9 กรกฎาคม 2569 - นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลังเมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้นำทีมพรรคประชาธิปัตย์ยื่นญัตติด่วน เสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบจากการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ เพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน พร้อมคุ้มครองทรัพยากรและผลประโยชน์ของประชาชนคนไทย มีเนื้อหาดังนี้
ดาต้าเซนเตอร์: ลงทุนอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์? มูลค่ารวมคำขอสิทธิพิเศษการลงทุนก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยอยู่ในระดับสูงมาก โดยหากรวมคำขอในช่วงที่ผ่านมา มีการประเมินว่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท กระแสการตั้งคำถามต่อการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มเกิดขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะในบางพื้นที่ที่เผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน น้ำ และการใช้ที่ดิน
แต่สำหรับประเทศไทย ยังไม่ค่อยมีการตั้งคำถามอย่างเป็นระบบถึงข้อดีข้อเสีย ความคุ้มค่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลต่อราคาค่าไฟ รวมไปถึงเงื่อนไขการเจรจาในเรื่องสิทธิของฝ่ายไทยในการเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยี
ถ้ามองเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริการแล้วในปัจจุบัน งานวิจัยและบทวิเคราะห์ตลาดหลายชิ้นประเมินว่า ไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์ราว 40–50 แห่ง ส่วนโครงการ hyperscale และ AI‑ready ที่ BOI อนุมัติระลอกใหม่ ยังอยู่ระหว่างลงทุนและก่อสร้าง ซึ่งอาจทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มี capacity เพิ่มขึ้นเร็วในภูมิภาคในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า
คำถามแรกที่พวกเรามีคือ ลงทุนมหาศาลแบบนี้ เศรษฐกิจไทย “ได้จริง” แค่ไหน ในเมื่อโครงสร้างธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ใช้เงินลงทุนสูง แต่นำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีแทบทั้งหมด กำไรสุทธิย้อนกลับไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ การจ้างงานตรงหลังสร้างเสร็จอยู่หลัก “ไม่กี่ร้อยถึงหลักพันตำแหน่งต่อโครงการ”
ในขณะที่ตัวเลขลงทุนบางโครงการอยู่ระดับหมื่นถึงแสนล้านบาท งานวิจัยและบทวิเคราะห์เศรษฐกิจจึงเริ่มเตือนว่า ทุนดาต้าเซ็นเตอร์–AI ที่หลั่งไหลเข้าไทยอาจ “ดัน GDP ขึ้นได้ในระยะสั้น แต่สร้างงานวงแคบและกระจุกตัว” โดยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ได้กระจายสู่ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่เท่าที่ภาพเม็ดเงินลงทุนทำให้เราคิด
คำถามที่สองคือเรื่องทรัพยากร พลังงานและน้ำ ไม่ใช่เรื่องเล็ก รายงานขององค์การระหว่างประเทศ เช่น International Energy Agency (IEA) คาดว่าภายในปี 2030 ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกจะใช้ไฟฟ้าคิดเป็นราว “ประมาณ 3% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งโลก” หรือราว 945 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปี เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.5% หรือ 415 เทราวัตต์ชั่วโมงในปี 2024.
ส่วนการใช้น้ำ มีงานวิเคราะห์ตลาดที่ประเมินว่า ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกดึงน้ำรวมในระดับ “ราว 3 ล้านล้านลิตรต่อปีวันนี้ และอาจเพิ่มขึ้นเกิน 5 ล้านล้านลิตรภายในทศวรรษหน้า” สำหรับการหล่อเย็นโดยตรงในระบบน้ำ โดยยังไม่รวมการใช้น้ำทางอ้อมผ่านการผลิตไฟฟ้า รายงานล่าสุดของสหประชาชาติยังชี้ว่า เมื่อรวมทั้งการใช้น้ำทางตรงและทางอ้อมจากกิจกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก ตัวเลขอาจสูงได้ถึง “ราว 9.3 ล้านล้านลิตรต่อปี” ซึ่งเทียบเท่าการใช้น้ำพื้นฐานทั้งปีของประชากรราวพันล้านคน!
