'ศุภชัย' ชี้คดีฮั้ว สว.ต้องวัดที่หลักฐาน ไม่ใช่กระแส ย้ำคณะ 36 เห็นต่างคณะ 26 ได้

“ศุภชัย” ชี้ข้อถกเถียงความเห็นคณะ 26-คณะ 36 ไม่ควรถูกตีความว่าใครช่วยใคร ย้ำคดีเลือก สว.ต้องชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริงและหลักฐานเชื่อมโยงถึงผู้ถูกกล่าวหา อ้างแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐาน ระบุ “ข้อกล่าวหา” ไม่ใช่ “ข้อพิสูจน์” กระแสสังคมอยู่เหนือกฎหมายไม่ได้

12 กันยายน 2569 - นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า

คดีเลือก สว. ต้องตัดสินด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่กระแส

ข้อถกเถียงระหว่างความเห็นของคณะ 26 กับคณะ 36 ในคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นคำถามง่าย ๆ ว่า “ใครช่วยใคร” แต่ควรถามว่า ความเห็นใดตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และหลักกฎหมายมากกว่ากัน

ประเด็นสำคัญคือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 กำหนดมาตรฐานไว้ว่า ต้อง “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำความผิด การกล่าวหาบุคคลจึงไม่อาจอาศัยเพียงภาพรวมของข้อกล่าวหา หรือเลือกเชื่อพยานหลักฐานเฉพาะส่วนที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่านั้น

สิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจังคือ ว่ากันว่าในสำนวนของคณะ 26 ปรากฏข้อสังเกตว่าการวินิจฉัยข้อเท็จจริงบางส่วนมีความขัดแย้งกันเอง กล่าวคือ การกระทำเดียวกันถูกนำไปใช้สนับสนุนข้อกล่าวหาในสำนวนหนึ่ง แต่ในอีกสำนวนหนึ่งกลับมีความเห็นให้ยกคำร้อง จึงเกิดคำถามโดยตรงต่อความสม่ำเสมอในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน

ดังนั้นสิ่งที่ คณะ 36 พึงทำคือการเลือกใช้แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเลือก สว. เป็นหลักในการชั่งน้ำหนักพยาน เพราะเป็นบรรทัดฐานที่มีอยู่จริง ไม่ใช่การสร้างมาตรฐานขึ้นใหม่

หลักสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกาคือ ต้องพิสูจน์ให้ได้ทั้งว่าการกระทำที่กล่าวหาเกิดขึ้นจริง และมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงผู้สมัครที่ถูกกล่าวหา หากพิสูจน์ไม่ได้ ศาลย่อมยกคำร้อง ดังปรากฏชัดในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 8/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 55/2568

นี่จึงเป็นหัวใจของเรื่อง

คดีเลือก สว. ไม่ควรตัดสินจากจำนวนข่าว จำนวนครั้งที่มีคนออกมาแถลง หรือแรงกดดันทางการเมือง แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลนั้นจริงหรือไม่

คณะ 36 จะเห็นต่างจากคณะ 26 ได้หรือไม่-ได้

แต่ความเห็นนั้นต้องมีเหตุผลและกฎหมายรองรับ

และเมื่อแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักไว้แล้ว การยึดแนวทางของศาลเป็นมาตรฐานในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ย่อมมีเหตุผลมากกว่าการตัดสินคดีตามกระแส

เพราะในกระบวนการยุติธรรม “ข้อกล่าวหา” ไม่ใช่ “ข้อพิสูจน์” และกระแสสังคมไม่อาจมีน้ำหนักเหนือพยานหลักฐานและกฎหมายได้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลฎีกา ปัดตกคำร้อง กกต. ขอเลื่อนไต่สวนคดี สว. เดินหน้าตรวจพยานตามนัด

ศาลฎีกา ยกคำร้อง กกต. ขอเลื่อนไต่สวนคดีคุณสมบัติ สว. ดักทางอ้างอภินิหารกฎหมายยื่นศาล รธน. วินิจฉัยอำนาจหน้าที่ ยันเดินหน้าไต่สวนพยาน 21 ธ.ค. ตามนัด

ล็อกเป้ารมต.ฮั้วสว. ฝ่ายค้านยื่นซักฟอกน้ำเงินเกินโหล/ขวางสอบไอเดียร์

ฝ่ายค้านตีเหล็กตอนร้อน “หัวหน้าเท้ง” นำทีมลุย ยื่นซักฟอก 18 รมต.น้ำเงิน พุ่งเป้าพันคดีฮั้ว สว. รวมถึงบริหารเหลว

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ คดีฮั้ว สว. ไม่เข้าเกณฑ์ล้มล้างการปกครอง-ไม่ใช่รัฐประหารเงียบ

นักกฎหมายมหาชนชี้ สว.สำรองกลุ่ม 11 ยื่น อสส.เป็นเพียงเทคนิคเปิดช่องอำนาจฟ้องตรงศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องใหม่ มองข้อเท็จจริงคดีฮั้ว สว.ไม่เข้าองค์ประกอบล้มล้างการปกครอง ซัดกลุ่มแพ้แล้วพาล อยากเป็น สว.ตัวจริง เชื่อโอกาสสูงศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย