'ยิ่งชีพ' ยกป.วิอาญา ไม่มีกฎหมายใดที่ระบุว่าสามารถแจ้งความตามภูมิลำเนาของผู้เสียหายได้

29 ก.ค.2569 - นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า

ตามหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 คดีจะริเริ่มขึ้นที่ไหนได้บ้าง ใครจะไปแจ้งความต่อตำรวจแล้วตำรวจจะต้องรับทำคดีบ้าง ตำรวจในแต่ละท้องที่จะรับคดีได้ต้องมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

1) เป็นท้องที่ที่เหตุแห่งคดีเกิดขึ้น
2) เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหามีถิ่นที่อยู่
3) เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับ (ผู้ต้องหาอยู่ตรงนั้น)

ไม่มีกฎหมายใดที่ระบุว่าสามารถแจ้งความตามภูมิลำเนาของผู้เสียหาย หรือสถานที่ที่ผู้เสียหายสะดวกได้

หลักการนี้ในทางกฏหมายในระยะยาว ผมว่ามันถกเถียงกันได้อยู่ว่าดีที่สุดหรือยัง สมมุติว่าผมไปเที่ยวเชียงใหม่ ขากลับโดนขโมยของที่สนามบินตอนที่จะขึ้นเครื่องบินอยู่แล้ว ผมไม่รู้ว่าใครขโมย ถ้าจะแจ้งความมีทางเดียว คือ ผมต้องทิ้งตั๋วแล้วไปแจ้งความที่เชียงใหม่เท่านั้นซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุคดี ซึ่งผมไม่สะดวก แต่ถ้าผมขึ้นเครื่องบินกลับบ้านมาก่อนแล้วแจ้งความที่กรุงเทพได้ สำหรับผู้เสียหายแล้วสะดวกกว่า แล้วตำรวจที่กรุงเทพก็ค่อยส่งข้อมูลทั้งหมดไปให้ตำรวจที่เชียงใหม่ช่วยสืบต่อ น่าจะดีกับผู้เสียหายมากกว่า

แต่อย่างไรก็ดีวันนี้กฎหมายเขียนว่า ถ้าคดีเกิดขึ้นที่เชียงใหม่ผมต้องไปแจ้งความที่เชียงใหม่เท่านั้น หรือถ้ารู้ว่าผู้ต้องหาเป็นใครก็ไปแจ้งความตามที่อยู่ของผู้ต้องหาก็ได้ วัตถุประสงค์ที่กฎหมายเขียนเช่นนี้เพื่อต้องการไม่ให้คนแจ้งความสามารถใช้กระบวนการทางกฎหมายกลั่นแกล้งคนที่ถูกแจ้งความได้ ถ้าจะดำเนินคดีต่อเขาก็ต้องดำเนินคดีในสถานที่เหตุต้นเรื่องนั้นเกิดขึ้นหรือในสถานที่ที่ไม่เป็นภาระกับเขาเกินไป

อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้มีคนใช้ช่องว่างของกฎหมายเพื่อการกลั่นแกล้งคนอื่นอยู่บ้าง ในคดีหมิ่นประมาทและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ คนที่ถูกวิจารณ์แล้วรับคำวิจารณ์ไม่ได้ ก็จะอ้างว่า ตัวเอง “พบเห็น” ข้อความที่ถูกด่าตอนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล แล้วอาศัยช่องว่างของมาตรา 18 บอกว่า “คดีเกิดขึ้น” ในพื้นที่ที่มีการพบข้อความ ซึ่งไม่ได้อ้างว่า ผู้แจ้งความสะดวกที่ไหนแต่อ้างว่าพบข้อความและคดีเกิดที่นั่น ก่อนหน้านี้มีหลายคดี เช่น ที่น ราธิวาส ที่เชียงราย ที่พะเยา ที่แม่สอด ฯลฯ เพื่อหวังให้ผู้ต้องหามีภาระมากขึ้นในการเดินทางจะได้หวาดกลัวและหยุดพูด คดีทางไกลที่เคยเห็นเกิดจากการโพสออนไลน์ โดยคนแจ้งความอ้างได้ว่า ไม่รู้คนโพสต์ตอนกดโพสต์อยู่ที่ไหน จึงถูกอ้างอิงว่าคดีเกิดขึ้นตอนที่มีการพบข้อความ แน่นอนว่าผมไม่เห็นด้วยแต่กฎหมายเรื่องนี้ยังเป็นช่องว่างให้มันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และต้องการการแก้ไขเพื่ออุดช่องว่างต่อไป

