
ตีเหล็กตอนร้อน! "อนุทิน" ต่อยอดเยือนจีน สั่งรัฐมนตรี ผู้บริหารหลายหน่วยงานทำ “แอ็กชันแพลน” ความร่วมมือกับรัฐบาลจีนให้เป็นรูปธรรม ทั้งด้านการค้าการลงทุน ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว เทคโนโลยีแห่งอนาคตทั้งเอไอและอีวี ชูวิศวกรการเมืองฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ ลุยปฏิรูปราชการ-สร้างคน ดันเศรษฐกิจกระจายตัว ระดมพลังคนไทยยกกำลังประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ทำหนังสือส่งถึงหน่วยงานราชการหลายหน่วยงาน ให้ดำเนินการตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่ได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่าในเรื่องที่สืบเนื่องจากการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายกรัฐมนตรีและคณะ ซึ่งได้เดินทางเยือนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17-20 กรกฎาคมที่ผ่านมา
โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่า ในการเยือนครั้งนี้ได้พบหารือกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลายมิติ ซึ่งทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะร่วมกันยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย-จีน ให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การค้าการลงทุน ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว ตลอดจนเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intellige หรือ “Al” และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
ในการนี้ ได้ร่วมลงนามในความตกลงและบันทึกความเข้าใจเรื่องต่างๆ ระหว่างกันรวมถึง 15 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา การพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรม การศึกษาและวิจัยด้าน AI การสำรวจอวกาศ การส่งออกสัตว์น้ำ การบริหารจัดการน้ำ การสาธารณสุข และด้านอื่นๆ อีกหลายสาขา ซึ่งจะสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ยังได้พบหารือกับผู้ประกอบการชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ (Cloud Infrastructure) และ AI การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์เทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
รับมือระเบียบโลกใหม่
ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) รองรับผลการหารือและข้อตกลงต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำหนดกรอบเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน เพื่อผลักดันผลการหารือและข้อตกลงต่างๆ ดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว และรายงานความคืบหน้าต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ทราบเป็นระยะด้วย
ทั้งนี้ สลค.ระบุว่า ครม.ได้พิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ จึงเรียนยืนยันมา และขอได้โปรดดำเนินการตามมติ ครม.ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอได้โปรดดำเนินการตามมติ ครม.ดังกล่าวต่อไป
เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอนุทินกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่” ในงานเสวนา The Intania Forum: Surviving Under the New World Order
นายอนุทินกล่าวตอนหนึ่งว่า โลกวันนี้อาจไม่ใช่ New World Order แต่เป็น New World Disorder หรือโลกที่ไร้ระเบียบ ไม่มีสูตรสำเร็จ และเปลี่ยนเร็วเกินกว่าจะใช้วิธีคิดเดิม รัฐบาลจึงต้องทำให้ประเทศพร้อมเผชิญความไม่แน่นอน โดยยึดความยืดหยุ่น การพึ่งพาตนเอง และการตัดสินใจบนข้อมูลจริง ที่ผ่านมาประเทศไทยเติบโตจากโลกาภิวัตน์ ฐานผลิต การส่งออก และการท่องเที่ยว แต่จุดที่ต้องเร่งเติมคือการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D เพราะโลกเทคโนโลยีรอบใหม่ทำให้หลายประเทศเริ่มต้นใกล้กันมากขึ้น หากไทยลงทุนถูกจุด ยังไม่สายที่จะยกระดับอุตสาหกรรมของตัวเอง
ต้องใช้ความกล้าหาญ
ประเทศไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะ AI แต่ทั้งหมดต้องอยู่บนหลัก 4P คือ Prevention ป้องกันผลกระทบ, Prosper ทำให้เกิดความรุ่งเรือง, Potential เพิ่มศักยภาพประเทศ และ Protection ควบคุมไม่ให้เทคโนโลยีกลับมาทำร้ายมนุษย์ สังคม และธรรมชาติ
"รัฐบาลกำลังหา Critical Path Method หรือ CPM ของประเทศไทย เพื่อจัดลำดับว่าจะใช้ทรัพยากรจำกัดลงตรงไหนก่อน ให้ใช้เวลาน้อย ทรัพยากรน้อย แต่เกิดผลคุ้มค่าที่สุด พร้อมสร้าง Resilience เพื่อพาประเทศไปสู่ Steady State คือจุดที่มีเสถียรภาพ มั่นคง และต่อยอดได้" นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลครอบคลุมเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และการรับมือภัยพิบัติ โดยบางเรื่องต้องใช้ความกล้าหาญดึงงบประมาณมาลงทุน เช่น ระบบป้องกันน้ำท่วม เพราะที่ผ่านมาไทยจ่ายเยียวยาน้ำท่วมปีละราว 50,000 ล้านบาท หากลงทุนโครงสร้างป้องกันเร็วกว่าเดิม ประเทศจะลดความเสียหายระยะยาวได้มาก ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่าเศรษฐกิจไทยยังดีอยู่ แต่โจทย์ใหญ่คือทำอย่างไรให้ความมั่งคั่งกระจายตัว ไม่กระจุกอยู่เฉพาะบางพื้นที่ ประเทศไทยไม่ควรมีเพียงกรุงเทพฯ เป็นมหานครเดียว แต่ต้องสร้างเมืองเศรษฐกิจใหม่ มีระบบคมนาคมที่เชื่อมการผลิต อุตสาหกรรม งานและรายได้เข้าด้วยกัน
