
'วัส ติงสมิตร' วิเคราะห์ ผู้สมัครสว. กรอกประวัติไม่ตรงความจริง ถึงขั้นเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปีได้อย่างไร ถอดรหัสคดี 'นิ่มนวล' จบ ป.กศ. สูง แต่อ้าง 'ปริญญาตรี' ศาลชี้หลอกลวงให้ผู้สมัครคนอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติถือเป็นการทุจริต เป็นแนวบรรทัดฐานใหม่ของศาลฎีกาฯ
18 ก.ย. 2569- นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ กรอกประวัติไม่ตรงความจริง ถึงขั้นเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปีได้อย่างไร? ถอดรหัสคดี “นิ่มนวล” กับแนวบรรทัดฐานใหม่ของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีเนื้อหาดังนี้
กลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงสะเทือนในวงการการเมืองและการเลือกระดับชาติอีกครั้ง เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำพิพากษา (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 6/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 70/2569) ลงวันที่ 9 กันยายน 2569 สั่ง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ของ นางนิ่มนวล พฤกษ์ปัญญากุล ผู้สมัคร สว. กลุ่มที่ 13 (กลุ่มวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ นวัตกรรม หรืออื่น ๆ) อ.สตึก จ.บุรีรัมย์
คำถามที่ตามมาในสังคมคือ “แค่กรอกประวัติการศึกษากับประวัติการทำงานคลาดเคลื่อน ทำไมถึงโดนโทษหนักขนาดนี้?”
ย้อนรอยข้อเท็จจริง : เกิดอะไรขึ้นในคดี "นิ่มนวล"?
ในใบสมัคร (แบบ สว. 2) และแบบแนะนำตัวผู้สมัคร (แบบ สว. 3) นางนิ่มนวล ได้ระบุข้อมูลประวัติของตนเองไว้ว่า:
1. วุฒิการศึกษาสูงสุด: ปริญญาตรี สาขาเอกวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยครูบุรีรัมย์
2. ประวัติการทำงาน: เคยรับราชการ
แต่ความจริงที่ปรากฏจากการตรวจสอบของ กกต.:
• วุฒิการศึกษา: มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยืนยันว่าสำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตร วิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ. สูง) วิชาเอกวิทยาศาสตร์ทั่วไป ซึ่งเทียบเท่าเพียง "อนุปริญญา" ไม่ใช่ระดับปริญญาตรี
• ประวัติการทำงาน: โรงเรียนสตึก ยืนยันว่าเคยเป็นเพียง "ครูอัตราจ้าง" ในปี 2523–2524 (ระยะเวลา 2 ปี) ไม่เคยรับราชการเป็นข้าราชการแต่อย่างใด
*(เกร็ดประวัติศาสตร์: ขณะสำเร็จการศึกษาในปี 2522 สถาบันยังใช้ชื่อว่า "วิทยาลัยครูบุรีรัมย์" ก่อนเปลี่ยนเป็น "สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์" ในปี 2538 และ "มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์" ในปี 2547)*
ประเด็นสำคัญ: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีปริญญาตรี”
สิ่งที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจนคือ กฎหมายการเลือก สว. มิได้กำหนดให้ผู้สมัครทุกคนต้องจบระดับปริญญาตรี ดังนั้น การไม่มีวุฒิ ป.ตรี จึงไม่ทำให้ขาดคุณสมบัติโดยอัตโนมัติ
“ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ ผู้สมัครจบอะไร
แต่อยู่ที่ ผู้สมัครบอกความจริงเกี่ยวกับประวัติของตนเองหรือไม่”
เมื่อผู้สมัครนำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงไปใส่ในเอกสารแนะนำตัว (สว. 3) ศาลมองว่านี่คือการ “สร้างเกียรติคุณหรือประวัติการทำงานเท็จ” เพื่อหลอกลวงให้ผู้สมัครคนอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติและความสามารถ เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิชอบ (เพื่อให้ได้คะแนนเลือก) ซึ่งถือเป็นการ “ทุจริตในการเลือก” ที่ทำให้กระบวนการทั้งหมดขาดความสุจริตและเที่ยงธรรม
กลไกทางกฎหมาย: มาตรา 226, 62 และ 63 ทำงานอย่างไร?
