“ดีเอสไอ" เผย หลังขยายผลสำนวนคดี “6 โรงกลั่นยักษ์ใหญ่” ไม่เพียงปกปิดข้อมูลขนส่งน้ำมัน แต่ยังมีพฤติการณ์ ส่อมีความผิดกักตุนน้ำมันตาม “พ.ร.บ.ด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542” หลัง น้ำมันขึ้น 6 บาท เร่งสอบเชิงลึกย้อนหลัง 7 วันก่อนหน้า อาทิ แผนการผลิต-แผนการสั่งผลิต-แผนการจัดจำหน่าย-รายชื่อลูกค้า ระบุ ดีเอสไอพยายามขอข้อมูลผู้ค้าน้ำมันเฉพาะในห้วงวิกฤติแต่ถูกปฏิเสธ-ปกปิดชื่อลูกค้า จึงต้องใช้อำนาจเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน-กรมการค้าภายในดึงข้อมูล ยัน หากได้ข้อมูลครบถ้วน จ่อออกหมายเรียกพยานไขข้อเท็จจริงการกักตุนน้ำมัน
15 มิถุนายน 2569 - รายงานจากขณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า คณะพนักงานสอบสวนได้กำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือ 6 โรงกลั่นของไทย ที่ถูกดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหา ให้เดินทางเข้าพบและรับทราบข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง เพื่อชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เนื่องจากพบการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 กรณีใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง 166 ฉบับ ไม่มีการกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน 8 ข้อสำคัญ ตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562
นอกจากนี้ คณะพนักงานสอบสวนยังอยู่ระหว่างการขยายผลฐานความผิดอีกประการ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายของกรมการค้าภายใน โดยเฉพาะมาตรา 30 “ห้ามมิให้บุคคลใดกักตุนสินค้าควบคุม โดยมีสินค้าควบคุมไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่กำหนดไว้ในประกาศของคณะกรรมการตามมาตรา 25 (12) หรือเก็บสินค้าควบคุมไว้ ณ สถานที่อื่นนอกจากสถานที่เก็บตามที่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 25 (5) หรือไม่นำสินค้าควบคุมที่มีไว้เพื่อจำหน่ายออกจำหน่าย หรือเสนอขายตามปกติ หรือปฏิเสธการจำหน่าย หรือประวิงการจำหน่ายหรือการส่งมอบสินค้าควบคุม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร“
เนื่องจากย้อนไปเมื่อคืนวันที่ 25 มี.ค.69 พบว่าน้ำมันของทุกโรงกลั่นมีปริมาณน้ำมันอยู่เกินกว่าปริมาณที่ควรสำรองไว้ ซึ่งหลักสำคัญของการพิสูจน์ข้อเท็จจริง คือ คณะพนักงานสอบสวนต้องดูว่าในห้วง 7 วันก่อนวันที่ 25 มี.ค.69 ที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.69 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไปนั้น มีปริมาณน้ำมันในสต็อกจำนวนเท่าใด โดยจะโดยจะอิงจากปริมาณรับเข้า (Input)
ขณะเดียวกันก็ต้องนำไปเปรียบเทียบกับยอดการสั่งซื้อของลูกค้าว่ามีตัวเลขที่สอดคล้องกันมากน้อยเพียงใด เพราะถ้าหากมียอดตัวเลขการสั่งซื้อของลูกค้าจริง แต่โรงกลั่นมีการจำกัดไม่ขายออก หรือขายแต่อ้างจำกัดโควต้า ยกตัวอย่างเช่น บางรายเป็นลูกค้าประจำ สั่งซื้อครั้งละ 50,000 ลิตร แต่กลับมีการขายออกเพียง 10,000 ลิตร แบบนี้คือการจำกัดโควต้าการขาย แต่ถ้าหากเป็นกรณีปฏิเสธการจำหน่ายต่อลูกค้าประจำทั้งที่มีปริมาณน้ำมันอยู่แล้ว แต่กลับนำน้ำมันไปขายแก่ลูกค้าขาจรแทน ทั้งยังเป็นการขายในราคาที่สูงกว่าปกติ เช่น ลูกค้าประจำอาจซื้อลิตรละ 30 บาท แต่ขายลูกค้าขาจรลิตรละ 35-36 บาท เป็นต้น เช่นนี้ก็จะย้อนแย้งว่าตัวผู้ค้าเองมีปริมาณน้ำมันอยู่ในสต็อก แต่ไม่ปล่อยขายออกเต็มที่ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ไปขายลูกค้าขาจรในราคาสูง และพอถึงวันที่ 26 มี.ค.69 น้ำมันก็ถูกปล่อยจำหน่ายออกไปได้ปกติ ซึ่งเรื่องนี้อยู่ระหว่างการขยายผลอย่างเข้มข้น
