
24 ก.ค. 2569- สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เสียงประชาชนต่อไทยช่วยไทย พลัส และ โจทย์ค่าครองชีพในระยะต่อไป” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน
การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 30 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 10-13 ก.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง
โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1. อุปสรรคสำคัญที่สุดของการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส คืออะไร? (สำรวจโดย x Line Today)
19.7% ระบุว่า ไม่มีอุปสรรคสำคัญ เป็นคำตอบที่มีสัดส่วนสูงที่สุด ใกล้เคียงกับ 19.1% ที่เห็นว่า การต้องใช้แอปพลิเคชันทำให้บางกลุ่มเข้าถึงได้ยาก
รองลงมา 14.6% เห็นว่าเงื่อนไขการใช้สิทธิยังจำกัดเกินไป, 14.2% ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการยังไม่ครอบคลุมหรือไม่สะดวกต่อการใช้จ่าย, 12.3% ขั้นตอนลงทะเบียนหรือยืนยันตัวตนยุ่งยาก, 9.7% กังวลเรื่องการเก็บภาษีย้อนหลังของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ, 5.5% พบความยุ่งยากในขั้นตอนชำระเงิน, 3.3% กังวลเรื่องความโปร่งใสหรือการใช้สิทธิไม่ถูกต้อง และ 1.6% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
รายภูมิภาค: ภาคใต้ (39.0%) ภาคเหนือ (29.7%) และ ภาคตะวันออก (28.8%) ระบุว่า “ไม่มีอุปสรรคสำคัญ” มากที่สุด โดยกรุงเทพมหานคร (30.0%) และภาคกลาง (27.2%) ระบุ “ขั้นตอนลงทะเบียนหรือยืนยันตัวตนยุ่งยาก” เป็นอุปสรรคมากที่สุด ขณะที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอุปสรรคอันดับหนึ่งร่วมกัน คือ ต้องใช้แอปพลิเคชันทำให้บางกลุ่มเข้าถึงได้ยาก (21.6%) และร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการยังไม่ครอบคลุมหรือไม่สะดวกต่อการใช้จ่าย (21.6%)
ประชาชนมีประสบการณ์ต่อ “ไทยช่วยไทย พลัส” แตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งภาพรวมและรายภูมิภาค อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงและการใช้งาน ได้แก่ การใช้แอปพลิเคชัน ความครอบคลุมของร้านค้า การลงทะเบียน และขั้นตอนชำระเงิน มีสัดส่วนรวมกันกว่าครึ่ง (51.4%) สะท้อนว่า ความสะดวกตลอดกระบวนการใช้สิทธิยังเป็นโจทย์สำคัญ เพื่อลดอุปสรรคตั้งแต่การสมัครจนถึงการใช้จ่ายจริง
2. กว่าครึ่งอยากให้ “เพิ่มวงเงิน” หากเดินหน้าโครงการต่อ โจทย์ต่อไปคือความเพียงพอและความครอบคลุม
56.1% ระบุ หากจะดำเนินโครงการในลักษณะของไทยช่วยไทย พลัสต่อไป ควรเพิ่มวงเงินช่วยเหลือต่อเดือน สูงสุด
รองลงมา 12.9% ต้องการให้ขยายจำนวนประชาชนที่ได้รับสิทธิ, 7.3% ต้องการปรับระบบลงทะเบียนและการใช้งานให้ง่ายขึ้น, 5.3% ต้องการเพิ่มประเภทของร้านค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ, 5.1% ต้องการให้สิทธิเฉพาะผู้มีรายได้น้อยหรือผู้เดือดร้อนจริง, 4.9% อื่น ๆ โดยมีเพียง 1.6% ที่เห็นว่าไม่ควรดำเนินโครงการลักษณะนี้ต่อ และ 6.8% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
สะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างของโครงการ แต่ต้องการเพิ่มระดับความช่วยเหลือให้มีผลต่อรายจ่ายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเพิ่มวงเงินและขยายสิทธิย่อมเกี่ยวข้องกับภาระงบประมาณ จึงควรพิจารณาควบคู่กับการกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสม การทำให้ระบบใช้งานง่าย การเพิ่มร้านค้าและบริการ ตลอดจนการมีช่องทางร้องเรียนและมาตรการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ
3. “ไทยช่วยไทย พลัส” ขึ้นแท่นโครงการที่คนชอบที่สุด แต่ “ค่าครองชีพ” ยังเป็นโจทย์ใหญ่ในระยะต่อไป
71.6% ระบุ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นโครงการที่ชื่นชอบที่สุดในช่วง 3 เดือนแรกของรัฐบาลรองลงมา 12.4% ชื่นชอบมาตรการลดค่าพลังงาน ลดค่าไฟฟ้า และควบคุมราคาน้ำมัน, 4.8% การช่วยเหลือแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร, 4.3% การแก้ไขปัญหาชายแดนกับกัมพูชา และ 6.9% โครงการ/มาตรการอื่น ๆ
