วัส ติงสมิตร ออกโรงแจง คดีฮั้ว สว. สวนอินฟลูชื่อดัง ลอย ชุนพงษ์ทอง ระบุ กกต. ต้องใช้หลัก 'มีหลักฐานอันควรเชื่อได้' ก่อนส่งเรื่องให้ศาลฎีกา เลยขั้นตอนที่จะใช้หลัก 'มีเหตุอันควรสงสัย'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กอธิบายข้อกฎหมาย ถึงบทบาทที่แท้จริงของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับ ศาลฎีกา เรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยยืนยันว่า กระบวนการขณะนี้ อยู่ในขั้นหลังประกาศผลการเลือก สว. มา 2 ปีเศษ ต้องใช้หลัก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” เลยขั้นตอนที่จะใช้แค่หลัก “มีเหตุอันควรสงสัย” ในการส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ตามที่ ลอย ชุนพงษ์ทอง โพสต์ข้อความทำให้สังคมสับสน โดยมีรายละเอียดดังนี้

“เหตุอันควรสงสัย” ไม่เท่ากับ “หลักฐานอันควรเชื่อได้”: ทำความเข้าใจมาตรา 224-226 และบทบาทที่แท้จริงของ กกต. กับ ศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 คุณลอย ชุนพงษ์ทอง ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 โดยพาดหัวความเห็นว่า “ผมกางรัฐธรรมนูญให้ดู แค่สงสัย กกต. ก็ต้องส่งศาลฎีกา ไม่มีสิทธิ์ ไม่ส่งสำนวนต่อศาลฎีกา นะครับ คือ ไม่ส่ง ก็ติดคุกแน่นอน รัฐธรรมนูญเขียนไว้ ตุลาการก็ยังไม่มีสิทธิ์แถครับ”

​จากพาดหัวความเห็นดังกล่าว มีหนังสือพิมพ์ออนไลน์ชื่อดังนำไปพาดหัวข่าว ก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงกันในสังคมอย่างกว้างขวาง แต่เมื่อนำมาพิเคราะห์ตามรัฐธรรมนูญ 2560 และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 แล้ว จะพบว่ามีการสื่อสารที่ยังคลาดเคลื่อนจากหลัก “มาตรฐานของพยานหลักฐาน” (Standard of Proof) ในแต่ละขั้นตอนอย่างมีนัยสำคัญ

​สองคำที่ไม่เหมือนกัน: “เหตุอันควรสงสัย” vs “หลักฐานอันควรเชื่อได้”

​หัวใจสำคัญของการตีความรัฐธรรมนูญในส่วนว่าด้วย กกต. (มาตรา 224-226) คือการแยกแยะถ้อยคำทางกฎหมาย 2 คำนี้ออกจากกันโดยเด็ดขาด:

​“เหตุอันควรสงสัย” (Reasonable Suspicion): ปรากฏในรัฐธรรมนูญมาตรา 224 (3) และ พ.ร.ป. สว. มาตรา 59 คำนี้คือ จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบ (Inquiry Threshold) เป็นเพียงพฤติการณ์หรือเบาะแสที่ทำให้เกิดความคลางแคลงใจว่าการเลือกตั้งอาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม กฎหมายจึงให้อำนาจ กกต. ในการสั่งระงับ ยับยั้ง ยกเลิกการเลือก ดำเนินการเลือกใหม่ หรือนับคะแนนใหม่ในชั้นก่อนประกาศผล แต่ไม่ใช่ระดับพยานหลักฐานที่เพียงพอจะนำไปตัดสิทธิบุคคล หรือยื่นเรื่องร้องต่อศาลฎีกา

“หลักฐานอันควรเชื่อได้” (Prima Facie / Reasonable Evidence): ปรากฏในรัฐธรรมนูญมาตรา 224 (4), มาตรา 225, มาตรา 226 และ พ.ร.ป. สว. มาตรา 60, 62 คำนี้คือ มาตรฐานชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน (Adjudication Threshold) ที่ผ่านการสืบสวนและไต่สวนแล้ว จนมีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดจริง

ความเห็นที่ว่า “แค่สงสัยก็ต้องส่งศาล” จึงเป็นการนำเอามาตรฐานระดับ “สงสัย” ไปปะปนกับมาตรฐานระดับ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ซึ่งผิดหลักโครงสร้างกฎหมายโดยสิ้นเชิง

​ขั้นตอนทางกฎหมาย: กกต. ไม่ใช่เพียง “บุษบกส่งต่อเรื่อง”

โครงสร้างที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวางไว้ มีลักษณะเป็นขั้นเป็นตอน (Tiered System) ดังนี้:

​เหตุอันควรสงสัย ➔ ตั้งเรื่องสืบสวน/ไต่สวน ➔ ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ➔ หลักฐานอันควรเชื่อได้ ➔ ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา

​ในชั้นการสืบสวน/ไต่สวน กกต. ทำหน้าที่คล้ายกับพนักงานสอบสวนหรืออัยการ หากไต่สวนแล้วพบว่าข้อกล่าวหาเป็นเพียงความสงสัยที่เลื่อนลอย ไร้พยานหลักฐานสนับสนุน กกต. มีอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่ง “ยุติเรื่อง” ได้ ไม่จำเป็นและไม่อาจส่งเรื่องที่มีเพียงความสงสัยไปให้ศาลฎีกา

​ในชั้นก่อนประกาศผลการเลือก (ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการใดหรือรู้เห็นกับการกระทำ อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม) กกต. มีอำนาจสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้เป็นการชั่วคราวเป็นเวลาไม่เกิน 1 ปี (ให้ใบส้ม) ตามมาตรา 60

​มาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ และดุลพินิจหลังประกาศผลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 (และ พ.ร.ป. สว. มาตรา 62) เมื่อมีการประกาศผลการเลือกตั้งไปแล้ว กกต. จะไม่มีอำนาจสั่งระงับสิทธิสมัครเหมือนกับก่อนประกาศผลอีกต่อไป บทบาทของ กกต. จะเปลี่ยนเป็น “ผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา”

​กรณีที่ กกต. ต้องส่งศาล: ต้องเป็นกรณีที่การไต่สวนเสร็จสิ้นและประกาศผลแล้ว ต่อมาฟังได้ว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริตในการเลือกหรือการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เมื่อพยานหลักฐานถึงระดับนี้ ดุลพินิจของ กกต. จะหมดไปทันที และกลายเป็น “หน้าที่บังคับ” ที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา มิฉะนั้นอาจเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ม.157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

การส่งเรื่องต่อศาลไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครมีความผิดทันที: บทบาทชี้ขาดขั้นสุดท้ายว่าจะเพิกถอนสิทธิ (ใบแดง/ใบดำ) หรือไม่ เป็นอำนาจเด็ดขาดของ ศาลฎีกา ในการพิจารณาพิพากษา ไม่ใช่ กกต.

​สรุปบทเรียนทางกฎหมาย

การทำความเข้าใจอำนาจหน้าที่ของ กกต. และศาลฎีกาตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องมองให้เห็นกระบวนการและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้:

​“สงสัย” เป็นเหตุให้ “เริ่มตรวจสอบ”

​“หลักฐานอันควรเชื่อได้” เป็นเงื่อนไขให้ “ยื่นคำร้องต่อศาล”

“ศาลฎีกา” เป็นผู้พิจารณา “ชี้ขาดขั้นสุดท้าย”

​การสรุปว่า “แค่สงสัย กกต. ก็ต้องส่งศาลฎีกา” จึงเป็นการมองข้ามขั้นตอนการไต่สวนและมาตรฐานพยานหลักฐาน คลาดเคลื่อนต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่กำหนดให้ส่งเรื่องไปศาลฎีกาได้ก็ต่อเมื่อ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้”

​การแยกแยะความแตกต่างระหว่าง “เหตุอันควรสงสัย” กับ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” จึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการคุ้มครองทั้งความสุจริตของการเลือกและคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาไปพร้อมๆ กัน

​การดำเนินการของ กกต. ในปัจจุบัน อยู่ในขั้นหลังประกาศผลการเลือก สว. มา 2 ปีเศษ ต้องใช้หลัก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” เลยขั้นตอนที่จะใช้หลัก “มีเหตุอันควรสงสัย” แล้วครับ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คดีฮั้วสว. ถึงจุดไคลแมกซ์ ไม่เอาผิด สีน้ำเงิน กกต.เสี่ยงถูกเช็คบิล

จากคำประกาศของ”คณะกรรมการการเลือกตั้ง”(กกต.)ที่ย้ำว่าจะสรุปผลการพิจารณาสำนวน”คดีฮั้วสว.”ภายในเดือนสิงหาคม ทำให้ทุกฝ่ายในแวดวงการเมืองต่างจับตากันว่า

อดีตผู้พิพากษาฎีกา ชงวาง 'โทษจำคุกจริงขั้นต่ำ' ใน พ.ร.บ. หวั่นกฎกระทรวงผันแปรตามนโยบาย

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ยกแนวทางต่างประเทศเทียบการบริหารโทษทางอาญา ชี้ศาลควรมีบทบาทชัดเจนในการกำหนดขอบเขตของโทษ ขณะที่ฝ่ายปกครองต้องบริหารและบังคับโทษภายใต้กรอบกฎหมาย พร้อมหนุนแนวทางกำหนด “โทษจำคุกจริงขั้นต่ำ” ก่อนเสนอระยะยาวควรบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ในระดับ พ.ร.บ. เพื่อความมั่นคง ไม่ผันแปรตามนโยบายรัฐมนตรีแต่ละยุค

'พริษฐ์' เปิดหลักฐานภาคต่อ 'ฮั้ว สว.' โรงแรม B2 รังสิต จี้ DSI-กกต. ตรวจสอบความเชื่อมโยง

'พริษฐ์' เปิดหลักฐานภาคต่อ คดี 'ฮั้ว สว.' โรงแรม B2 รังสิต จี้ DSI-กกต. ตรวจสอบความเชื่อมโยงบุคคลปริศนาเอี่ยวพรรคใหญ่ อาจไม่ได้มีแค่กลุ่มของ 'วิทยา คำพวง'

ศาล รธน.สั่งศึกษาเพิ่ม ปม 'บาร์โค้ด-QR Code' บัตรเลือกตั้ง ก่อนนัดไต่สวน 26 ส.ค.

ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมไต่สวนคดีบัตรเลือกตั้ง 26 ส.ค. ตามนัดเดิม หลังผู้ตรวจการแผ่นดินส่ง 22 คำร้อง ปมใช้บาร์โค้ดและ QR Code ถูกตั้งข้อสงสัยอาจสืบทราบตัวผู้ลงคะแ

กกต.งานเข้า 3 กลุ่มบุกจี้ให้ยึดมติอนุฯ26 ฟันคดีฮั้ว สว.229 คนต้องส่งถึงศาลฯ เตือนซ้ำรอย 'กกต.3 หนา'

กกต.งานเข้า มวลชน 3 กลุ่ม คปท.- สว.สำรอง - เจ๊แมว บุกจี้ยึดมติอนุฯ26 ฟันคดีฮั้ว สว.229 คนต้องส่งถึงศาลฯ เตือนถ้ารับใช้การเมือง จะซ้ำรอย 'กกต.3 หนา'