อีกทั้งการแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 กรณีใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง 166 ฉบับ ไม่มีการกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน 8 ข้อสำคัญ ต่อนิติบุคคลทั้ง 6 ราย (โรงกลั่น) นั้น คนที่จะต้องรับทราบข้อกล่าวหากับคณะพนักงานสอบสวน จะต้องเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในการบริหารกิจการเท่านั้น ซึ่งการมารับทราบข้อกล่าวหา จะมาใน 2 สถานะ คือ 1.ในฐานะนิติบุคคล และ 2.ในฐานะส่วนตัว ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาให้แล้วเสร็จต่อทั้ง 6 โรงกลั่น ภายในสิ้นเดือน มิ.ย.69
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการกรอกข้อมูลเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ครบตามที่กฎหมายของกรมธุรกิจพลังงานกำหนด มันยังมีประเด็นในเรื่องการตกแต่งข้อมูลจากต้นทางและปลายทางอีกด้วย ยกตัวอย่าง ปกติแล้วใบกำกับการขนส่งก็ต้องไปกับพาหนะที่ขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นทางรถ หรือทางเรือ หรือทางรถไฟ เป็นต้น ซึ่งต้นทางและปลายทางถือเป็นเอกสารสำคัญมากกว่า เรียกว่า “เอกสาร นม.9” ซึ่งถูกกำกับดูแลโดยกรมสรรพสามิตที่เป็นต้นทาง และปลายทาง ผนวกกับใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้น 3 ฉบับนี้ข้อมูลจะต้องเป็นชุดเดียวกัน ซึ่งที่ได้สืบสวนสอบสวนก่อนหน้านี้ ก็พบตัวเลขที่แตกต่างกัน
อย่างในกรณีในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบน้ำมันออกจากต้นทาง 3,000,000 ลิตร แต่เมื่อไปถึงปลายทางกลับเหลือเพียง 2,500,000 - 2,800,000 ลิตร ซึ่งก็มีการอ้างเรื่องน้ำมันระเหย อ้างเรื่องอุณหภูมิความร้อน เป็นต้น ซึ่งก็ล้วนมีค่าส่วนต่างอยู่ไม่เกิน 5% ฉะนั้น หากจะมองเรื่องเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ต้องดูทั้ง 3 ฉบับประกอบกัน จะดูเพียงแค่เอกสารใบกำกับการขนส่งอย่างเดียวไม่ได้ จึงเป็นเหตุที่ทำให้ชุดสุดซอยได้รวบรวมเอาเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่กรอกข้อมูลไม่ครบ กว่า 166 ฉบับ มามอบให้ดีเอสไอใช้ขยายผล
สำหรับการตรวจสอบขยายผลว่าโรงกลั่นมีการกักตุนน้ำมันจริงหรือไม่ ต้องอธิบายว่า ปกติแล้วโรงกลั่นไม่ได้มีสต็อกเก็บไว้กับตัวเอง แต่โรงกลั่นมีหน้าที่กลั่นน้ำมันเสร็จเพื่อเก็บไว้ในแทงค์ก่อนส่งออกไปยังคลังน้ำมัน จ๊อบเบอร์ สถานีให้บริการน้ำมัน ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้ว ส่วนใหญ่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ก็ล้วนมีคลังน้ำมันเป็นของตัวเอง หากกล่าวตามประสาชาวบ้าน คือ “กลั่นน้ำมันเสร็จแล้วก็เก็บไว้ในบ้านตัวเอง”
ฉะนั้น ในขั้นตอนของการเก็บไว้ในคลังนี้เอง จึงจะเป็นคำตอบว่ามีการกักตุนน้ำมันหรือไม่ ซึ่งมันสามารถตรวจสอบเปรียบเทียบได้กับแผนการผลิต แผนการสั่งผลิต และแผนการจำหน่าย โดยแผนการผลิตในที่นี้ก็คือน้ำมันดิบ มันก็ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า โรงกลั่นแห่งนั้น ๆ ได้นำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณเท่าใด จึงจะสร้างการผลิตน้ำมันได้ โดยหากบอกว่าฤดูกาลนี้ต้องใช้น้ำมันปริมาณมาก แผนการผลิตก็จะต้องมากขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าเป็นฤดูกาลที่คนไม่ค่อยใช้น้ำมัน ปริมาณการสั่งเข้าน้ำมันดิบก็จะน้อยลงตามไป