สำหรับไทย นักวิชาการและหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มตั้งข้อสังเกตในทิศทางเดียวกันว่า หากไม่มีการวางแผนทรัพยากรที่เหมาะสม การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่อย่าง EEC อาจสร้างแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ใช้พลังงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง และต้องพึ่งพาระบบหล่อเย็นในปริมาณสูง
ประเด็น “น้ำปนเปื้อน” จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ในทางเทคนิค น้ำหล่อเย็นจากดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้มีแค่เรื่องอุณหภูมิ แต่ยังอาจเกี่ยวข้องกับสารเคมีที่ใช้ป้องกันตะกรันและตะไคร่น้ำในระบบ หากมาตรฐานการบำบัดไม่เข้มงวดหรือถูกออกแบบตามกรอบโรงงานทั่วไป ไม่ได้ tailor ให้เหมาะกับโหลดความร้อนและปริมาณน้ำทิ้งของดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ ก็มีความเสี่ยงที่น้ำอุ่นและสารปนเปื้อนจะค่อยๆ สะสมในแหล่งน้ำ นำไปสู่วัฏจักรใหม่ของ “contamination ผ่านน้ำ” ที่เราไม่ได้เตรียมรับมือ ทั้งต่อเกษตรกร ประมงพื้นบ้าน และชุมชนรอบโครงการ
สถานการณ์ในต่างประเทศเริ่มชัดว่าหลายเมืองและหลายรัฐเริ่ม “เบรก” ไม่ใช่ “เร่ง” ในสหรัฐอเมริกา มีกรณีที่รัฐและเทศบาลจำนวนหนึ่งชะลอหรือทบทวนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์หลายสิบโครงการ จากแรงต้านของชุมชนเรื่องค่าไฟ น้ำ และการใช้ที่ดิน ขณะเดียวกัน กลุ่มองค์กรสิ่งแวดล้อมจำนวนมากได้ออกจดหมายถึงสภาคองเกรส เรียกร้องให้มีการพิจารณา “moratorium ชั่วคราว” หรือการหยุดอนุมัติโรงศูนย์ข้อมูลใหม่ในระดับประเทศ จนกว่าจะมีกติกาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่รัดกุมเพียงพอ แม้ยังไม่ใช่นโยบายที่ประกาศใช้จริง แต่สะท้อนแรงกดดันทางสังคมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในยุโรปและเมืองสำคัญบางแห่งของเอเชียก็เริ่มใช้มาตรการ zoning เพดานโหลดไฟ การบังคับใช้พลังงานหมุนเวียน และเกณฑ์การใช้น้ำและการระบายความร้อนที่เข้มงวดขึ้นก่อนจะอนุมัติโครงการใหม่
ในขณะที่ไทยใช้มาตรการส่งเสริมผ่าน BOI อย่างเข้มข้น ตั้งแต่การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร อนุญาตให้ถือหุ้นต่างชาติ 100% และสิทธิในการถือครองที่ดินในบางกรณี คำถามสำคัญคือ “กรอบกำกับด้านทรัพยากร” โดยเฉพาะเพดานการใช้ไฟฟ้า การบริหารจัดการน้ำ และมาตรฐานเฉพาะสำหรับระบบหล่อเย็นและน้ำทิ้งของดาต้าเซ็นเตอร์
ผมจึงอยากชวนตั้งคำถามว่า เราควรตื่นเต้นกับเม็ดเงินลงทุนหลักล้านล้านบาทอย่างเดียว หรือควรเริ่มตื่นตัวกับข้อเท็จจริงว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้อาจกลายเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ระดับติดอันดับต้นๆ ของประเทศ ใช้น้ำในระดับเทียบเท่าประชากรหลายล้านคน และสร้างแรงกดดันต่อระบบนิเวศและชุมชนของเราอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการจ้างงานที่กลับมาหาคนไทยอาจมีจำกัดกว่าที่ภาพข่าวการลงทุนสะท้อน หากเราไม่มีการออกแบบกติกาให้สมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนกับการคุ้มครองทรัพยากรของประเทศ
