ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง “นิพนธ์” คดีไม่อนุมัติเบิกจ่ายค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ 2 คัน กว่า 50 ล้านบาท ชี้การสั่งตรวจสอบ-ทดสอบรถอยู่ในอำนาจนายก อบจ.สงขลา เพื่อรักษาประโยชน์ราชการ อีกทั้งไม่ปรากฏมี “ฎีกาเบิกจ่าย” เสนอให้อนุมัติตามขั้นตอน พยานหลักฐานฟังไม่ได้ว่ามีเจตนากลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด ม.157
18 สิงหาคม 2569 - ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) เป็นจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ จำนวน 2 คัน วงเงินกว่า 50 ล้านบาท ให้แก่บริษัทคู่สัญญา
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องนายนิพนธ์ หลังเห็นว่าพยานหลักฐานยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้งให้บริษัทคู่สัญญาได้รับความเสียหาย
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นสำคัญว่า การที่นายนิพนธ์สั่งให้มีการตรวจสอบและทดสอบรถทั้ง 2 คันเพิ่มเติม เป็นการดำเนินการในฐานะนายก อบจ.สงขลา ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลและสั่งการเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการ
โดยเฉพาะเมื่อการจัดซื้อรถทั้ง 2 คันมีวงเงินสูงกว่า 50 ล้านบาท แต่มีใบตรวจรับเพียงแผ่นเดียว จึงมีเหตุอันควรที่จะต้องตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงและความถูกต้องก่อนดำเนินการต่อไป
ศาลเห็นว่า การสั่งให้ตรวจสอบดังกล่าวมิใช่การใช้อำนาจเพื่อยกเลิกผลการตรวจรับโดยพลการ แต่เป็นการสั่งการในฐานะหัวหน้าส่วนราชการท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ารถที่จัดซื้อมาสามารถใช้งานได้ตรงตามคุณลักษณะและวัตถุประสงค์ของทางราชการ จึงมีอำนาจสั่งให้มีการทดสอบระบบของรถทั้ง 2 คันได้
นอกจากนี้ ก่อนมีคำสั่งให้ทดสอบรถ นายนิพนธ์ยังได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงก่อน พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อประกอบที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้ดำเนินการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา แต่เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจในฐานะผู้บริหาร
ศาลยังพิจารณาลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับการทดสอบรถ โดยปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 จำเลยได้ลงนามให้บริษัทนำรถมาทดสอบระบบ แต่บริษัทมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว และต่อมามีหนังสือแจ้งว่าจะนำรถเข้าทดสอบในวันที่ 7 มกราคม 2557 ดังนั้น ความล่าช้าที่เกิดขึ้นในการนำรถเข้าทดสอบจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเกิดจากการประวิงเวลาของจำเลย
อีกทั้งบริษัทคู่สัญญามิได้โต้แย้งในขณะนั้นว่า การสั่งให้ทดสอบรถเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบ ศาลจึงเห็นว่า การสั่งตรวจสอบและทดสอบรถของจำเลยยังอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ และเป็นการดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ
นายลิขิต ซึ่งเป็นพยานโจทก์และผู้เชี่ยวชาญจากกรมบัญชีกลาง ให้การต่อศาลในสาระสำคัญว่า จำเลยสามารถสั่งให้มีการทดสอบรถได้ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ อีกทั้งเมื่อมีประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง การเบิกจ่ายเงินในช่วงดังกล่าวย่อมไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ
เนื่องจากหากมีการเบิกจ่ายเงินทั้งที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการจัดซื้อ ก็อาจทำให้ผู้อนุมัติเบิกจ่ายถูกพิจารณาได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดกับผู้กระทำความผิด
ศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยถึงขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินว่า ไม่ปรากฏว่ามีการเสนอ “ฎีกาเบิกจ่าย” ต่อจำเลยตามขั้นตอนของระเบียบกระทรวงมหาดไทย โดยฝ่ายพัสดุมีเพียงบันทึกข้อความแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรวจสอบและทดสอบรถ แต่ไม่ได้มีฎีกาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเสนอให้นายก อบจ.สงขลา อนุมัติเบิกจ่ายเงินแก่บริษัท
ตามระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเบิกจ่ายจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนและมีเอกสารฎีกาที่ถูกต้อง ดังนั้น เมื่อยังไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงิน จำเลยจึงยังไม่อาจสั่งเบิกจ่ายเงินได้
หากใช้บันทึกข้อความหรือเอกสารอื่นแทนฎีกาเพื่ออนุมัติจ่ายเงิน ก็อาจเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามระเบียบและก่อให้เกิดความรับผิดแก่ผู้อนุมัติเอง
ในส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ ศาลพิจารณาว่า ภายหลังมีหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ และข้อสงสัยเรื่องการสมยอมหรือฮั้วประมูล จนฝ่ายนิติการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีหนังสือให้ อบจ.สงขลา ตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากพบว่ามีการกระทำผิดให้ดำเนินการทั้งทางแพ่งและทางอาญา
เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การเรียกเจ้าหน้าที่มาสอบถาม การสั่งทดสอบรถ การตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงินตามขั้นตอน ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยจงใจใช้อำนาจหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อกลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา
การกระทำของนายนิพนธ์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องนายนิพนธ์ บุญญามณี.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทนายยื่นร้อง 'กมธ.พัฒนาการเมือง' สอบ อบจ.สงขลา กู้เงิน 2 พันล้านเอาไปซ่อมถนน
น.สภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากนายพงศธร สุวรรณรักษา หรือทนายอาร์ม ตัวแทนเครือข่ายบ้านเกิดเมืองนอน จังหวัดสงขลา ถึงปัญหาการกู้เงิน 2 พันล้านบาทของอบจ.สงขลา
ครอบครัวแจ้งข่าวเศร้า 'กัลยา บุญญามณี' ภริยา 'นิพนธ์' ถึงแก่กรรมอย่างกะทันหัน
นางกัลยา บุญญามณี ภริยาของ นายนิพนธ์ บุญญามณี และมารดาของ นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม ได้ถึงแก่กรรมอย่างกะทันหัน เมื่อเวลา 03.00 น. ของวันที่ 19 พฤษภาคม ณ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
นิพนธ์–สรรเพชญ เสนอ 3 มาตรการ ‘ฟื้นคน–ฟื้นเมือง–ฟื้นเศรษฐกิจสงขลา’
“นิพนธ์–สรรเพชญ” เดินหน้ามอบอาหารกว่า 20,000 ชุด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมช่วงฟื้นฟู พร้อมเสนอ 3 มาตรการ ‘ฟื้นคน–ฟื้นเมือง–ฟื้นเศรษฐกิจสงขลา’
'นิพนธ์' ปลื้มยูเนสโกรับรองสงขลาเป็นเมืองสร้างสรรค์สาขาวิทยาการอาหาร
“นิพนธ์” ร่วมแสดงความยินดีกับชาวสงขลา หลังยูเนสโกรับรองเป็นเมืองสร้างสรรค์ของโลก สาขาวิทยาการอาหาร (Gastronomy)
‘พิพัฒน์’ ยัน ‘โกถึก-กลุ่มนิพนธ์’ ยังร่วมกิจกรรมภูมิใจไทย กลบกระแสเลี้ยวกลับปชป.
ที่พรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำภาคใต้พรรคภูมิใจไทย กล่

