
13 กันยายน 2569 – นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ ‘พยานกลับคำ’ ในคดีฮั้ว สว. ตามมุมมองกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและพยานหลักฐาน
ปรากฏการณ์ “พยานกลับคำ” ในคดีทุจริตหรือการฮั้วเลือกตั้งระดับชาติอย่างคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ดังที่ปรากฏในข่าวหลายวันที่ผ่านมา ถือเป็นกรณีศึกษาชั้นดีที่สะท้อนถึง “ยุทธวิธีทางคดี” และ “ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน” ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งสามารถนำบรรทัดฐานทางนิติศาสตร์และคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญมาจับประเด็นวิเคราะห์ได้เป็น 4 มิติสำคัญ ดังนี้
1.การชั่งน้ำหนักคำให้การ 2 ครั้ง: “คำให้การครั้งแรก” VS “คำกลับคำครั้งที่สอง”
ในคดีอาญาและคดีเลือกตั้ง หากพยานบุคคลให้การต่อพนักงานสอบสวนหรือกรรมการสืบสวนและไต่สวนไว้ 2 ครั้งโดยมีสาระสำคัญขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง หลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลฎีกาไทย (ตามแนวฎีกาที่ 63/2533 และ 2627/2543) จะไม่พิจารณาเพียงว่า “ถ้อยคำครั้งหลังสุดคืออะไร” แต่จะมุ่งพิจารณา “บริบทและสภาพแวดล้อมขณะทำคำให้การ” เป็นหลัก
• ความน่าเชื่อถือตามสภาพแวดล้อม (Contemporaneous Statement):
คำให้การครั้งแรกที่ทำขึ้นในระยะกระชั้นชิดกับเหตุการณ์ มักได้รับน้ำหนักสูงกว่า เพราะพยานยังไม่มีเวลาคิดไตร่ตรอง ปั้นแต่งเรื่อง หรือถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง
• แรงจูงใจและการเปลี่ยนผ่านของอำนาจรัฐ:
ข้อสังเกตที่ว่า “การกลับคำครั้งที่สองเกิดขึ้นในยุคที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งมีอำนาจทางการเมือง” เป็นประเด็นทางข้อเท็จจริงที่ศาลและองค์กรอิสระ (กกต./ป.ป.ช.) ต้องนำมาชั่งน้ำหนักอย่างยิ่ง หากคำให้การครั้งที่สองมีลักษณะ “บ่ายเบี่ยงเพื่อช่วยเหลือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด” อย่างขัดต่อเหตุผลและขัดต่อสภาพความเป็นจริงในสังคม แนวทางของศาลฎีกาที่วางไว้คือ ศาลสามารถปฏิเสธคำเบิกความ/คำให้การครั้งที่สอง และเลือกรับฟังคำให้การครั้งแรกที่บริสุทธิ์กว่าได้
2. หลัก “พยานแวดล้อมกรณี” และ “พยานวัตถุ” เหนือกว่าพยานบุคคล
ในคดีอาญา พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ (มาตรา 226 แห่ง ป.วิ.อ.)
ในคดีทุจริตการเลือกตั้ง หรือคดีฮั้ว สว. พยานบุคคลเพียงปากเดียวจัดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการเท่านั้น องค์กรที่มีอำนาจพิจารณาต้องใช้ระบบ “พยานหลักฐานประกอบ (Corroborating Evidence)” เข้ามาร่วมวินิจฉัย ซึ่งพยานหลักฐานประเภทอื่นมีความน่าเชื่อถือและมั่นคงกว่าพยานบุคคล (ซึ่งแปรเปลี่ยนได้ง่าย) เช่น:
• พยานวัตถุและพยานอิเล็กทรอนิกส์: ภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่เห็นการยื่นโพย, ประวัติการโทรศัพท์ (Call Detail Records), ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้ง (Location Data)
• พยานเอกสารและพยานเอกลักษณ์: โพยใบสั่ง, รายชื่อผู้สมัคร, เส้นทางการเงิน (Financial Trail)
• พยานสถิติและความสอดคล้อง: ผลการลงคะแนนที่ตรงกับโพยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
หากพยานบุคคลกลับคำโดยอ้างว่า “ไม่มีการทำโพยอยู่จริง” แต่ข้อเท็จจริงยันด้วย พยานวัตถุ (กล้อง CCTV) และ พยานเอกสาร (โพยที่จับกุมได้จริง) คำให้การกลับคำของพยานปากนั้นจะกลายเป็นคำให้การเท็จทันที และถูกหักล้างด้วยพยานหลักฐานอื่นที่แน่นหนากว่า
3. มาตรฐานการรับฟังพยานหลักฐานในคดีเลือกตั้ง: หลัก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า…” (ตาม พ.ร.ป.สว. 2561 มาตรา 62)
จุดตัดทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดในคดีเลือก สว. คือ “มาตรฐานการพิสูจน์” (Standard of Proof) ที่แตกต่างจากคดีอาญาปกติ
• คดีอาญาทั่วไป: ใช้หลัก “พิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย” (Beyond a Reasonable Doubt) หากพยานหลักฐานสับสนหรือพยานกลับคำจนเกิดความสงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
