อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา วิเคราะห์ 2 ข้อโต้แย้งมติคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชี้อ้างคำวินิจฉัยเก่าคนละบริบท-สับสนหลักกรรมการโดยตำแหน่ง พร้อมยกคำสั่งศาลปกครองล่าสุดประกอบปมคุณสมบัติ ‘หมอสรณ’
8 สิงหาคม 2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าชำแหละความเห็นทางกฎหมาย กสทช. เมื่อนิติวิธีคลาดเคลื่อน ข้อโต้แย้งจึงไร้ฐานกฎหมายรองรับในคดี ‘หมอสรณ’ 🏛️
กระแสข่าวการแพร่สะพัดของหนังสือโต้แย้งลงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 จาก นายณรงค์ รัฐอมฤต (อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะกรรมการสรรหา กสทช.) ถึงนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภา ซึ่งสื่อมวลชนนำมาเผยแพร่ในช่วงบ่ายวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ได้สร้างความสนใจให้แก่สังคมอย่างมาก 📰
ความพยายามโต้แย้งมติคณะกรรมการสรรหา กสทช. (มติ 4 ต่อ 0) ที่วินิจฉัยว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะต้องห้ามมาตั้งแต่ก่อนได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่:
1.ภารกิจและอำนาจของคณะกรรมการสรรหาสิ้นสุดลงแล้วนับแต่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือไม่
2. การเปลี่ยนตัวผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จะกระทบต่อองค์ประกอบและองค์ประชุมของคณะกรรมการสรรหาหรือไม่
เมื่อนำข้อโต้แย้งทั้ง 2 ประเด็นมาพิเคราะห์ตาม หลักนิติวิธี (Legal Methodology) และ หลักกฎหมายมหาชน (Public Law) จะพบว่ามีข้อคลาดเคลื่อนทางนิติศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้ 🔍👇
📌 ประเด็นที่ 1: การอ้างภารกิจสิ้นสุดเมื่อสรรหาเสร็จ— การอ้างผิดวัตถุประสงค์
ข้ออ้างที่ว่า “ภารกิจและอำนาจของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลงเมื่อสรรหาเสร็จ” เมื่อตรวจย้อนรอยทางนิติวิธี จะพบว่าเป็นข้อความที่สืบเนื่องมาจาก คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 📜
ทว่า การนำคำวินิจฉัยดังกล่าวมาตัดอำนาจคณะกรรมการสรรหาในปัจจุบัน ถือเป็นการ "อ้างอิงผิดบริบทอย่างสิ้นเชิง" ด้วยเหตุผล 3 ประการ:
1.1ประเด็นแห่งคดีต่างกันโดยสิ้นเชิง (Ratio Decidendi):
คดีตามคำวินิจฉัยที่ 25-27/2555 เกิดขึ้นจากข้อสงสัยว่า การที่กฎหมายกำหนดให้ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มาเป็นกรรมการสรรหา กสทช. โดยตำแหน่ง จะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์และอยู่่ในความหมายของคําว่า กสม เป็นกรรมการในหน่วยงานของรัฐอันจะเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้ การตีความตามวัตถุประสงค์ (Purposive Interpretation) วินิจฉัยว่า ไม่ต้องห้าม คดีดังกล่าวจึงไม่ได้เกี่ยวกับการตัดอำนาจของกรรมการสรรหาในการตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของนายแพทย์สรณที่เกิดขึ้นก่อนโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเมื่อปี 2565 แต่อย่างใด 🛡️
1.2 ฐานกฎหมายคนละฉบับ:
คำวินิจฉัยปี 2555 เกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ฉบับเดิม ซึ่งในขณะนั้น ยังไม่มีการบัญญัติมาตรา 15/1
1.3 มองข้ามเจตนารมณ์ของการแก้ไขกฎหมายปี 2564:
ตาม พรบ. กสทช. ก่อนปี 2564 อำนาจตรวจสอบให้กรรมการพ้นจากตำแหน่งหรือถอดถอนจากตำแหน่งเป็นของวุฒิสภา (มาตรา 20(6) และ (7)) ต่อมา รัฐสภาได้ตรา พ.ร.บ. กสทช. (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 โดยเพิ่ม มาตรา 15/1 เข้ามาโดยเฉพาะ กำหนดให้ “ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด” และตัดอำนาจตรวจสอบของวุฒิสภาดังกล่าวออกไป
