06 ส.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “แดนแห่งกรรมสิทธิ์กับเมืองยุคใหม่: เมื่อ “จากสวรรค์ถึงนรก” ถึงเวลาต้องผ่าตัดกฎหมายไทย” ระบุว่า เคยสงสัยกันไหมครับว่า... “หากเราเป็นเจ้าของที่ดินผืนหนึ่ง สิทธิของเราจะยื่นสูงขึ้นไปบนฟ้าได้ไกลแค่ไหน และจะลึกลงไปใต้แผ่นดินได้เท่าใด?”
ในยุคที่เมืองโตขึ้นในแนวตั้ง ตึกระฟ้าสูงเสียดฟ้า โดรนบินว่อนข้ามหัว และรถไฟฟ้าใต้ดินแล่นฉิวอยู่ลึกลงไปใต้เท้า ประเด็นเรื่อง “แดนแห่งกรรมสิทธิ์” (Spatial Extent of Ownership) ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ทางนิติศาสตร์ที่ชวนถกเถียงอย่างยิ่ง! วันนี้เราจะมาเจาะลึก ตั้งแต่รากเหง้ากฎหมายโรมัน คำพิพากษาศาลฎีกา บันทึกประวัติศาสตร์กฤษฎีกา จนถึงแนวคิดการปฏิรูปกฎหมายให้ทันโลกยุคใหม่กันครับ
1.เปิดคัมภีร์: “แดนแห่งกรรมสิทธิ์” ตามกฎหมายไทยคืออะไร?
คำว่า แดนแห่งกรรมสิทธิ์ หมายถึง ขอบเขตตามกฎหมายที่กำหนดว่า อำนาจของผู้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์แผ่ไปถึงมิติใดบ้าง ไม่ใช่แค่เรื่อง “ผิวดินราบ” แต่รวมถึง “เหนือพื้นดิน” (Air Rights) และ “ใต้พื้นดิน” (Subsurface Rights)
สำหรับประเทศไทย หัวใจสำคัญสลักอยู่ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1335 ซึ่งบัญญัติว่า “ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น แดนแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นกินทั้งเหนือพื้นดินและใต้พื้นดินด้วย”
เมื่อนำไปประกอบกับ มาตรา 1336 (สิทธิใช้สอย จำหน่าย ได้ดอกผล ติดตามเอาคืน และขัดขวางการสอดเข้าเกี่ยวข้อง) และ มาตรา 144 (ส่วนควบ) จึงแปลความได้ว่า เจ้าของที่ดินมีสิทธิเหนือผิวดิน ต้นไม้ สิ่งปลูกสร้าง ตลอดจนดินและหินที่อยู่ลึกลงไปนั่นเอง
2.ส่องแนวคำพิพากษาศาลฎีกา: น่านฟ้า สายไฟ และการรุกล้ำ
ศาลไทยตีความเรื่องการรุกล้ำแดนแห่งกรรมสิทธิ์ในระดับที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ของเจ้าของที่ดินอย่างเคร่งครัดเพียงใด? ลองมาดูตัวอย่างคดีจริงผ่าน 4 ฎีกาไฮไลต์กันครับ
ฎีกาที่ 7467/2543 (คอมเพรสเซอร์แอร์ยื่นล้ำ)
จำเลยติดแอร์ยื่นเข้ามาในน่านฟ้าที่ดินโจทก์นานเกิน 10 ปี พอโจทก์ฟ้อง จำเลยอ้างว่าคดีหมดอายุความแล้ว! ศาลฎีกาวนินิจฉัยว่า การที่แอร์ยื่นล้ำอยู่ตลอดเวลา ถือเป็นการ ทำละเมิดอย่างต่อเนื่อง (Continuing Tort) เจ้าของที่ดินมีสิทธิติดตามเอาคืนและฟ้องให้รื้อถอนได้เสมอ ไม่มีหมดอายุความ!
