วันที่ 14 กันยายนนี้ ถูกปักหมุดให้เป็นวันชี้ชะตาครั้งสำคัญ เมื่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดพิจารณาวินิจฉัยว่าจะส่งสำนวน คดีฮั้ว สว. จำนวน 229 ราย ไปยังศาลฎีกาหรือไม่ ท่ามกลางกระแสกดดันรอบทิศทางจากทั้งภาคประชาชนและพรรคการเมืองค่ายสีส้ม
สถานการณ์ดังกล่าวเดือดพล่านขึ้น หลังพรรคประชาชน กลุ่มไอลอว์ สว. ประชาชน และ สว.สำรอง ผนึกกำลังกดดันองค์กรอิสระอย่างต่อเนื่อง ผ่านการแถลงข่าว จัดสัมมนา และใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎรตีกินฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 มาตรา 32 งบประมาณองค์กรอิสระ 6 แห่ง โดยพุ่งเป้าไปที่งบของ กกต.
สส.ฝ่ายค้านพยายามตัดงบและโจมตีความผิดปกติในการทำงานของ กกต. เช่น การตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดใหม่ขึ้นมาพิจารณาสำนวนในจังหวะเวลาที่ถูกมองว่าน่าสงสัย ทำให้สำนวนคดีฮั้ว สว.ล่าช้า ประวิงเวลา หรือมีแนวโน้มถูกปัดตก เพื่อเอื้อประโยชน์หรือช่วยฟอกขาวให้ผู้มีอำนาจและ สว.สายสีน้ำเงิน จนประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่น
เช่นเดียวกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ชวนคนเดินเท้า 11 กิโลเมตร ไปยังหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 13 กันยายน เพื่อกดดัน กกต.ให้เร่งตัดสินใจในวันที่ 14 กันยายนนี้
ทางด้านพรรคภูมิใจไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่อยู่เฉย โต้กลับทันควันว่าขบวนการกดดันดังกล่าวเป็นการสร้างกระแสเพื่อหวังผลทางการเมือง การเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้านเป็นเหมือนการจับแพะชนแกะ ขาดพยานหลักฐานและเส้นเงินที่โยงไปถึงแกนนำรัฐบาล อีกทั้งสำนวนที่เผยแพร่ออกมาก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
พรรคภูมิใจไทยยังระบุด้วยว่า การชุมนุมกดดันของพรรคประชาชนและไอลอว์ทำเป็นขบวนการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่ม สว.สำรอง ได้เลื่อนลำดับขึ้นมาแทนที่หาก สว.ชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่ง
นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนไหวให้สังคมเห็นอีกด้าน ในส่วนกระบวนการเลือกตั้ง สว. ของพรรคสีส้ม ที่มีลักษณะฮั้วไม่ต่างกัน โดยมีกระแสข่าวอดีตผู้สมัคร สว.ออกมาแฉขบวนการ ฮั้วสายสีส้ม ว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 เคยมีการกักตัวผู้สมัคร 400 คน ที่ห้องประชุมจูปิเตอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีการยึดมือถือ บังคับใส่สายรัดข้อมือ และแจกโพย พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องความผิดปกติในการใช้เงินจัดงานไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท และเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการตรวจสอบฝั่งส้มด้วยเช่นกัน
ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทางออกของ กกต.ในวันที่ 14 กันยายนนี้ จึงถูกประเมินไว้ 3 แนวทางหลัก ดังนี้
1.ส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งทั้งหมดตามสำนวนชุดเดิม ส่งผลให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งมีชื่อ สว.ปัจจุบันนับร้อยราย รวมถึงนักการเมืองและรัฐมนตรีที่เชื่อมโยง ทำให้ต้องหลุดจากตำแหน่งทันที และอาจลามไปถึงการร้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรคการเมือง
2.ยกคำร้องตามแนวทางของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 กกต.อาจต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธาดิ่งเหว และเสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จากกลุ่มนักร้องเรียนและพรรคฝ่ายค้านที่เตรียมเคลื่อนไหวทางกฎหมายทันที
3.ส่งฟ้องเฉพาะรายชื่อที่มีหลักฐานและเส้นเงินชัดเจน พร้อมชี้แจงเหตุผลที่ยกฟ้องต่อสาธารณะ เพื่อช่วยเซฟองค์กรและลดกระแสสังคม
ส่วนแนวทางยื้อเวลาหรือเลื่อนการพิจารณาออกไปโดยอ้างว่าข้อมูลยังไม่ครบถ้วน ถูกมองว่าเป็นไปได้ยาก เพราะหมดเวลาประวิงเวลาแล้ว และสังคมกำลังรอคำตอบอย่างชัดเจน