การดำเนินคดีและการลงโทษในกรณีนี้ใช้ฐานบทกฎหมายร้อยเรียงกันอย่างมีระบบ:
• รัฐธรรมนูญ มาตรา 226: เป็นฐานอำนาจให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อพบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตในการเลือก
• พ.ร.ป. สว. มาตรา 62: เป็นบทลงโทษกรณี "ทุจริตในการเลือก" หากปรากฏว่ามีการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริต ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือสิทธิเลือกตั้ง
• พ.ร.ป. สว. มาตรา 63: เป็นบทจัดการกรณี "ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหลังประกาศผล" ซึ่งให้ กกต. ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า
จุดที่ต้องระวัง: ต้องแยก มาตรา 62 (การตัดสิทธิทางการเมืองโดยศาลฎีกา) ออกจาก มาตรา 77(4) ซึ่งเป็น "โทษทางอาญา" (จำคุก/ปรับ) ที่ต้องสู้คดีกันต่อในศาลอาญาด้วยมาตรฐานการพิสูจน์ที่เข้มงวดกว่า
คดี “นิ่มนวล” ไม่ได้เกิดขึ้นลำพัง: เทียบแนวคำพิพากษาบรรทัดฐาน
เมื่อเหลียวมองคดีอื่น ๆ จะพบว่าศาลฎีกาฯ วางมาตรฐาน "ความถูกต้องของข้อมูล (Data Integrity)" ไว้อย่างชัดเจนและเคร่งครัด:
1. คดีนายสุชิน คล้ายระย้า: อายุจริง 55 ปี แต่กรอกใน สว. 2 และ สว. 3 ว่าอายุ 60 ปี เพื่อข้ามไปลงสมัครกลุ่มผู้สูงอายุ ➔ โดนตัดสิทธิ 10 ปี
2. คดีนายวิเชียร ชัยสถาพร: กรอก สว. 3 ว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านการประหยัดพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม” ทั้งที่ไม่เคยได้รับแต่งตั้งจริง ➔ โดนตัดสิทธิ 10 ปี
3. คดี น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย (“หมอเกศ”): อ้างอิงตำแหน่งทางวิชาการ “ศาสตราจารย์” และใช้วุฒิการศึกษาที่ไม่ตรงความจริง ➔ โดนตัดสิทธิ 10 ปี
บทสรุปและคำถามชวนคิดในอนาคต
เนื่องจากระบบเลือก สว. เป็นระบบ "ผู้สมัครเลือกกันเอง" (Peer Voting) เอกสารแนะนำตัว (สว. 3) จึงเป็นสิ่งเดียวที่ผู้สมัครใช้ประเมินกันและกัน การโกหกประวัติจึงเปรียบเหมือนการใส่ข้อมูลเท็จลงในระบบการลงคะแนน
คดีนี้ยกระดับความหมายของคำว่า "สุจริตและเที่ยงธรรม" ว่าไม่ได้หมายถึงแค่การ ไม่ซื้อเสียง หรือ ไม่ฮั้วกัน เท่านั้น แต่รวมถึง "ความซื่อสัตย์ของข้อมูลตัวตน" ด้วย
โจทย์สำคัญที่สังคมต้องติดตามต่อ:
ศาลจะตีเส้นแบ่งอย่างไรระหว่าง "ความผิดพลาดโดยบริสุทธิ์ใจ/ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการกรอกแบบฟอร์ม" กับ "เจตนาทุจริตเพื่อสร้างความได้เปรียบในการเลือก" ในคดีต่อๆ ไป?
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เดือดแน่! จับตาเสวนา 'คดีฮั้ว ส.ว' ปรมาจารย์ด้านกฎหมายแท็กทีม ฮือฮา 'สิทธิโชติ' ร่วมด้วย
ราชบัณฑิตยสภา จัดเสวนา 'คดีฮั้ว ส.ว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้' 30 ก.ย.นี้ ฮือฮา 'สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย' ร่วมด้วย ปรมาจารย์ด้านกฎหมายร่วมเสวนาอีกเพียบ ทั้ง 'จรัญ ภักดีธนากุล -วัส ติงสมิตร- วิชา มหาคุณ'
ศาลฎีกายังไม่มีคำสั่งเรื่องคำฟ้อง สว.สำรอง ค้านมติ กกต.
นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวศาลฎีกายังไม่มีคำสั่งใดๆในเรื่องของคำฟ้อง แต่เป็นการรับเรื่องทางธุรการเพื่อให้ศาลพิจารณาตามขั้นตอนต่อไปเท่านั้น
ไม่พลาด! สว.สำรอง ร้องศาลฎีกา ขอไต่สวนมติ กกต. ยกคำร้องคดีฮั้ว สว.
กลุ่ม สว.สำรอง ยื่นฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ค้านมติ กกต. ยกคำร้องคดีฮั้ว สว. ชี้พิจารณาไม่รอบด้าน ขอสั่งทบทวนคำวินิจฉัยคดีฮั้วใหม่ทั้งระบบ
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสชี้คดีฮั้ว สว.อาจอยู่ที่การให้ศาลค้นหาความจริง!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
'โบว์' ชี้ถ้ายึดแนวคำตัดสินศาลฎีกาฯ ผู้สมัคร สว. แลกคะแนนกัน เป็นความผิด ควรโมฆะทั้งหมด
ด้วยกติกาแบบนี้ ที่มา สว. จึงไม่มีความชอบธรรม ยังไม่ต้องนับเรื่องการใช้อำนาจ แต่ที่ สว. ยังทำงานกันได้อยู่ เพราะ กกต.ชุดปัจจุบันมีความเห็นเรื่องการแลกคะแนน ต่างจากศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสกระตุก 'โสภณ' ปมน้องครูใหญ่สุ่มเสี่ยงเป็นการประวิงเวลา!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

