผู้เสนอรายงานที่เรียกว่า Special Rapporteur จะใช้กระบวนการ Special Procedure ที่เน้นการทำงานเป็นกลาง เที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง เพราะรายงานจะใช้เป็นพื้นฐานของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ สิ่งที่เรากังวลคือเริ่มต้นด้วยการพาดพิงถึงไทย กรณีชาวกัมพูชาไร้ที่อยู่อาศัยจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ผู้พลัดถิ่นในประเทศ และแรงงานที่ต้องกลับไปกัมพูชาจากประเทศไทย ซึ่งไม่ได้มีการตรวจสอบกับประเทศไทยว่าสิ่งเหล่านี้ฝ่ายไทยมีความเห็นอย่างไรบ้าง ตรงนี้ทำให้เราห่วงในการทำงานของนายแอนดรูว์ส ที่ต้องเน้นหลักของความเป็นกลาง เที่ยงธรรม และ ไม่ลำเอียง

“ที่เราเป็นห่วงเป็นพิเศษเพราะทางฝ่ายกัมพูชาประโคมข่าวเรื่องนี้ และคัดเลือกบางประเด็นไปขยายผลต่อ โดยเฉพาะประเด็นที่พาดพิงประเทศไทย ใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ทั้งที่การหารือระหว่างผู้นำสองชาติที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ได้ตกลงกันนอกจากการตกลงหยุดยิงในพื้นที่ จะละเว้นการโจมตีซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับความสัมพันธ์ และจะได้เดินหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์ แสดงว่ากัมพูชาไม่ได้ปฏิบัติตามที่ได้ตกลงกันไว้ ที่่น่าเป็นห่วงคือ เราไม่อยากให้รายงานของนายแอนดรูว์สถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายกัมพูชา”

ประเด็นที่สาม ขอโต้แย้งข้อมูลที่นายแอนดรูว์สกล่าวถึงประเทศไทย ในประเด็นที่มีชาวกัมพูชาไร้ที่อยู่อาศัย และไม่อาจกลับบ้านได้ประมาณ 6.5 แสนคน ซึ่งจำนวนไม่ถึงขนาดนั้น ตัวเลขที่อ้างได้รวมตัวเลขชาวกัมพูชาที่อยู่ในหมู่บ้านที่รุกล้ำเข้ามาในประเทศไทยช่วงเกิดสงครามกลางเมืองเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา ในจำนวนนี้ไม่อยู่ในข่ายผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ อย่างไรก็ตามช่วงที่เกิดความขัดแย้งนั้น  ประเทศไทยก็ต้องอพยพคนประมาณ 4 แสนคนเช่นกัน เราก็ต้องบริหารจัดการดูแลคนของเรา ส่วนผู้พลัดถิ่นกัมพูชาเป็นผลมาจากสงคราม ไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่ม ดังนั้นผลของสงครามความสูญเสียต่างๆ รัฐบาลกัมพูชาก็ต้องดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานให้ได้

“สิ่งที่ประเทศไทยรับไม่ได้คือ ทำไมไม่พูดถึงความสูญเสียของประเทศไทยเลย ไม่ว่าเรื่องที่เรามีพลเรือนเสียชีวิต  โรงพยาบาลถูกโจมตี โดยเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชา ดังนั้นถ้ารายงานมีความเป็นธรรมจริงก็ต้องรายงานความสูญเสียของฝ่ายไทยด้วย”

สำหรับกรณีที่กล่าวอ้างว่า แรงงานที่อยู่ในประเทศไทยถูกบังคับให้กลับจนสร้างภาระให้รัฐบาลกัมพูชานั้น  เราไม่ได้บังคับผลักดันแรงงานกัมพูชา ทั้งที่อยู่อย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมายกลับประเทศ แต่ในทางกลับกัน เป็นทางกัมพูชาที่เรียกร้องให้แรงงานกัมพูชากลับไป และเมื่อกลับไปแล้วก็ไม่มีงานทำ เป็นภาระและความรับผิดชอบที่รัฐบาลกัมพูชาต้องดูแล

ประเด็นสุดท้าย ฝ่ายกัมพูชาได้หยิบยกเฉพาะประเด็นที่กระทบประเทศไทยมานำเสนอขยายความ ทั้งที่ในรายงานของนายแอนดรูว์สได้เน้นถึง เช่นเสรีภาพทางการเมือง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อาชญากรรมข้ามชาติ สแกม ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ การค้ามนุษย์ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาคมโลก ซึ่งประเทศไทยก็มีความห่วงใย และในแถลงการณ์ร่วมได้พูดถึงความร่วมมือในเรื่องนี้เช่นกัน

หลังจากนี้จะทำหนังสือถึงประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา และทำหนังสือถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนฯ ที่นครเจนีวา เพื่อชี้แจงประเด็นต่างๆ และข้อกังวลของเรา และประเด็นที่เราอยากหารืออภิปรายในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ

“ในฐานะที่เราเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ เราอยากนำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมคณะมนตรีฯ ในสมัยหน้า รวมทั้งความเป็นไปได้ที่จะมีข้อมติอย่างหนึ่งอย่างใดในเรื่องนี้ เราเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการให้มากขึ้นในการปราบปรามขบวนการสแกม น่ายินดีที่กัมพูชากำลังทำอยู่ โดยในรายงานของนายแอนดรูว์สตั้งข้อสังเกตว่า มีหลายอย่างที่กัมพูชาสามารถทำให้ดีขึ้นได้”

เมื่อถามว่า สมาชิกอาเซียนและสหประชาชาติเชื่อข้อมูลของนายแอนดรูว์สหรือไม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า นายแอนดรูว์สเคยเป็น Special Rapporteur ในเรื่องเมียนมาแล้ว ในการแถลงข่าวของเขาจะเน้นไปที่ความเป็นสีสัน ตนเห็นว่าคนที่นำเสนอรายงานควรต้องระมัดระวังมากๆ ในการแถลงข้อมูลสู่สาธารณะ เพราะภารกิจคือสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถ้าเขาหวังผลอะไรที่เป็นรูปธรรม การจะแถลงสิ่งใดออกไปต้องระวัง ในจุดนี้เราก็ต้องเตือนคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ ว่าการปฏิบัติหน้าที่ต้องเป็นกลาง เที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง

ผู้สื่อข่าวถามว่า กัมพูชายังคงมุ่งมั่นหยิบยกแผนที่ 1:200,000 ในเรื่องเขตแดนมาใช้ รมว.การต่างประเทศตอบว่า แผนที่ดังกล่าวเป็นเอกสาร เป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา ฝ่ายไทยยืนยันเสมอว่ายังมีแผนที่ส่วนอื่นๆ ด้วย จึงต้องดูเนื้อหาของสนธิสัญญา สันปันน้ำ พร้อมยืนยันแผนที่ 1:50,000 ของเราด้วย เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการทำงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนหรือเจบีซี.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รับพลทหารอาสา เปิด1.8หมื่นอัตรา

ทบ.รับนโยบาย กห. เปิดรับสมัคร “พลทหารอาสา” ปี 2570 จำนวน 18,784 อัตรา สมัครใจรับราชการ 4 ปี เลือกผลัด-หน่วยได้ทั่วประเทศ พร้อมสิทธิประโยชน์และโอกาสต่อยอดสู่ทหารอาชีพ

ทรงช่วยชาวเนปาล

"ในหลวง-พระราชินี" พระราชทานสิ่งของช่วยเหลือชาวเนปาลในเหตุการณ์อุทกภัยฉับพลันและดินถล่มรุนแรง ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย และผู้ไร้ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก โดยกองทัพอากาศดำเนินการจัดส่ง

ฮั้วสว.ก่อนมีรัฐบาล ‘อนุทิน’ยันไม่เกี่ยวเพราะมาหลัง1ปี3เดือนลั่นพร้อมชี้แจง

“อนุทิน” ไม่กังวลฝ่ายค้านใช้เวทีงบฯ ซักฟอกรัฐบาล ชี้เป็นสิทธิ์ของ สส. ปัด “ภูมิใจไทย” ยื้ออภิปรายรายงาน กกต.หนีคดีฮั้ว สว. ยํ้าไม่เคยเกี่ยวข้อง ยันไม่เคยหนีสภา ลั่นถ้ามีหลักฐานใครเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่นยื่น

นายกฯลงนาม เนรเทศชาวยิว

"อนุทิน" ลงนามคำสั่งเนรเทศ "ยาคอฟ โอฮะยอน" ชาวอิสราเอลออกนอกราชอาณาจักร หลังศาลเกาะสมุยพิพากษาผิด ม.392 ฐานขู่เข็ญทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ

หนูเหน็บ ‘ณัฐพงษ์’ ไม่รู้เรื่อง

“อนุทิน” เย้ย “เท้ง” ไม่รู้เรื่องกล่าวหารัฐบาลแก้ไฟใต้ล้มเหลว ลั่นใช้งบคุ้มค่าไม่ใช่คิดว่ามีเงินในกระเป๋าแล้วนำไปใช้อะไรก็ใช้ “ลิซ่า” รีบป้องหัวหน้าใช้สิทธิ์ตามระบบ

เอกนิติขีดเส้น1ด. คุมดาต้าเซ็นเตอร์

“อนุทิน” ขันนอตเข้ม! ดาต้าเซ็นเตอร์ สกัดพวกลักลอบ ยันไม่กระทบความมั่นใจนักลงทุน ด้าน “เอกนิติ” ขีดเส้น 1 เดือนจัดระเบียบ ตั้งมาตรฐานขั้นต่ำคุมไฟฟ้า