• คดีเลือก สว. (พ.ร.ป. สว. 2561 มาตรา 62): ในการใช้อำนาจของ กกต. เพื่อส่งเรื่องต่อศาลฎีกา กฎหมายใช้หลัก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” (Reasonable Grounds to Believe) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ยืดหยุ่นกว่า Beyond a Reasonable Doubt ในคดีอาญาทั่วไป
ดังนั้น ในชั้นสืบสวนและไต่สวนของ กกต. กกต. ไม่จำเป็นต้องรอให้พยานบุคคลยันคำให้การ 100% หรือปราศจากข้อสงสัย หากมีพยานแวดล้อม พยานเอกสาร โพยใบสั่ง เส้นทางการเงิน และกล้อง CCTV ที่เมื่อนำมารวมกันแล้ว “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริตในการเลือก หรือการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เกิดขึ้นจริง กกต. ย่อมมีหน้าที่และความชอบธรรมตามกฎหมายในการชี้มูลและส่งเรื่องไปศาลฎีกา พยานกลับคำ 1 ปาก ไม่มีผลทำให้สั่งยกคำร้องได้
4. ภาระหน้าที่ขององค์กรอิสระ (กกต.) กับการตรวจสอบทางการเมือง
กกต. มีหน้าที่ยื่นรายงานประจำปีต่อสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นกระบวนการตรวจสอบทางการเมือง (Political Accountability) ส่วนทางนิติศาสตร์ กกต. ในฐานะองค์กรไต่สวน มีหน้าที่ทำความจริงให้ปรากฏ (Search for Substantive Truth)
• ห้ามสรุปคดีแบบตื้นเขิน: กกต. จะอ้างเพียงว่า “พยานหลักเบิกความกลับคำ จึงไม่มีหลักฐานเพียงพอ” ไม่ได้ หากยังมีพยานบุคคลอีกหลายร้อยปากและพยานทางวิทยาศาสตร์/การเงินที่ยังไม่ได้ถูกทำลาย
• ความรับผิดทางอาญาของพยาน: หากพบว่าการกลับคำเป็นการให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน พยานปากดังกล่าวต้องถูกดำเนินคดีอาญาตาม ป.อ. มาตรา 172 เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง
สรุป
ในเชิงนิติศาสตร์ คดีฮั้ว สว. ตามข่าวนั้น “การกลับคำของพยานบุคคล 1 ปาก ไม่ใช่จุดจบของคดี” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ พ.ร.ป.สว. 2561 มาตรา 62 เปิดช่องให้ใช้มาตรฐาน “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า…” หากพนักงานสอบสวนหรือ กกต. รวบรวมพยานหลักฐานในลักษณะ “โครงข่ายพยาน” (Chain of Evidence) ทั้งเส้นทางการเงิน โพยใบสั่ง และกล้องวงจรปิดไว้อย่างสมบูรณ์ คำให้การกลับคำนั้นจะกลายเป็นเพียง Inconsistent Statement ที่ไม่มีน้ำหนัก และไม่สามารถหักล้างพยานวัตถุ พยานแวดล้อมกรณี และมาตรฐานตามกฎหมายเลือกตั้งได้เลย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
14ก.ย.ชี้ชะตา 'กระดานการเมือง' คดีฮั้ว สว.กำหนดทิศทางประเทศ
วันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้ ถือเป็นวันที่กำหนดทิศทางการเมืองของประเทศไทยอีกครั้ง หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะวินิจฉัยและลงมติคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
อดีตผู้พิพากษาฯ วิเคราะห์ปม 'สมัครผิดกลุ่ม' เปิดปริศนาเส้นแบ่งกลุ่ม 10
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาวิเคราะห์ 2 คดี สว.อำนาจเจริญ หลังศาลฎีการับไว้พิจารณา ชี้มีทั้งปมอำนาจฟ้อง
'ยิ่งชีพ' ขู่ถ้าไม่ฟ้องฮั้ว สว. ปล่อยแน่คำให้การแรก 'พยานรหัส 16'
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการ iLaw โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า คนที่ปล่อยเอกสาร
'พิสิษฐ์' นำทีม สว. รุมฟาด 'อดีตปธ.ศาลรธน.' ด้อยค่าวุฒิสภา
'พิสิษฐ์' นำทีม สว. รุมซัด 'นครินทร์' ดูหมิ่น ด้อยค่า ทำ สว. เสื่อมเสียชื่อเสียง ไร้หลักฐานหลังอ้าง 'มีชัย' ออกแบบวุฒิสภา คือความผิดพลาดทำความชอบธรรมทางการเมืองต่ำ
ชำแหละ! 2 ทางเดิน 7 เสือ กกต. 'พลีชีพ' หรือ 'เอาตัวรอด'
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "ตอนที่ 9 ของร้อนในมือ กกต. จะตัดสินใจอย่างไร"
รัฐบาลโต้ยิบปมทุนเทา เขากระโดง ฮั้วสว. โกงสอบท้องถิ่น หลัง 'สนธิ' จัดม็อบทวงคืนประเทศไทย
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงการณ์เคลื่อนไหวทางการเมือง เนื่องจากไม่พอใจการบริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา”