ฎีกาที่ 2207/2524 (รางน้ำรุกล้ำกับการรื้อถอน)
โจทก์ทำรางน้ำยื่นเข้ามาในน่านฟ้าที่ดินจำเลย จำเลยจึงรื้อรางน้ำนั้นออกเพื่อสร้างตึกแถว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทำไปเพื่อป้องกันสิทธิในแดนกรรมสิทธิ์ของตนตามสมควรแก่เหตุ ไม่เป็นความผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์! (แต่เตือนไว้ก่อนนะครับว่า ทางที่ดีควรฟ้องศาลให้สั่งรื้อจะปลอดภัยที่สุด)
ฎีกาที่ 4799/2552 vs ฎีกาที่ 796/2552 (ศึกสร้างคร่อม/กันสาดรุกล้ำ)
ทั้งสองคดีมีจุดเริ่มต้นเหมือนกันคือ “เจ้าของเดิมปลูกสร้างอาคารบนที่ดินตนเองโดยชอบ แต่ต่อมาที่ดินถูกแยกโอนหรือขายทอดตลาดจนทำให้สิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินอีกแปลง”
• ฎีกา 4799/2552: ศาลใช้นิติวิธีอุดช่องว่างกฎหมายตาม มาตรา 4 โดยนำ มาตรา 1312 วรรคแรก (สร้างรุกล้ำโดยสุจริต) มาปรับเทียบ! สั่งให้ผู้ซื้อตึกแถวใช้สิทธิใต้แนวกันสาดได้ต่อไป โดยไม่ต้องรื้อ แต่ต้องจ่ายค่าใช้ที่ดินและทำภาระจำยอมให้เจ้าของที่ดิน เพื่อรักษาคุณค่าทางเศรษฐกิจของอาคารไว้
• ฎีกา 796/2552: ในคดีบ้านสร้างคร่อมที่ดิน ศาลกลับปฏิเสธการเทียบบทใกล้เคียงอย่างยิ่ง! โดยชี้ว่าผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดได้กรรมสิทธิ์เด็ดขาดตาม มาตรา 1330 + 1336 เมื่อเจ้าของใหม่ไม่ยอมให้อยู่ เจ้าของบ้านจึงกลายเป็นผู้ละเมิดและ ต้องรื้อถอนบ้านออกทันที!
บทวิเคราะห์: จะเห็นได้ว่าศาลไทยคุมเข้มเรื่องน่านฟ้าและใต้ดินเป็นอย่างมาก แต่ยังมีความย้อนแย้งเชิงนิติวิธีระหว่างการ “รักษาอาคารไว้โดยให้จ่ายค่าเช่า” กับ “การให้ความสำคัญแก่กรรมสิทธิ์เด็ดขาดของเจ้าของใหม่”
3.วิพากษ์มิตินิติศาสตร์สมัยใหม่: จุดอ่อนของมาตรา 1335
หากมองผ่านแว่นตานิติศาสตร์ยุคใหม่ มาตรา 1335 ของไทยกำลังเผชิญข้อวิจารณ์หนักใน 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ
1.ยึดติดหลักโรมันโบราณ “จากสวรรค์ถึงนรก”
มาตรา 1335 สืบทอดมาจากภาษิตกฎหมายโรมันแปลได้ว่า “เป็นเจ้าของที่ดิน ย่อมเป็นเจ้าของตั้งแต่สวรรค์จนถึงนรก” (Cuius est solum, eius est usque ad coelum et ad inferos”) ซึ่งเกิดในยุคเกษตรกรรมที่คนทำได้แค่อยู่บนผิวดิน พอมาถึงยุคโดรนขนส่ง ดาวเทียม และอุโมงค์ลึกๆ การคิดแบบไร้ขอบเขตเช่นนี้เริ่มไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง!
2.ไร้การกำหนด “เพดานความสูง” และ “ความลึก”
กฎหมายไทยไม่ได้ปักป้ายบอกเลยว่า สูงกี่เมตร หรือลึกกี่เมตร ถึงจะพ้นแดนกรรมสิทธิ์? ทำให้เกิดสุญญากาศทางกฎหมาย และทำให้ประชาชนเกิด “มายาคติแห่งกรรมสิทธิ์เด็ดขาด” คิดว่าตนเป็นเจ้าของทุกสิ่งเหนือและใต้หัว ทั้งที่สิทธิถูกจำกัดด้วยกฎหมายมหาชนหลายฉบับ
3.ความไม่ชัดเจนของน่านฟ้าระดับต่ำ (Low-Altitude Airspace)
ปัญหาใหญ่อย่าง “โดรนบินถ่ายภาพบ้าน” หรือโดรนขนส่งสินค้า บินสูงแค่ไหนถึงเรียกว่ารบกวนแดนกรรมสิทธิ์? ปัจจุบันไทยยังต้องโหนกฎหมายละเมิด (ป.พ.พ. ม. 420) หรือกฎหมายความเป็นส่วนตัว (PDPA) แบบกระท่อนกระแท่น
4.สิทธิใต้ดินที่ถูก “ตัดทอน” ด้วยกฎหมายมหาชน
มาตรา 1335 ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ภายในบังคับแห่งกฎหมายอื่น...” หมายความว่า แม้คุณจะเห็นว่าใต้ดินเป็นของคุณ แต่ พ.ร.บ. แร่ และ พ.ร.บ. ปิโตรเลียม ก็บอกว่าแร่/น้ำมันเป็นของรัฐ! ส่วน พ.ร.บ. น้ำบาดาล ก็บอกว่าต้องขออนุญาต สิทธิของเอกชนจึงถูก “ยกเว้น” จนแทบไม่เหลือหลัก
4.ส่องโลกกว้าง: ต่างประเทศจัดการ “น่านฟ้าและใต้ดิน” อย่างไร?