การนำคำวินิจฉัยปี 2555 ภายใต้ พรบ. กสทช. ฉบับเก่าที่ไม่ได้บัญญัติให้คณะกรรมการสรรหามีอำนาจตรวจสอบ มาหักล้างบทบัญญัติมาตรา 15/1 ที่ตราขึ้นใหม่ในปี 2564 ให้คณะกรรมการสรรหามีอำนาจตรวจสอบ จึงขัดต่อหลักนิติวิธีพื้นฐานที่ว่า “กฎหมายใหม่ย่อมยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายเก่า” (Lex Posterior Derogat Legi Priori) และเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติที่มุ่งเปลี่ยนกลไกการตรวจสอบปัญหาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามจากวุฒิสภามาเป็นคณะกรรมการสรรหา ⚖️
📌 ประเด็นที่ 2: ข้อโต้แย้งเรื่ององค์ประชุม — ความสับสนระหว่าง “กรรมการโดยตำแหน่ง” กับ “ตัวบุคคล” (Ex-officio Fallacy)
ประเด็นที่ 2 คือ ขณะสรรหาในปี 2565 ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คือ นายวิรไท สันติประภพ แต่ขณะพิจารณาปัญหาของ นพ.สรณ ในปี 2569 ผู้ว่าการ ธปท. คือ นายวิทัย รัตนากร จึงอ้างว่านายวิทัยไม่มีสิทธิเข้าร่วมประชุม และทำให้องค์ประชุมเหลือเพียง 3 คน จาก 7 คน ซึ่งไม่ถึงกึ่งหนึ่งที่จะเป็นองค์ประชุม 🚫
ข้อโต้แย้งนี้สุ่มเสี่ยงต่อการมองข้ามหลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครองว่าด้วย “กรรมการโดยตำแหน่ง” (Ex-officio Officer):
2.1 อำนาจผูกติดกับตำแหน่ง ไม่ใช่ตัวบุคคล:
พ.ร.บ. กสทช. กำหนดให้ผู้ว่าการ ธปท. เป็นกรรมการสรรหาโดยตำแหน่ง กฎหมายมอบหมายหน้าที่แก่ "ตำแหน่ง" ไม่ใช่มอบหมายแก่บุคคลชื่อนายวิรไท สันติประภพ เมื่อนายวิทัย รัตนากร เข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ในปี 2569 นายวิทัยย่อมสวมสิทธิและมีอำนาจหน้าที่ในฐานะกรรมการสรรหาโดยชอบด้วยกฎหมายทันทีนับแต่วันรับตำแหน่ง 🏛️
2.2 หลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ:
หากถือตามตรรกะที่ว่า เมื่อเปลี่ยนตัวบุคคลในตำแหน่งแล้ว บุคคลใหม่ในตำแหน่งนั้นไม่มีสิทธิทำหน้าที่ในคณะกรรมการเฉพาะกิจ ย่อมส่งผลให้ระบบราชการและองค์กรตามกฎหมายมหาชนต้องหยุดชะงัก (Paralyzed) ทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งผู้บริหารใหม่ ซึ่งขัดต่อหลักการบริหารราชการแผ่นดินอย่างรุนแรง 🔄
2.3 องค์ประชุมครบถ้วนโดยสมบูรณ์:
เมื่อนายวิทัย รัตนากร ในฐานะผู้ว่าการ ธปท. เข้าร่วมประชุมโดยชอบด้วยกฎหมาย การมีกรรมการเข้าร่วมประชุมรวม 4 ท่าน (จากทั้งหมด 7 ท่าน) จึง “ครบองค์ประชุมกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย” ทุกประการ มติ 4 ต่อ 0 เสียงดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายและมีผลผูกพันทันที 🗳️
💡 บทสรุป: สภาพบังคับของคำสั่งทางปกครอง และหลักนิติรัฐที่ต้องยึดมั่น
นพ.สรณได้ฟ้องคณะกรรมการสรรหาต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 และศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ยกคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินในการขอทุเลาการบังคับตามคำร้องขอ ย่อมส่งผลให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ยังคงมีผลใช้บังคับตามกฎหมายทุกประการในปัจจุบัน (Presumption of Validity) ⚠️
หนังสือโต้แย้งหรือความเห็นของบุคคลใดๆ (รวมทั้งบทความนี้) เป็นเพียง “ความเห็นทางกฎหมาย” (Legal Opinion) เท่านั้น ไม่อาจนำมาลบล้างหรือชะลอผลทางกฎหมายของคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาได้ ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับจากศาลปกครอง 🏛️