ด้าน รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ประเมินว่า เมื่อคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 เห็นควรดำเนินคดีผู้ถูกร้องทั้งหมด 229 คน ขณะที่ชุดที่ 36 เห็นควรยกคำร้อง ความกดดันทั้งหมดจึงตกที่ กกต.ชุดใหญ่ ซึ่งมีทางเลือกมากกว่า 2 ทาง คือส่งฟ้องทั้งหมด หรือยกทั้งหมด โดยการแยกพิจารณาเป็นรายบุคคลตามน้ำหนักของหลักฐานอาจช่วยลดปัญหาการเหมารวม แต่อาจตอบยากว่าใช้เกณฑ์ใดตัดสิน
รศ.ดร.ยุทธพร ระบุว่า ผลกระทบที่ใหญ่ที่สุดคือหากในอนาคตมีหลักฐานโยงไปถึงกรรมการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งอาจเปิดประเด็นทางกฎหมายต่อพรรคการเมืองได้ แม้ข้อมูลปัจจุบันจะยังไม่เพียงพอสรุปว่าพรรคใดเข้าเงื่อนไขดังกล่าว พร้อมเตือนว่าต้องแยกระหว่างความเป็นไปได้ทางกฎหมายกับข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว
"ดังนั้นการวินิจฉัยของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายนนี้ คือจุดเปลี่ยนที่ไม่มีใครยอมเพลี่ยงพล้ำ หากเลือกฟ้อง 229 คน จนสั่นคลอนรัฐบาล สิ่งที่จะพังทลายลงอย่างถาวรคือ "ความชอบธรรมและภาพลักษณ์" และส่งผลกระทบทางการเมืองลุกลามไปสู่การยุบพรรค ที่เกินกว่าใครจะแบกรับไหว
แต่หาก กกต.ชี้แจงเป็นที่ประจักษ์ว่าพยานหลักฐานและเส้นเงินไปไม่ถึงแกนนำรัฐบาล แรงกระแทกย่อมสะท้อนกลับไปเชือดพรรคสีส้ม ฐานใช้เกมการเมืองสร้างกระแสเพื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามมากกว่าความจริง"
ไม่ว่าผลจะออกมาหน้าไหน ฝ่ายที่สูญเสียเครดิตย่อมบาดเจ็บสาหัส ไร้ความน่าเชื่อถือ และนั่นคือบทสรุปที่จะชี้ชะตากระดานการเมืองไทยนับจากนี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ศุภชัย' ลั่นภูมิใจไทยถูกป้ายสีคดีฮั้ว สว. มีธงตั้งแต่ต้น จับตา 14 ก.ย. มีเรื่องสุดช็อก
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายมาตรา 32 งบประมาณรายจ่ายขององค์กรอิสะและองค์กรอัยการ ในส่วนของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า มีคนตั้งธงให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คนตามสำนวนของ คณะอนุกรรมการ ชุดที่ 26 ทั้งนี้การทำคดีดังกล่าวมีธงตั้งแต่ต้น และตนตรวจสอบแล้วพบว่า คนร้อง เป็นกลุ่มผู้สมัครสว. ที่เป็นอดีตรองอธิบดีดีเอสไอ
'อนุทิน' พบชุมชนไทย-เยี่ยมวัดไทยนอร์เวย์ ก่อนเดินทางกลับประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พบ
ประท้วงวุ่น! 'ไอติม' ไล่ต้อน กกต. ใช้งบหนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตย
ประท้วงวุ่น! สส.ภูมิใจไทย ลุกประท้วง “พริษฐ์” อภิปรายงบกกต. ไร้ประสิทธิภาพ ไม่มั่นใจนำไปใช้ปกป้องประชาธิปไตยหรือสนับสนุนอาชญากรรมประชาธิปไตย เหน็บ “ผลลัพธ์แบบนี้ตั้งแค่งบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ก็ได้คำตอบ” ด้าน “ศุภชัย” ซัด ไม่อยากเถียงกับเด็ก เตือนอย่าฮึกเหิมให้มาก
'จตุพร' แนะล้มรัฐบาลหนู ต้องยุให้ กกต. ไม่ส่งฟ้องคดีฮั้ว สว. เรียกคนชุมนุมมากขึ้น
นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อนว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ แต่ละฝ่ายเปิดเกมรุกเข้าใส่กันจนทำให้ช่วง 14 วันตั้งแต่ 14 ก.ย.-28 ก.ย. อยู่ในสภาวะปัญหามะรุมมะตุมจนชุลมุนวุ่นวายกันไปหมด
อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลอุทธรณ์เตือนสติ กกต.มติ 14 ก.ย.เสี่ยงโดนเอาผิดมาตรา 157!
อดีตตุลาการศาลอุทธรณ์ ชี้ผู้สมัคร สว.ทุกกลุ่มมีโพยทั้งสิ้น ยกฏีกา3509/2549 กระตุก กกต.ลงมติ14 ก.ย.โดยมิชอบโดนเอาผิดมาตรา 157
ขีดเส้นตายคดีฮั้วสว.229คน แม่น้ำร้อยสายรุมสกรัม'กกต.'
ใกล้ถึงวันดีเดย์ 14 ก.ย. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน ภายใต้การนำของ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เตรียมนัดประชุมนัดประวัติศาสตร์เพื่อลงมติชี้ขาดสำนวนคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือที่เรียกกันติดปากว่า “คดีฮั้ว สว.” มหากาพย์สำนวนร้อนที่ลากยาวข้ามปี ทว่าก่อนจะถึงวันดีเดย์ กกต.ตกเป็นเป้าตำบลกระสุนตกชนิดที่ขยับตัวก้าวไหนก็มีแต่กับระเบิดรออยู่