เมื่อกฎหมายโรมันโบราณใช้ไม่ได้ผล ในต่างประเทศจึงปรับตัวอย่างน่าสนใจมากครับ
• สหรัฐอเมริกา (US Law): ศาลสูงสหรัฐฯ ลาขาดจากหลัก “สวรรค์ถึงนรก” ตั้งแต่คดีประวัติศาสตร์ United States v. Causby (1946) โดยวางหลักว่า เจ้าของที่ดินมีสิทธิเฉพาะ “Immediate Reaches” หรือ ระยะอากาศที่จำเป็นต่อการใช้ประโยชน์บนพื้นดินเท่านั้น เครื่องบินบินผ่านสูงๆ ไม่ถือว่าละเมิด!
• เยอรมนี (BGB § 905): เขียนกฎหมายไว้คมกริบที่สุด! โดยระบุว่า “เจ้าของที่ดินไม่มีสิทธิห้ามการกระทำในความสูงหรือความลึกที่ตนไม่มีประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายที่จะห้าม”
• สวิตเซอร์แลนด์: ใช้โมเดลเดียวกับเยอรมนี คือจำกัดขอบเขตสิทธิไว้เฉพาะ “ขอบเขตที่มีประโยชน์อันสมควร”
•แนวคิด Bundle of Rights (ชุดแห่งสิทธิ): ยุคใหม่มองว่ากรรมสิทธิ์ไม่ใช่พลังเด็ดขาดอันเดียว แต่เป็น “มัดของสิทธิ” ที่แยกขายได้ เช่น ในสหรัฐฯ สามารถตัดขายเฉพาะ Air Rights (สิทธิน่านฟ้า) หรือ Mineral Rights (สิทธิทำเหมืองใต้ดิน) ให้คนอื่นไปทำประโยชน์แยกต่างหากได้!
5.บันทึกประวัติศาสตร์กฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 308/2536): จุดเปลี่ยนรถไฟฟ้าใต้ดินไทย!
พูดถึงเรื่องใต้ดิน จะไม่พูดถึง บันทึกกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 308/2536 ไม่ได้เลยครับ! นี่คือเอกสารระดับ “ขึ้นหิ้ง” ที่เกิดขึ้นในปี 2536 เมื่อรัฐบาลไทยเตรียมสร้าง รถไฟฟ้าใต้ดินสายแรก (MRT สายสีน้ำเงิน) แล้วเกิดคำถามว่า “ขุดอุโมงค์ลึกลงไปเกิน 20 เมตร ต้องเวนคืนที่ดินผิวดินของประชาชนหรือไม่?”
คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตอบหารือไว้อย่างน่าทึ่งและกลายเป็นรากฐานกฎหมายมหาชนในปัจจุบัน:
1.สิทธิเกิดโดยกฎหมายกำหนด (Severance of Subsurface Rights): กฤษฎีกาชี้ว่า รัฐไม่จำเป็นต้องซื้อขาดที่ดินผิวดินทั้งหมด! รัฐสามารถตรากฎหมายเพื่อ “เวนคืนเฉพาะสิทธิใต้พื้นดิน” หรือ “กำหนดภาระใต้ดิน” โดยเจ้าของเดิมยังถือสิทธิบนผิวดินได้ วิธีนี้ประหยัดงบเวนคืนของประเทศไปมหาศาล!
2. ใช้นิติเศรษฐศาสตร์ + ตารางประเมินปารีส (Paris Table): กฤษฎีกาเสนอว่า ยิ่งขุดลึก ความเสียหายยิ่งลดลง พร้อมเปิดตารางประเมินมูลค่าใต้ดินของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ให้ดูว่า:
• ลึก 0–3 เมตร = คิดมูลค่า 30% ของราคาที่ดิน
• ลึก 15–18 เมตร = คิดมูลค่า 5%
• ลึกกว่า 30 เมตรขึ้นไป = มูลค่าเป็น 0% (เพราะลึกเกินกว่าที่เจ้าของผิวดินจะใช้ประโยชน์ได้แล้ว!)
บทวิจารณ์บันทีกกฤษฎีกาฉบับนี้:
กฤษฎีกาไม่ได้ตีความมาตรา 1335 โดยตรง แต่เป็นการเสนอหลักนโยบาย เพื่อรองรับการตรากฎหมายเวนคืนและรถไฟฟ้าใต้ดิน
• จุดเด่น: เป็นสปริงบอร์ดให้เกิด พ.ร.บ. รฟม. พ.ศ. 2543 และ พ.ร.บ. เวนคืนฯ พ.ศ. 2562 ที่อนุญาตให้เวนคืนเฉพาะมิติใต้อิฐหรือน่านฟ้าได้
• ข้อจำกัดในปัจจุบัน: ตารางปารีสปี 2536 มองว่าลึกเกิน 30 เมตรความเสียหายเป็น 0% แต่ในยุคปัจจุบัน ตึกระฟ้าในกรุงเทพฯ มีการเจาะเสาเข็ม (Bored Pile) ลึกลงไปถึง 50–60 เมตร! การมีอุโมงค์รถไฟฟ้าขวางอยู่ระดับลึก 20-25 เมตร จึงกลายเป็น “อุปสรรค” ที่ขวางไม่ให้เจ้าของผิวดินสร้างตึกสูงได้จริง ค่าเสียหายจึงอาจไม่เป็นศูนย์อีกต่อไป!
6.ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: ร่างมาตรา 1335 ยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร?
หากประเทศไทยต้องการปฏิรูปกฎหมายทรัพย์สิน (ที่ดิน) ให้ทันสมัย สมดุลระหว่างสิทธิเอกชนกับประโยชน์สาธารณะ ทางออกที่ดีที่สุดคือการนำ โมเดลเยอรมนี (BGB § 905) มาผ่าตัด ป.พ.พ. มาตรา 1335 โดยเสนอให้เติม วรรคสอง เข้าไปดังนี้ครับ:
(ข้อความเดิมมีวรรคเดียว) “ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น แดนแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นกินทั้งเหนือพื้นดินและใต้พื้นดินด้วย”
(วรรคสองที่เสนอเพิ่ม) “เจ้าของที่ดินจะห้ามการกระทำเหนือพื้นดินหรือใต้พื้นดินในความสูงหรือความลึก ซึ่งตนไม่มีประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายในการใช้สิทธิในที่ดินนั้น มิได้”
สิ่งที่จะเกิดขึ้นหากแก้กฎหมายตามนี้:
1.จบปัญหากฎหมายรายกระจาย: ไม่ต้องมานั่งเถียงเป็นรายคดีว่า โดรนบินสูงเท่าไหร่ รถไฟฟ้าใต้ดินลึกเท่าไหร่ ถึงจะละเมิด
2.รัฐพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้เร็วขึ้น: รัฐสามารถสร้างอุโมงค์น้ำ อุโมงค์รถไฟฟ้า หรือวางสายส่งพลังงานในระดับลึกมากได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเวนคืนซ้ำซ้อน
3.คุ้มครองความเป็นส่วนตัวที่แท้จริง: หากโดรนบินต่ำในระดับที่รบกวนบ้านเรือน (ซึ่งเป็นระดับที่เจ้าของยังมีประโยชน์ในการใช้สิทธิ) จะถือว่า ละเมิดแดนกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ ทันที!
สรุปส่งท้าย “แดนแห่งกรรมสิทธิ์” ไม่ใช่เรื่องของก้อนดินหรือแนวเขตบนกระดาษอีกต่อไป แต่เป็นมิติทางสเปซ (Spatial Dimension) ที่สะท้อนการปะทะกันระหว่าง สิทธิส่วนบุคคล กับ การพัฒนาเมืองในยุคใหม่
การก้าวข้ามค่านิยมโรมันโบราณ “จากสวรรค์ถึงนรก” แล้วหันมารับรองหลัก “สิทธิเท่าที่จำเป็นต่อการใช้ประโยชน์” จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้กฎหมายไทยก้าวทันโลกอนาคตได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรมที่สุดครับ!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'แก้วสรร' ออกบทความใหม่ 'โลกเหมือนรถยางแตกติดค้างอยู่บนรางรถไฟ'
นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระ ออกบทความใหม่ในรูปถาม-ตอบ
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสเจาะลึกปมร้อน 'หมอสรณ' จากจุดเริ่มต้นถึงศาลปกครอง!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
ถอดบทเรียนคำพิพากษา ครอบครองที่ดินคนอื่นครบ 10 ปี ไม่ได้แปลว่าได้เป็นเจ้าของทันที
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เรื่อง ครอบครองที่ดินคนอื่นครบ 10 ปี ไม่ได้แปลว่า ได้เป็นเจ้าของ
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสยังติดใจคำวินิจฉัย กกต.ปมอาชีพกลุ่ม 10
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อดีตผู้พิพากษาจับไต๋พีอาร์ กกต.บอกเป็นเพียง 'ผู้พิจารณาสำนวน'
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุใสในศาลฎีกา
‘วัส’ ชี้ช่องโหว่กฎหมายปม ‘หมอสรณ’
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึง กรณี "หมอสรณ" ต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่? เมื่อกฎหมายมีช่องว่าง รัฐควรเดินอย่างไร