หลายวันมานี้ผมเห็น ผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองหลายคนอ้างหลัก กฏหมายผิดผมก็ไม่สบายใจ เพราะกฎหมายตอนนี้ไม่มีใครสามารถไปแจ้งความคนอื่นยังสถานที่ที่ตัวเองสะดวกได้ หรือตามภูมิลำเนาของตัวเองก็ไม่ได้ ใครจะบ้านเกิดอยู่ที่ไหน ทะเบียนบ้านอยู่ที่ไหน ไม่เป็นเหตุตามกฎหมายในการเลือกสถานที่แจ้งความนะครับ เรียนมาเพื่อให้เข้าใจตรงกันก่อน

การแจ้งความผิดท้องที่เป็นเหตุผลที่ง่ายมากที่ตำรวจจะไม่รับแจ้งความ เราในฐานะประชาชนล้วนประสบปัญหานี้ เช่น เวลากระเป๋าตังค์หายเดินไปแจ้งความตำรวจจะต้องถามคำแรกว่า “หายที่ไหน?” ถ้าตอบแล้วมันไม่อยู่ในเขตอำนาจเค้าจะไม่รับทันที ถ้าวันไหนตำรวจที่ไม่ขยันทำงานก็จะพยายามหาข้ออ้างอธิบายว่าคดีเกิดขึ้นในเขตสน. อื่น แล้วไล่ไปแจ้งความที่อื่น เราล้วนเคยเจอสถานการณ์นี้กันเป็นปกติเมื่อต้องเป็นผู้เสียหาย แต่หากตำรวจมีความเกรงอกเกรงใจผู้หลักผู้ใหญ่ตำแหน่งสูงๆ ของบ้านเมืองอยู่บ้าง ก็อาจจะรับๆไปก่อน แต่ตำรวจที่สอบสวนคดีโดยตัวเองมีอำนาจตามมาตรา 16 ก็น่าจะมีความผิดเองอีก น่าสงสารตำรวจจัง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ร้องสอบวินัยร้ายแรง ‘บิ๊ก DSI’ ปมทำคดีฮั้ว สว. คณะที่ 26

มีหนังสือร้องสอบวินัยร้ายแรง ผอ.ระดับสูง DSI ซึ่งร่วมคณะไต่สวน กกต.ชุดที่ 26 ปมพยานกลับคำให้การ กล่าวหาข่มขู่-สร้างหลักฐานเท็จใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย พร้อมเปิดประวัติเคยเป็นหน้าห้องอดีตรองอธิบดี DSI เพื่อนร่วมรุ่นอดีต รมว.ยุติธรรม

ประธาน TDRI จี้ กกต. ส่งคดีฮั้ว สว. ให้ศาลฎีกาชี้ขาด

“ประธาน TDRI” มองวิกฤต กกต.เกิดเพราะไม่มีความพร้อมให้ตรวจสอบ จี้เร่งส่งคดีฮั้ว สว. ให้ศาลฎีกาชี้ขาด เรียกคืนความเชื่อมั่น เตือนหากจบเรื่องเองเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่

'เทพไท' ดักคอ กกต. อย่าอ้างพยานกลับคำ เป่าคดีฮั้ว สว. 229 คน

ายเพเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส. นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง "อย่าอ้างเหตุพยานกลับคำให้การ เพื่อเป่าคดีฮั้วส.ว." ระบุว่ามีการปล่อ

'ไอซ์' เปิดข้อมูลขบวนการฮั้ว สว. ขู่เช็กบิลย้อนหลัง

น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน อภิปรายมาตรา 32 องค์กรอิสระและองค์กรอัยการ ในส่วนของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า งบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งตามข้อสังเกตของกรรมาธิการวิสามัญร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีประเด็นข้อสังเกตว่าหน่วยงานควรมีการทำงานเชิงรุก