การพิจารณาข้อพิพาทระดับชาติเช่นนี้ จึงต้องเริ่มจากการพิจารณาบนฐานของ "ตัวบทกฎหมายและนิติวิธีที่ถูกต้อง" ไม่ใช่การเลือกนำคำวินิจฉัยต่างคดี หรือการนำหลักการกรรมการโดยตำแหน่ง มาตีความคลาดเคลื่อนอันจะสร้างความสับสนแก่สังคม ในที่คณะกรรมการสรรหาได้วินิจฉัย (โดยละเอียดด้วยความยาวถึง 17 หน้า) สรุปได้ว่า นพ.สรณ ไม่ได้แสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว กฎหมายถือว่า นพ.สรณ สละสิทธิ คณะกรรมการสรรหาไม่ได้วินิจฉัยให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งตามที่กล่าวอ้างแต่ประการใด
ในสังคมที่ยึดมั่นใน หลักนิติรัฐ คำสั่งทางปกครองที่ออกโดยอาศัยฐานอำนาจตามกฎหมาย ย่อมมีผลใช้บังคับ จนกว่าศาลปกครองจะมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดเป็นอย่างอื่นเสมอ ⚖️✨
(หมายเหตุ ล่าสุดเมื่อเช้ามืดวันนี้ มีรายงานข่าวว่า ศาลปกครองกลางมีคำวินิจฉัยว่า กรณียังถือไม่ได้ว่า นพ.สรณ ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำของคณะกรรมการสรรหา จึงยังไม่เป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ และไม่จำต้องพิจารณาคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ (คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2569)
#กสทช #นพสรณบุญใบชัยพฤกษ์ #ณรงค์รัฐอมฤต #หลักนิติรัฐ #กฎหมายมหาชน #ศาลปกครอง #องค์กรอิสระ #กฎหมายปกครอง #วิเคราะห์กฎหมาย #RuleOfLaw #NBTC #วัสติงสมิตร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยกระดับความปลอดภัยเพื่อคนไทย! ทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึก กสทช. ลงพื้นที่สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม-เพชรบุรีตรวจเข้มมาตรการลงทะเบียนซิม สกัดการนำเลขหมายใช้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์
สมุทรสาคร – 8 กันยายน 2569 – ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
อดีตผู้พิพากษา ชำแหละ 'กสทช.' ปมข่าว 'หมอสรณ' จากคำสั่งศาลถึงแท็กติกแก้เกม
“วัส ติงสมิตร” วิเคราะห์กรณี กสทช.เผยแพร่ข่าวคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ก่อนศาลท้วงข้อความไม่ตรงความจริง ชี้ต้องแยก “คำอ้
'อดีตผู้พิพากษาอาวุโส' เจาะลึกคำสั่งศาลปกครองสูงสุดปมเปิดประตูรับคำฟ้อง 'หมอสรณ'
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
นพ.สรณ ทำอะไรผิด จึงต้องหลุดจากกสทช วิบากกรรม ยังไม่จบ!.
การทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือกสทช.ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ไม่สามารถเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไปได้
วิบากกรรม 'หมอสรณ' ยังไม่หมด! หากพ้น 'ประธาน กสทช.' โดนเรียกเงินคืน เสี่ยงคดีอาญา
'อดีต กมธ.ไอซีที' สภาสูง ชี้วิบากกรรม 'นพ.สรณ' ยังไม่หมด หากหลุด 'ประธาน กสทช.' โดนเรียกเงินเดือน-เบี้ยประชุม-ค่าใช้จ่ายไปต่างประเทศย้อนหลัง เสี่ยงพ่วงคดีอาญา
“ความผิด” ของหมอสรณ คือการไม่ทิ้งคนไข้?
บางเรื่องเมื่ออ่านครั้งแรกอาจดูเป็นเรื่องกฎหมาย แต่เมื่ออ่านรายละเอียดมากขึ้น กรณีนี้กลับมีมิติของ “คน” มากกว่าที่คิด กรณีของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. วันนี้กำลังเผชิญข้อถกเถียงใหญ่โตถึงขั้นว่า มีลักษณะต้องห้ามและควรพ้นจากตำแหน่งประธานองค์กรกำกับดูแลระดับประเทศหรือไม่

