
13 ก.ย.2569-รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความคิดเห็นต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุดของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่า การชุมนุมขับไล่รัฐบาลในสังคมไทยไม่ได้มีเฉพาะมิติการต่อสู้ทางอุดมการณ์หรือการเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ยังมี “เศรษฐศาสตร์การเมือง” ซ่อนอยู่เบื้องหลัง โดยการชุมนุมอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือผลิตอำนาจ สะสมทุนทางการเมือง และเปลี่ยนความสูญเสียของประชาชนให้กลายเป็นผลประโยชน์ของกลุ่มผู้นำ
รศ.ดร.โอฬารระบุว่า ความโกรธ ความหวัง ความยากจน และความเสียสละของมวลชน อาจถูกระดมมาเป็นทรัพยากรเพื่อต่อรองกับรัฐ ขณะที่ผู้แบกรับต้นทุนอย่างแท้จริงกลับเป็นประชาชนธรรมดาที่อยู่แนวหน้า
เมื่อการชุมนุมเคลื่อนไปสู่ความรุนแรง ผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้ถูกดำเนินคดีมักเป็นลูกหลานของชาวบ้าน ชาวนา กรรมกร และผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเข้าร่วมด้วยความหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น แต่ชีวิตของพวกเขาอาจถูกลดทอนเป็นเพียง “ต้นทุนทางการเมือง” สำหรับสร้างความชอบธรรมและเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่แกนนำ
ในทางกลับกัน แกนนำบางส่วนอาจเปลี่ยนสถานะจากนักเคลื่อนไหวไปเป็นนักการเมือง ที่ปรึกษา หรือผู้มีอิทธิพลทางความคิด พร้อมได้รับชื่อเสียง เครือข่าย ตำแหน่ง และโอกาสเข้าถึงอำนาจ ขณะที่ครอบครัวของผู้สูญเสียยังต้องอยู่กับความเจ็บปวดและคำถามว่า การเสียสละนั้นนำไปสู่ประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่
รศ.ดร.โอฬารกล่าวว่า คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายต่อต้านรัฐบาล แต่ต้องพิจารณาว่าใครเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ ใครแบกรับความเสี่ยง และใครได้รับผลตอบแทนจากการเคลื่อนไหว
หากแกนนำสามารถยกระดับความขัดแย้งได้โดยไม่ต้องรับผลจากการตัดสินใจอย่างเท่าเทียมกับมวลชน การชุมนุมย่อมมีโครงสร้างไม่ต่างจากระบบเศรษฐกิจที่ผลักภาระลงสู่ประชาชนระดับล่าง แต่ปล่อยให้ผลกำไรทางอำนาจไหลกลับไปสะสมอยู่กับชนชั้นนำทางการเมือง
รศ.ดร.โอฬารยังเตือนว่า การเคลื่อนไหวบางรูปแบบอาจใช้การเผชิญหน้าสร้างภาวะไร้ระเบียบ ทำให้รัฐบาลพลเรือนสูญเสียความชอบธรรม และเปิดพื้นที่ให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงในฐานะผู้คืนความสงบ
หากการเคลื่อนไหวไม่มุ่งแก้ไขความขัดแย้งผ่านรัฐสภา กฎหมาย และเจตจำนงของประชาชน แต่อาศัยวิกฤตเป็นเครื่องมือโค่นล้มรัฐบาล การต่อสู้ที่เริ่มต้นด้วยคำว่าประชาธิปไตยอาจลงเอยด้วยการทำลายระบอบประชาธิปไตยเสียเอง
วงจรดังกล่าวอาจก่อให้เกิดการสมประโยชน์ระหว่างชนชั้นนำ โดยฝ่ายหนึ่งใช้มวลชนสร้างวิกฤตเพื่อโค่นล้มคู่แข่ง ขณะที่อีกฝ่ายใช้วิกฤตเป็นข้ออ้างในการเข้ายึดอำนาจ เมื่อภารกิจสำเร็จ แกนนำได้รับพื้นที่ต่อรอง ส่วนอำนาจนอกระบบกลับมามีบทบาท แต่ประชาชนอาจได้รับรัฐธรรมนูญที่จำกัดสิทธิและสถาบันการเมืองที่อ่อนแอลง
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.โอฬารย้ำว่า ข้อวิพากษ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าการชุมนุมทุกครั้งเป็นการหลอกลวง หรือแกนนำทุกคนเคลื่อนไหวเพื่อแสวงหาความมั่งคั่ง เพราะยังมีประชาชนและนักเคลื่อนไหวจำนวนมากที่ต่อสู้ด้วยความสุจริต
