
21 มิ.ย.2569-วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์บทวิเคราะห์เรื่อง อาการป่วยของโครงสร้าง: เมื่อคดีฮั้ว สว. บอกเราว่า ปัญหาอาจไม่ใช่ “คนโกง” แต่เป็น “ระบบที่ชวนให้โกง” มีเนื้อหาดังนี้
กระแสข่าวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงมิถุนายน พ.ศ. 2569 นี้ กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญต่อระบบกฎหมายและการเมืองไทย ทว่าหากเราอ่านคดีเหล่านี้เพียงแค่ในกรอบของ “ผู้สมัครบางคนทำผิดกติกา” หรือมองว่าเป็นเพียง “พฤติกรรมไม่ดีเฉพาะบุคคล” เราอาจจะกำลังหลงประเด็นและมองข้ามภาพสะท้อนที่ใหญ่กว่านั้น
เพราะเมื่อนำจิ๊กซอว์คดีทุจริตเลือก สว. จากหลากจังหวัด หลายระดับ มาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ คดีชลบุรี คดียะลา ไปจนถึงคดีล่าสุดคดีปทุมธานี ภาพที่ปรากฏชัดขึ้นทุกทีคือ ระบบเลือก สว. แบบเลือกกันเองในวงปิดตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อาจไม่ได้แค่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต แต่กำลังสร้างแรงจูงใจให้โกงด้วยตัวมันเอง!
บรรทัดฐานคดีปทุมธานี: “หักหลังในคูหา” ก็คือ “ทุจริตสำเร็จแล้ว”
หมุดหมายสำคัญที่ต้องยกมาวิเคราะห์ก่อนคือ คดีปทุมธานี (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 1/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 65/2569) ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง นายณัฏฐกรณ์ เขียวสนาม และพล.ต.ต.มณเฑียร ประทีปะวณิช สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จังหวัดปทุมธานี ผู้คัดค้าน
พฤติการณ์ในคดีนี้เด่นชัดมากจากการที่ผู้คัดค้านนัดพบผู้สมัครรายอื่นที่ร้านกาแฟเพื่อ “ตกลงจับคู่แลกคะแนน” (Vote Pairing) แต่เมื่อถึงเวลาเข้าคูหาจริง ผู้คัดค้านกลับไม่ได้ลงคะแนนให้คู่สัญญาตามที่ตกลงกันไว้ จนเกิดการเดินเข้าไปต่อว่าประชดประชันกันหลังนับคะแนนเสร็จ ซึ่งมีทั้งพยานบุคคล ข้อความในไลน์ และคลิปวิดีโอภาษากายมัดตัวอย่างแน่นหนา
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิเคราะห์แล้ววางหลักกฎหมายไว้อย่างเฉียบขาดว่า:
การสมยอมจับคู่แลกคะแนน ถือเป็นความผิดสำเร็จทันทีนับตั้งแต่ตกลงกัน ไม่จำเป็นต้องรอพิสูจน์ว่าในคูหาจะมีการลงคะแนนให้กันจริงหรือไม่ และการ “หักหลัง” หรือแอบเปลี่ยนใจทีหลังไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่จะนำมาลบล้างเจตนาทุจริตบิดเบือนเสรีภาพในการเลือกตั้งตั้งแต่ต้นได้ ศาลจึงสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี
ในมิตินิติบัญญัติ บรรทัดฐานนี้สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง เพราะการลงคะแนนเป็นความลับ หากต้องรอตรวจหลักฐานในบัตรลงคะแนนย่อมเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แต่ในอีกมุมหนึ่ง คดีนี้ก็สะท้อนภาพตลกร้ายของระบบเลือกปิด ที่ความระแวงและการหักหลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของเกม
จาก “จับคู่รายคน” สู่ “เครือข่ายจัดการเลือกตั้ง”
สิ่งที่น่ากลัวกว่าพฤติกรรมเฉพาะตัวของคดีปทุมธานี คือการขยับขยายรูปแบบการทุจริตที่สะท้อนผ่านคดีอื่น ๆ:
คดียะลา (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 4/2569 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา): ยกระดับจากคนสองคนแอบคุยกันในร้านกาแฟ ไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่อง “การจัดระบบ” มีการจัดการประชุมผู้มีสิทธิเลือกตามสถานที่ต่าง ๆ เตรียมรายชื่อ จัดหมายเลข และวางแผนคะแนนโดยแยกผู้สมัครออกเป็น “สาย A” และ “สาย B” เพื่อทำหน้าที่จับคู่โหวตไขว้
คดีระดับประเทศ กลุ่ม 7: ทะยานไปไกลยิ่งกว่าในสนามเลือกตั้ง เพราะไม่ใช่แค่การฮั้วคะแนนระหว่างผู้สมัครที่มีอยู่แล้ว แต่มีข้อกล่าวหาถึงขั้น “จัดตั้งคนเข้าสู่ระบบเพื่อใช้เป็นคะแนนเสียง” มีการชักชวนคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะสมัคร สว. ตั้งแต่แรก ให้ยอมจ่ายค่าสมัคร โดยมีกลุ่มทุนออกค่าเดินทาง ค่าที่พัก พร้อมมอบเงิน 10,000 บาทและโพยรายชื่อเพื่อสั่งให้ไปลงคะแนนให้บุคคลที่กำหนด
นัยสำคัญเชิงโครงสร้าง: หากข้อเท็จจริงเหล่านี้ถูกพิสูจน์จนสิ้นสงสัยในชั้นศาล มันจะไม่ได้หมายถึงแค่การ “ฮั้วคะแนน” อีกต่อไป แต่มันคือภาพของ “เครือข่ายจัดการเลือกตั้ง” (Election Management Network) ที่จ้างคนมาทำหน้าที่เป็น “มนุษย์โหวตเตอร์” (Voter-for-hire) ในวงปิด
ปัญหาที่แท้จริง: ระบบ “เลือกกันเอง” ที่สร้างแรงจูงใจให้โกง
ตรงจุดนี้เองที่สังคมไทยต้องเลิกตั้งคำถามแค่ว่า “ใครผิด?” หรือ “ใครฮั้ว?” แล้วหันกลับมามองตัวร้ายที่แท้จริงอย่างลึกซึ้ง นั่นคือ ระบบเลือกกันเองในวงปิด
ภายใต้กติกาที่ให้ผู้สมัครเลือกกันเอง และคะแนนเสียงเพียง 1-2 คะแนนสามารถชี้ชะตาพลิกผลแพ้ชนะส่งคนเข้าสภาได้ทันที:
ความสุจริตกลายเป็นความเสียเปรียบ: ผู้สมัครที่เดินเข้าสนามด้วยความตั้งใจบริสุทธิ์ แนะนำตัวตรงไปตรงมา ย่อมพ่ายแพ้ต่อคณิตศาสตร์การเมืองของการ “จับคู่โหวต” เสมอ
สถานการณ์บังคับ: เมื่อรู้ว่าถ้ามีอีก 1 เสียงจะชนะ แรงจูงใจในการเดินไปบอกคนข้าง ๆ ว่า “คุณเลือกผม ผมเลือกคุณ” ย่อมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
การขยายผลสู่อำนาจทุน: เมื่อกระหายความชัวร์ การหาพันธมิตรอาจไม่พอ จึงต้องนำไปสู่การ “จ้างหรือหาคนมาสมัครเพิ่ม” เพื่อปั๊มคะแนนดิบในมือให้มากที่สุด
ระบบนี้ไม่ได้คัดสรรคนดีหรือผู้เชี่ยวชาญตามเจตนารมณ์อันสวยหรูของรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 แต่กลับกลายเป็น “เครื่องจักรกลบีบคั้น” ที่ทำให้คนอยากชนะ ต้องคิดถึงวิธีการฮั้วก่อนจะคิดถึงเรื่องความเหมาะสมเสียด้วยซ้ำ
ถอนรากแก้ว หรือแค่ตัดใบไม้?