ทรัพยากรสำคัญที่สุดของประเทศคือคน เทคโนโลยีซื้อได้ แต่คนต้องเรียนรู้เร็วกว่า ปรับตัวเก่งกว่า และมีโอกาสพัฒนาตลอดชีวิต รัฐบาลจะระดมพลังคนไทยยกกำลังประเทศผ่านการศึกษา ทักษะใหม่ และการเปิดโอกาสให้คนไทยเป็นผู้สร้าง ไม่ใช่เพียงผู้ใช้เทคโนโลยี รัฐบาลจะสนับสนุนนวัตกรรมไทยอย่างจริงจัง ตั้งแต่มหาวิทยาลัย สตาร์ทอัป อุตสาหกรรม ไปถึงการวิจัยพัฒนาด้านยุทโธปกรณ์ หากไทยผลิตได้ รัฐต้องช่วยสร้างตลาดและโอกาสใช้งานจริง เพื่อให้ R&D ไม่จบแค่ห้องทดลอง แต่กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
กำหนดอนาคตตัวเอง
นอกจากนี้ อีกภารกิจสำคัญคือการปฏิรูประบบราชการ ให้รัฐทำงานคล่องตัว โปร่งใส และตรวจสอบได้ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ ปรับกำลังคนให้เหมาะกับภารกิจ ไม่ใช่แค่ทำให้รัฐเล็กลง แต่ต้องทำให้รัฐฉลาดขึ้น และช่วยธุรกิจเดินหน้าได้เร็วขึ้น
นายกฯ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลกำลังจัดระเบียบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงถึงผู้เดือดร้อนจริง พร้อมสร้างโอกาสให้คนวัยทำงานกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ มีงาน มีรายได้ และไม่ติดอยู่กับการรับสวัสดิการเพียงอย่างเดียว
"รัฐบาลมีเสถียรภาพและตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง แม้โลกใหม่จะไร้ระเบียบ แต่ไทยต้องไม่ไร้ทิศทาง รัฐบาลจะใช้ความเป็นวิศวกรหาโซลูชัน ใช้ความเป็นนักธุรกิจหาโอกาส และใช้พลังคนไทยทั้งหมดประคองประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และกำหนดอนาคตตัวเองได้" นายอนุทินกล่าว
ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงจากวิกฤตโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ทำให้ประเทศไทยต้องวางแผนระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร โดยเฉพาะการผลักดันเงินทุนไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ พร้อมดึงทรัพยากรนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อลดการสูญเสียจากการทุจริตและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศ
ผู้ว่าการ ธปท.ระบุว่า ปัญหา Resource Misallocation เป็นอุปสรรคสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเงินทุนกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก จึงเตรียมนำ Data Analytics และข้อมูลจาก Data Bureau มาพัฒนาระบบประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น แม้ไม่มีหลักประกันหรือประวัติสินเชื่อแบบเดิม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปมเสี่ยง จุดสลบ รัฐบาลสีน้ำเงิน-อนุทิน
แม้รัฐบาล "อนุทิน ชาญวีรกูล" หรือ "อนุทิน 2" จะเป็นรัฐบาลมาแค่ 3 เดือนกว่า แต่เห็นชัดว่าเจอหลายปมร้อนการเมืองโหมเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา
‘อนุทิน’ลั่นไม่ปล่อย ยกระดับล้างอาชญากรรม/‘ป๋อง-ธง’คอตกนอนคุก
ศาลพัทยาไม่ให้ประกันป๋อง-ธง กับพวก 4 ทรชนฆ่ารวม 5 ศพ ชี้คดีโทษสูง พฤติการณ์ร้ายแรง นายกฯ ลั่น! “เชื่อเถอะครับว่าผมไม่ปล่อย เอาเป็นว่าต้องเอาให้สาสมกับสิ่งที่เขาทำผิดมา ประชาชนคิดอย่างไรผมก็คิดอย่างนั้น แต่เป็นนายกฯ จะไปพูดไม่ได้" เตรียมยกระดับมาตรการกวาดล้างอาชญากรรม
เพิ่มมาตรการ คุมเข้ม‘บริษัท’ สกัดใช้นอมินี
รัฐบาลเพิ่มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท ตรวจสอบยิบวงจรของนิติบุคคล การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือผู้มีอำนาจลงนาม อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น "นอมินี" ให้ต่างชาติ เริ่มใช้วันที่ 1 ส.ค.
นายกฯย้อนปรับครม.ช้าๆ
“อนุทิน” อ้อนคนสุพรรณ ขอ สส. ยกจังหวัด ย้อนคำถามนักข่าวปรับ ครม.เร็วๆ นี้หรือไม่ ระบุปรับ ครม.ช้าๆ ชาวบ้านกรี๊ดนายกฯ ในดวงใจ “กรวีร์” ชี้ฝ่ายค้านปั่นกระแส หวังกดดัน
ไร้ดีลลับแดงเขียวโมนาโก ระวังน้ำเงินสวนคืนเขี่ยพท.
เสถียรภาพของรัฐบาลอนุทินในวันนี้ ไม่ได้ถูกท้าทายจากตัวเลขเสียงในสภาเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกทดสอบผ่าน “สงครามข่าวลือ” และความพยายามสร้างภาพความแตกแยกภายในเครือข่ายอำนาจของพรรคภูมิใจไทย
'อนุทิน' ชื่นชม สส.กล้าธรรม ร่วมยินดีงานวันเกิด 'ประภัตร' มีคนรักทั่วสุพรรณ ขอสื่ออย่าถามให้ทะเลาะกัน
"อนุทิน" ขอบคุณ สส.กล้าธรรม มีน้ำใจร่วมงานวันเกิด "ประภัตร" ขอสื่ออย่าถามให้เกิดประเด็นทะเลาะกัน ต้องถามให้มีความรักสามัคคีกัน