ประเด็นสำคัญอยู่ที่โครงสร้างแรงจูงใจ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบภายในขบวนการ หากการเคลื่อนไหวใดไม่เปิดเผยแหล่งเงินทุน ไม่เปิดโอกาสให้มวลชนร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ ไม่มีกลไกตรวจสอบแกนนำ และไม่มีผู้รับผิดชอบเมื่อยุทธศาสตร์นำไปสู่ความสูญเสีย การเคลื่อนไหวนั้นย่อมเสี่ยงกลายเป็นเครื่องจักรสะสมอำนาจของคนเพียงไม่กี่คน
รศ.ดร.โอฬารทิ้งท้ายว่า ประชาธิปไตยไม่อาจวัดจากจำนวนผู้ชุมนุม ความรุนแรงของถ้อยคำ หรือจำนวนชีวิตที่ถูกสังเวย แต่ต้องวัดว่าประชาชนสามารถกำหนดทิศทาง ตรวจสอบผู้นำ และปฏิเสธยุทธศาสตร์ที่ผลักพวกเขาเข้าสู่ความเสี่ยงได้หรือไม่
“คำถามที่สังคมต้องตั้งจึงไม่ใช่เพียงว่าจะขับไล่รัฐบาลอย่างไร แต่ต้องถามว่าใครได้ประโยชน์ ใครเป็นผู้จ่ายต้นทุน และระบอบที่เกิดขึ้นภายหลังยังเป็นของประชาชนหรือไม่ เพราะหากประชาชนตรวจสอบผู้ที่พูดในนามของตนไม่ได้ ประชาธิปไตยก็อาจกลายเป็นเพียงฉากบังหน้าของธุรกิจการเมืองที่นำชีวิตคนธรรมดาไปลงทุน เพื่อสร้างอำนาจให้ชนชั้นนำกลุ่มใหม่” รศ.ดร.โอฬารกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นักวิชาการ ชมรัฐบาลอนุทิน กล้า รื้อสูตรน้ำมัน! 22 ปี ประหยัดปีละหมื่นล้าน จี้ถามรัฐบาลก่อนทำไมไม่ทำ เงินส่วนต่างตกอยู่กับใคร?
ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นกรณีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามคำสั่งปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยยกเลิกต้นทุนสมมุติที่อยู่ในสูตรคำนวณราคามาตั้งแต่ปี 2547 ว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่มีนัยสำคัญต่อค่าครองชีพของประชาชน
'โอฬาร' ไขปม อธิบดีฯ สั่งย้าย 'นอภ.บ้านสร้าง' อย่าเพิ่งตัดสินจากภาพที่เห็น
รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงกรณีอธิบดีกรมการปกครองลงนามย้าย นายอำเภอบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี
'โอฬาร' ชูภารกิจ UNGA81 ยกระดับไทยบนเวทีโลก ดึงเชื่อมั่นนักลงทุน ชม 'อนุทิน' ใช้การทูต-กฎหมายสากลคลี่คลายข้อพิพาท
รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
จับตา! 3 ปรากฎการณ์ เขย่า 'ระบอบสีน้ำเงิน'
นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมือง อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปและข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "จับตาท่าทีอนุรักษ์นิยมต่อระบอบสีน้ำเงิน" โดยระบุว่า
'รศ.ดร.สุขุม' ชี้ม็อบสนธิยังเห็นแต่แกนนำ ไม่เห็นมวลชนปักหลัก ตั้งคำถามชุมนุมแล้วจะพาประเทศไปทางไหน
รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผ่านรายการ “ริงไซต์การเมือง” โดยประเมินว่า แม้แต่นายสนธิเองก็น่าจะยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถจุดกระแสมวลชนได้สำเร็จหรือไม่ แต่เมื่อประกาศการเคลื่อนไหวออกไปแล้ว ก็จำเป็นต้องเดินหน้าต่อ
'ทรงศักดิ์' เชื่อ 'ม็อบสนธิ' ปลุกไม่ขึ้น คนแสดงออกผ่านโซเชียลมากกว่า
“ทรงศักดิ์” บอกเป็นสิทธิ “สนธิ” ชุมนุม แต่ถ้ากระทบคนอื่นไม่ควร ชี้ เดี๋ยวนี้คนเคลื่อนไหว-แสดงออกผ่านโซเชียลมากกว่า