พฤติการณ์ที่คล้ายคลึงกันกระจัดกระจายไปในหลายจังหวัด หลายระดับ และหลายสาขาอาชีพ ยืนยันว่าสิ่งนี้ ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็น “อาการป่วยเรื้อรังของระบบ”
การเอาผิดผู้ทุจริตเด็ดขาด 10 ปีตามที่ศาลฎีกาทำนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องและจำเป็นอย่างยิ่งยวด แต่มันเป็นเพียงการ “เด็ดใบไม้ที่แห้งเหี่ยวทิ้ง” ตราบใดที่เรายังคงรักษา “รากแก้วที่เน่าเฟะ” ของโครงสร้างระบบเลือกปิดนี้ไว้ ในการเลือกตั้งครั้งต่อ ๆ ไป นวัตกรรมการฮั้วที่ซับซ้อนกว่าสาย A-B หรือเงินหมื่นบาท ก็จะแตกหน่อเติบโตขึ้นมาใหม่อยู่ดี
ถึงเวลาพูดเรื่อง “ปฏิรูประบบ” อย่างจริงจัง
หากคดีเหล่านี้สอนอะไรเราอย่างหนึ่ง ก็คือ การหวังพึ่งการลงโทษรายคดีเพียงอย่างเดียวไม่พอ เพราะต่อให้ กกต. และศาลเอาผิดผู้สมัครหรือผู้จัดการบางคนได้สำเร็จ หากระบบยังเหมือนเดิม คนรุ่นต่อไปก็อาจใช้วิธีเดิมซ้ำอีก
ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ “ใครโกง” แต่คือ ระบบถูกออกแบบมาอย่างไร จึงทำให้การโกงเป็นทางเลือกที่ได้เปรียบ ดังนั้น หากสังคมไทยต้องการปิดช่อง “ฮั้ว สว.” อย่างจริงจัง สิ่งที่ควรถูกหยิบขึ้นมาปฏิรูปมีอย่างน้อย 5 เรื่องใหญ่ 1. ทบทวนระบบ “เลือกกันเอง” เพราะนี่คือรากของแรงจูงใจในการฮั้ว 2. ออกแบบกลไกตรวจจับ “การจัดตั้งเครือข่าย” ไม่ใช่รอจับแค่รายบุคคล 3. ปรับกฎหมายให้แยกระดับความผิด และกำหนดมาตรการจูงใจให้ผู้ร่วมขบวนการเปิดโปงเครือข่าย 4. เพิ่มความโปร่งใสของกระบวนการเลือก สว. โดยไม่ทำลายหลักลงคะแนนลับ 5. กล้าถามคำถามใหญ่ที่สุด: วุฒิสภาไทยควรมีหรือไม่ หากควรมี น่าจะมีที่มาแบบใดในระบอบประชาธิปไตย
คำถามสำคัญถึงอนาคตประเทศไทย
วันนี้ คำถามสำคัญที่เราต้องขบคิดร่วมกันไม่ใช่แค่ว่าสัปดาห์นี้จะมีใครโดนใบดำเพิ่มอีกกี่คน… แต่คือ “เรายังจะยอมให้วุฒิสภาของประเทศนี้ ซึ่งมีหน้าที่ออกกฎหมายและแต่งตั้งองค์กรอิสระ มาจากระบบที่ดูเหมือนดีไซน์มาเพื่อเอื้อให้คนต้องฮั้วกันต่อไปจริง ๆ หรือ?”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ปธ.ศาลรธน.' ลุ้นหนักได้นั่งยาวหรือเก็บของ รอฟังมติสว.โหวตตุลาการคนใหม่
นครินทร์ ปธ.ศาลรธน.ลุ้นหนัก อังคารนี้ ได้นั่งยาวหรือเก็บของ สภาสูงโหวตตุลาการศาลรธน.หลังเคยคว่ำไปสองชื่อ สว.สีน้ำเงินเปรย ประธานชักอยู่นาน บอกไม่ติดใจคุณสมบัติ”ศ.จักรพงศ์-รร.นายร้อยตำรวจ”แต่รอสัญญาณเช้า 30 มิ.ย.ให้ผ่านหรือสอยร่วง
โค้งสอง‘ชัชชาติ’นำโด่ง มัลลิกาแรงรั้งอันดับ2!
“กกต.” เตือนห้ามเผยแพร่ผลโพล กทม.-พัทยา ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน “นิด้าโพล” พบ “ชัชชาติ” ยังนำโด่ง “โพลพระปกเกล้า”
'อดีต กกต.' เทียบชัดๆ สองอนุฯ ชุด 26 กับ 36 ในคดีฮั้ว สว.
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ชื่นชม อนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. แต่ชวนให้สงสัย อนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของ กกต.
'อดีตผูพิพากษา' ถอดรหัสคำชี้แจง กกต. 'ข้ออ้างทางกฎหมาย' สวนทางกับ 'ตรรกะและความโปร่งใส'
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง ถอดรหัสคำชี้แจง กกต.: เมื่อ "ข้ออ้างทางกฎหมาย" สวนทางกับ "ตรรกะและความโปร่งใส" มีเนื้่อหาดังนี้
กกต.แจงยิบคลิปเลือก สว. ยันพกโพยเข้าคูหาไม่ผิดกฎหมาย
กกต.ออกเอกสารชี้แจง 3 ประเด็นร้อน หลังคลิปวันเลือก สว. ระดับประเทศถูกเผยแพร่ ยกคำพิพากษาศาลยืนยันการนำโพยรายชื่อเข้าคูหาไม่ขัดกฎหมาย
ส่องปมร้อน 'ฮั้ว สว.' เมื่อกฎหมายกับพฤติกรรมศาสตร์สวนทางกัน!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