ผมไม่ได้บอกว่าไทยไม่ควรมีดาต้าเซ็นเตอร์หรือไม่ควรรับการลงทุนจากเทคโนโลยีใหม่ แต่ในฐานะเจ้าของประเทศ เราควรตั้งคำถามบนฐานข้อมูลว่า ดีลแบบไหนที่ “คุ้มค่า” กับทรัพยากรไฟฟ้า น้ำ และที่ดินของเรา และเราจะออกแบบกติกาอย่างไรเพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นเพียงฐานรองรับต้นทุนทรัพยากรของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก โดยที่ภาระในระยะยาวตกอยู่กับประชาชน
วันนี้พรรคประชาธิปัตย์จึงได้ยื่นญัตติด่วน เพื่อให้สภาฯ ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและความเห็นผ่านการตั้งกรรมาธิการวิสามัญโดยเร็ว เพื่อให้การกำหนดทิศทางนโยบายด้านดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศตั้งอยู่บนเส้นทางเดินที่ถูกต้อง และเดินหน้าได้ด้วยความมั่นใจครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.นิว' บอกหมดหวังกับ 'อภิสิทธิ์' หลังแสดงจุดยืนเรื่องมาตรา 112
ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ ดร.นิว นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center
'รัชดา' สวน 'กรณ์' อย่าใช้อคติ-ให้ข้อมูลไม่ครบ ชี้ลดราคาน้ำมันครั้งใหญ่จากมาตรการรัฐบาล
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ วิจารณ์ว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายแก้ปัญหาราคาน้ำมันที่ชัดเจน และเกรงใจกลุ่มทุนมากกว่าความเดือดร้อนของประชาชนว่า หากคำวิจารณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากอคติ ก็สะท้อนว่ายังได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน เพราะข้อเท็จจริงคือรัฐบาลได้ใช้ทุกช่องทางและทุกเครื่องมือทางกฎหมายที่มีอยู่ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
'กรณ์' ชี้มาตรการลดราคาน้ำมัน ยังเป็นการแก้หน้างาน มากกว่าการปฏิรูปที่ยั่งยืน
นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ตอนเช้านายกฯ สั่งการ รัฐมนตรีพลังงานให้ลดราคาน้ำมัน ตกเย็นมีประกาศลดราคาน้ำมันพรุ่งนี้เช้าทันที
ชำแหละ 'ผลนิด้าโพล' กระทุ้ง 'เท้ง' ปรับคะแนนนิยมให้เท่าพรรค
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "เท้ง ต้องปรับคะแนนนิยมให้เท่าพรรค" โดยระบุว่า
การเมืองสุจริตย้อนศรพรรคสีฟ้า ตร. ทำหนังสือขอตัว สส.ตรังดำเนินคดีเลี่ยงภาษี
ปชป.แย่แล้ว การเมืองสุจริตย้อนศรพรรคสีฟ้า ผบ.ตร.ทำหนังสือขอตัว สส.ตรัง ดำเนินคดีเลี่ยงภาษี พฤหัสนี้ โสภณ บรรจุเป็นเรื่องด่วน หลังเคยล้มบ้านใหญ่ตรัง โล่สถาพรพิพิธร่วง
ม็อบกุ้งใต้เดือด! ขีดเส้นตายรัฐบาล 10 วัน แก้ด่วน 6 เรื่อง
ม็อบกุ้งใต้ระอุ! รวมพลยื่นหนังสือผ่าน 'พิทักษ์เดช-จูรี' ขีดเส้นตายรัฐบาล 10 วัน ขู่ไร้ความคืบหน้าพร้อมยกระดับเคลื่อนไหวเข้มข้น