จากนั้นเราก็นำไปดูต่อในเรื่องของกระบวนการผลิต หรือการกลั่นน้ำมัน ว่าการกลั่นน้ำมันดิบในจำนวนครั้งนั้น ๆ เมื่อกลั่นเสร็จสิ้น มันสามารถไปเป็นน้ำมันได้กี่ตัว อะไรบ้าง ซึ่งมันสามารถแยกไปเป็นสารผลิตภัณฑ์น้ำมันได้หลายรายการ และเมื่อออกเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันดังกล่าวมาแล้ว เหล่าบริษัทน้ำมันเจ้าใหญ่ ๆ ก็จะซื้อแล้วเอาไปเก็บไว้ ซึ่งมันก็จะนำไปสู่แผนการจำหน่าย เพราะการจะเอาน้ำมันที่เก็บไว้ไปจำหน่าย มันไม่ใช่ว่าจะขายให้ลูกค้ารายใดก็ได้ ซึ่งเดิมทีแล้วก็มีลูกค้าประจำที่มากเพียงพออยู่แล้ว แต่ในข้อเท็จจริง คือ เราพบข้อมูลของลูกค้าขาจรเเทรกมาด้วย ดังนั้น ในห้วงเวลาของภาวะวิกฤติ การที่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ๆ เหล่านี้ จะจำหน่ายน้ำมันแก่ผู้ค้าขาจรมากกว่ามันก็ย่อมเป็นข้อสังเกตว่าเหตุใดลูกค้าประจำถึงโดนจำกัดโควต้าขึ้นมา หรืออาจเป็นเพราะเงื่อนไขสำคัญอย่างกลไกราคาหรือไม่ เพราะในทางเชิงธุรกิจ ผู้ค้าย่อมต้องการกำไร
ในการทำธุรกิจ แผนการจำหน่ายย่อมมีวงรอบอยู่แล้ว เพราะแผนการจำหน่ายมันต้องสอดคล้องกับแผนการผลิต มิเช่นนั้น แผนการผลิตอาจชะงักได้ หากแผนการจำหน่ายมีมากกว่า นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนได้ขอข้อมูลจากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาโดยตลอด แต่ก็ถูกปฏิเสธการให้ข้อมูล และถูกปกปิดข้อมูลชื่อลูกค้าทั้งหมดอีกด้วย ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรม โดยย้อนตั้งแต่แผนการผลิตก่อนหน้า 7 วัน ที่จะมีมติของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร ว่าผู้ค้าน้ำมันมีความประสงค์จะจำหน่ายน้ำมันให้แก่ใครบ้าง ขายเมื่อใด เป็นลูกค้ารายใดบ้าง ปริมาณรายละกี่ลิตร เพื่อตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีลูกค้าขาจรมาขอซื้อน้ำมันมากกว่าลูกค้ารายประจำ
ล่าสุดได้มีการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน และกรมการค้าภายใน เพื่อขอข้อมูล อาทิ แผนการจำหน่ายและรายชื่อคู่ค้า เฉพาะในห้วงเวลาที่เกิดสถานการณ์พลังงานมาตรวจสอบ ซึ่งหากได้ข้อมูลทั้งหมดมาแล้วเมื่อใด ก็จะได้มีการออกหมายเรียกพยาน เพื่อขอให้เข้าให้ข้อมูลต่อไป เพราะในหลักฐานการสืบสวนสอบสวนระหว่างนี้ กลับพบว่าลูกค้าขาจรไม่ได้มีความประสงค์ต้องใช้ปริมาณน้ำมันจำนวนมากขนาดนั้น เช่น ธุรกิจรายใหญ่เเห่งหนึ่ง ไม่ได้มีเหตุที่จะต้องใช้น้ำมันมากขนาดนั้น แต่กลับได้ซื้อน้ำมันไป โดยซื้อในราคาที่แพงกว่าราคาปกติ จึงต้องขยายผลดูว่านำไปใช้เพื่อการใด เพราะบางครั้งมันอาจไปเกี่ยวข้องกับพาหนะบางอย่างที่ใช้สับเปลี่ยนเพื่อปิดบังอำพรางเพื่อฝากเก็บน้ำมันยังสถานที่นั้น ๆ หรือไม่ ซึ่งมันก็ใช้ขยายผลในเรื่องของการสมคบกันกักตุนน้ำมัน หรือร่วมกันสร้างความต้องการน้ำมันเทียมได้ด้วย
โดยเบื้องต้นพบผู้ประกอบการกว่า 10 ราย ที่มีพฤติการณ์เป็นลูกค้าขาจร ไปขอซื้อน้ำมันจากบริษัทน้ำมันรายใหญ่ในช่วงเดือน มี.ค.69 ด้วยปริมาณน้ำมันเฉลี่ย 200,000-400,000 ลิตร มากกว่า 1-2 เที่ยวในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ เพราะในเมื่อผู้ค้าน้ำมันอ้างว่าขาดปริมาณน้ำมัน หรือปริมาณน้ำมันในสต็อกเหลือน้อย แต่เหตุใดธุรกิจเหล่านี้จึงสามารถซื้อน้ำมันในปริมาณสูงได้ขนาดนี้ ซึ่งทุกอย่างสามารถดูประกอบกับแผนการจำหน่ายได้ หากเป็นข้อเท็จจริงก็ถือเป็นการปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งมีความผิด เพราะข้อเท็จจริงก็มีเพียงเรื่องส่วนต่างราคาที่สามารถบ่งชี้การเลือกจำหน่ายของผู้ค้าน้ำมันได้
อย่างไรก็ตามระหว่างที่รอเอกสารข้อมูลจากผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ต่าง ๆ เราก็ได้มีการขยายผลเรื่องสืบสวนอีกหนึ่งสำนวนคดี คือ เรื่องสืบสวนที่ 49/2569 โดยจะดูในเรื่องของบริษัทนิติบุคคลแห่งหนึ่งที่ประกอบธุรกิจให้บริการโซลูชันธุรกิจ ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นแบบครบวงจร (One-Stop Solution Provider) โดยเป็นสถานที่ให้เก็บ ให้เช่าคลังน้ำมัน ซึ่งภายใต้บริษัทแห่งนี้ได้มีบริษัทน้ำมันรายใหญ่อยู่ 4 ราย ซึ่งทางบริษัทนิติบุคคล จะดำเนินการก็ต่อเมื่อน้ำมันของทั้ง 4 รายมีความเคลื่อนไหว เช่น มีการเข้าเก็บน้ำมัน บริษัทก็จะได้เก็บค่าเช่า หรือถ้ามีการปล่อยออกน้ำมัน บริษัทก็จะเก็บเป็นค่า Transaction จึงทำให้บริษัทนิติบุคคลแห่งนี้จะมีข้อมูลที่ครบถ้วนของบริษัทน้ำมัน 4 รายใหญ่ดังกล่าว เพื่อให้คณะพนักสอบสวนได้ใช้ขยายผลตรวจสอบคู่ขนานกับกรณีของ 6 โรงกลั่นต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มโรงกลั่นฯ ยันจัดหาน้ำมันดิบได้แน่ แม้สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ
กลุ่มอุตฯโรงกลั่นน้ำมัน ยืนยันความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบ เสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางส่อแววยืดเยื้อ เผยสัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางลดลงจาก 60% เหลือ 30%
ดีเอสไอ พร้อมให้ความเป็นธรรม 6 โรงกลั่น เข้ารับทราบข้อหา-ชี้แจงหลักฐาน ปกปิดข้อมูลขนส่งน้ำมัน
จับตา “6 โรงกลั่นยักษ์ใหญ่” ทยอยตบเท้ารับทราบข้อหา “ดีเอสไอ" 11-12 มิ.ย.69 ความผิดฐานขนส่ง - ปกปิดข้อมูลใบกำกับขนส่งน้ำมันทางเรือ 166 ฉบับ ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงานกำหนด ส่อเวียนใช้กระทำผิด
'น้องชายเสี่ยตือ' เข้ารับทราบข้อกล่าวหากับ DSI '6 โรงกลั่นใหญ่' ต่อคิวสัปดาห์หน้า
“น้องชายเสี่ยตือ” เข้ารับทราบข้อกล่าวหากับ DSI แล้ว สัปดาห์หน้าถึงคิว 6 โรงกลั่น พร้อมสั่งเบรกเงินชดเชยกองทุนน้ำมันทันที
อ.อัจฉราวดี ฝากถึง 'เอกนัฏ' อย่าล้มมวยแก้ราคาน้ำมัน
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกล่าวถึงนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ต่อการแก้ปัญหาพลังงาน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน การดำเนินคดีไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน โดย อ.อัจฉราวดี ระบุว่า หากปล่อยให้การแก้ปัญหาบ้านเมือง
อิ่มพุงกางสู้วิกฤตค่าครองชีพ! แม่ค้าปลาทู เจอพิษน้ำมันแพง ผันตัวเปิดร้านข้าวแกง เมนูละ 10 บาท
ครัวพุงกาง ข้าวแกง 10 บาท พร้อมเสิร์ฟ ให้ลูกค้าอิ่มท้องในราคาประหยัด ขายสู้เศษฐกิจ มีเมนูอาหารวันละกว่า 10 อย่าง ตักใส่ถ้วยราคา 10 บาท ข้าวจานละ 10 บาท เติมได้ไม่อั้น แกงใส่ถุงกลับบ้าน 20 บาท เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00-14.00 น.
เอาสักอย่าง! 'กังฟู' แจงไม่ร่วมโหวตส่งตัว 'ชนนพัฒฐ์'
“กังฟู” แจงยิบ 6 สส.ไทรวมพลัง ไม่ร่วมโหวตส่งตัว “ชนนพัฒฐ์” ให้ DSI เหตุ ไม่รู้มติวิปค้าน โอดถูกบีบให้อยู่ตรงกลาง วิปค้านไม่ให้เข้าร่วม ส่วนรัฐบาลผลักให้เป็นฝ่ายค้าน