สำหรับสิ่งที่ต้องการให้เร่งทำมากที่สุดในสามเดือนข้างหน้า 58.6% ระบุ ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพมากที่สุด รองลงมา 16.5% ต้องการให้จัดการปัญหาทุจริตและคอร์รัปชันอย่างจริงจัง, 8.2% ต้องการให้ปราบปรามยาเสพติดและปัญหาอาชญากรรม, 6.0% ต้องการให้แก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน, 4.3% ต้องการโครงการขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน และ 6.4% เรื่องอื่นๆ
โครงการที่เกี่ยวข้องกับรายได้และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้รับความสนใจจากประชาชนมากกว่างานด้านอื่นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม แม้ไทยช่วยไทย พลัสจะเป็นโครงการที่คนชื่นชอบมากที่สุด แต่ประชาชนยังมองว่า ปัญหาค่าครองชีพต้องได้รับการแก้ไขเพิ่มอีก อาจสะท้อนว่า โครงการช่วยบรรเทาภาระได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ทำให้ความกังวลด้านค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันลดลงทั้งหมด ขณะเดียวกัน การจัดการทุจริตและปัญหายาเสพติดยังเป็นความคาดหวังสำคัญรองจากประเด็นเศรษฐกิจปากท้อง
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 30
ผลสำรวจสะท้อนว่า “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นโครงการที่ประชาชนชื่นชอบอย่างเด่นชัด เพราะตอบโจทย์ความต้องการด้านเศรษฐกิจปากท้อง อย่างไรก็ตาม ประชาชนแต่ละกลุ่มและแต่ละพื้นที่ยังเผชิญอุปสรรคแตกต่างกัน ขณะเดียวกัน ยังคงต้องการให้เพิ่มระดับความช่วยเหลือและเร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพในภาพรวม ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันด้านรายจ่ายในชีวิตประจำวัน ดังนั้น โจทย์ต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการดำเนินโครงการต่อหรือไม่ แต่รวมถึงการพิจารณาความเพียงพอของวงเงิน ความครอบคลุมของผู้ได้รับสิทธิ และการลดอุปสรรคที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้ง่ายและเกิดประโยชน์มากขึ้น โดยควรดำเนินการควบคู่กับมาตรการแก้ไขค่าครองชีพในภาพรวม ไม่ให้การบรรเทาภาระของประชาชนพึ่งพาโครงการร่วมจ่ายเพียงมาตรการเดียว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลชวนใช้สิทธิ 'ไทยช่วยไทย พลัส' โค้งสุดท้าย ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.38 แสนล้าน
“ไทยช่วยไทย พลัส” เข้าสู่เดือนสุดท้าย รัฐบาลชวนผู้มีวงเงินคงเหลือเร่งใช้สิทธิตามกำหนด เผยยอดใช้จ่ายสะสมกว่า 1.38 แสนล้านบาท ร้านค้าเข้าร่วมกว่า 1.19 ล้านราย
KPI Poll ชี้ปชช.ส่วนใหญ่ไม่รับรู้ ประเทศไทยกำลังเข้าเป็นสมาชิก OECD
ผลสำรวจ KPI Poll ชี้ปชช.ส่วนใหญ่ไม่รับรู้ ประเทศไทยกำลังดำเนินการเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ยังไม่เข้าใจบทบาทอย่างชัดเจน สับสนกับเขตการค้าเสรี สถาบันการเงินระหว่างประเทศ หรือองค์การด้านอื่น
ประธานสภาฯ ตั้งกก.สอบ เลขาฯสถาบันพระปกเกล้า ถูกร้องเรียกรับเงิน
'โสภณ' ตั้งกรรมการสอบเลขาธิการพระปกเกล้า ปมถูกกล่าวหาเรียกรับผลประโยชน์แลกเรียนหลักสูตร ปปร. ยัน ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เพื่อรักษาภาพพจน์สถาบัน
'คมคาย' ชงประธานรัฐสภาตรวจสอบปม 5 แสน แลกโควตาปปร.30 สถาบันพระปกเกล้า เตรียมเสนอ กมธ.ตำรวจ บรรจุวาระด่วน เรียกตำรวจ-ผู้เกี่ยวข้อง-ตัวแทนสถาบันพระปกเกล้าชี้แจง
นางคมคาย กล่าวว่า เรื่องนี้น่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง สถาบันพระปกเกล้าเป็นองค์กรวิชาการระดับสูงภายใต้การกำกับดูแลของประธานรัฐสภา มีหน้าที่ผลิตหลักสูตรสร้างผู้นำและสอนเรื่องธรรมาภิบาล ความซื่อสัตย์สุจริตให้กับคนทั้งประเทศ แต่หากผลการตรวจสอบพบว่ามีพฤติการณ์ทุจริตหรือซื้อขายโควตาการศึกษาจริง ย่อมทำลายความเชื่อมั่นและเกียรติภูมิของรัฐสภาอย่างร้ายแรง

