อดีตผู้พิพากษาอาวุโสกระตุก 'โสภณ' ปมน้องครูใหญ่สุ่มเสี่ยงเป็นการประวิงเวลา!

10 ก.ย.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “จาก คปท. ถึงดุลพินิจ "โสภณ ซารัมย์": เมื่อ "การกลั่นกรอง" สุ่มเสี่ยงกลายเป็น "การประวิงเวลา" และภาระความรับผิดชอบตามกฎหมาย” ระบุว่า ข่าวการเคลื่อนไหวของ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล ที่บุกยื่นหนังสือถึง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 เพื่อทวงถามความคืบหน้าการส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาให้ตั้ง "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" ตรวจสอบการประพฤติมิชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีมีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้กลายเป็นจุดชนวนแฉให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของกลไกตรวจสอบถ่วงดุลในรัฐธรรมนูญไทยอีกครั้ง

เมื่อย้อนกลับไปมองข้อเท็จจริง สมาชิกรัฐสภา (ทั้ง สส. ฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และ สว. กลุ่มอิสระ) ได้ร่วมกันเข้าชื่อตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ยื่นต่อประธานรัฐสภามาตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 แต่เวลาผ่านพ้นไปกว่า 3 เดือน เรื่องดังกล่าวยังคงติดค้างอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาภายใน โดยมีการอ้างว่าอยู่ระหว่างการทำงานของ "คณะกรรมการกลั่นกรอง" ที่ประธานรัฐสภาแต่งตั้งขึ้น

1."เหตุอันควรสงสัย" ตามมาตรา 236: ขอบเขตดุลพินิจ หรือ การใช้อำนาจเกินขอบเขต?

ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า หากสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ยื่นคำร้องพร้อมหลักฐาน ให้ประธานรัฐสภาพิจารณาว่า "หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา" ให้เสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ

ความหมายและขอบเขตทางกฎหมายของประโยคนี้ มีหลักการที่ต้องแยกออกจากกันให้เด็ดขาด:

• หน้าที่ประธานรัฐสภา (Gatekeeper): ทำหน้าที่เพียงตรวจสอบเงื่อนไขทางธุรการ ความครบถ้วนของรายชื่อ และเช็กในระดับ "มีเหตุอันควรสงสัย" (Reasonable Suspicion) ว่าคำร้องมีมูลเบื้องต้นหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องถึงขั้นพิสูจน์จนสิ้นสงสัย

• หน้าที่คณะผู้ไต่สวนอิสระ (Adjudicator): เป็นผู้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญในการไต่สวนหาข้อเท็จจริง ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และลงลึกในรายละเอียดของคดี

คำชี้แจงจากที่ปรึกษาประธานรัฐสภาที่ว่า "ช้าและถูกต้องถูกระเบียบ ดีกว่าเร่งดำเนินการแล้วเสียหาย" จึงนำมาสู่คำถามใหญ่ว่า คณะกรรมการกลั่นกรองกำลังทำอะไรอยู่?

หากคณะกรรมการชุดดังกล่าวทำการตรวจสอบเพียงแค่ความถูกต้องของเอกสารและฐานอำนาจ ย่อมใช้เวลาไม่นาน แต่หากลงลึกถึงขั้นชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึก หรือวินิจฉัยความถูกผิดของ ป.ป.ช. เสียเอง ก็เท่ากับว่าคณะกรรมการกลั่นกรองกำลัง "ก้าวล่วงใช้อำนาจเกินขอบเขต (Ultra Vires)" ไปทำหน้าที่ของคณะผู้ไต่สวนอิสระใช่หรือไม่?

ยิ่งไปกว่านั้น คดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยามไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่มีฐานพยานหลักฐานเชิงลึกและเส้นทางการเงินที่ ศาลรัฐธรรมนูญเคยวางบรรทัดฐานไว้แล้วในคำวินิจฉัยที่ 1/2567 การอ้างว่าต้องใช้เวลามากกว่า 3 เดือนเพื่อพิจารณาว่า "มีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่" จึงเป็นระยะเวลาที่ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนอย่างยิ่ง

2. ความรับผิดชอบ (Accountability) ของ "โสภณ ซารัมย์": ทั้งทางการเมืองและทางอาญา

การประวิงเวลาในกรณีนี้ไม่ได้กระทบเพียงแค่เกียรติภูมิของรัฐสภา แต่ยังผูกพันถึงภาระความรับผิดชอบของ นายโสภณ ซารัมย์ ใน 2 มิติสำคัญ:

1)ความรับผิดชอบต่อตำแหน่งประธานรัฐสภา (Conflict of Interest)
นายโสภณ ซารัมย์ ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา โดยมีความสัมพันธ์สังกัดพรรคการเมืองเดียวกับ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ (พรรคภูมิใจไทย) การดึงเรื่องไว้นานกว่า 3 เดือนโดยไม่มีการเปิดเผยองค์ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรอง ไม่เปิดเผยขอบเขตหน้าที่ และไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน ย่อมทำให้สังคมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสงสัยว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อ "ช่วยเหลือพวกพ้อง" และตัดตอนกระบวนการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ

2) ความรับผิดชอบทางอาญาและจริยธรรม (Legal Liabilities)
หากประธานรัฐสภาใช้อำนาจดุลพินิจโดยอ้างคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อหน่วงรั้ง หรือมีเจตนาปัดตกคำร้องโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรทางกฎหมาย ทั้งที่มีพยานหลักฐานและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปรากฏชัดเจน การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่าย:

• ความผิดฐานปฏิบัติหรือเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157): หากถูกพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้อำนาจเพื่อถ่วงเวลาหรือช่วยเหลือผู้ถูกร้อง

• การฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง: ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิทางการเมืองในอนาคต

3. ทางออกเชิงสถาบัน: "ความโปร่งใสคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด"

สิ่งที่สังคมและ คปท. เรียกร้องในวันนี้ ไม่ใช่การบีบบังคับให้ประธานรัฐสภา "รีบส่งเรื่องโดยไม่ตรวจสอบ" แต่คือการเรียกร้อง ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ (Transparency & Accountability) ในการใช้อำนาจดุลพินิจ
หากประธานรัฐสภาและคณะกรรมการกลั่นกรองบริสุทธิ์ใจในการปฏิบัติหน้าที่ สิ่งที่ต้องทำทันทีเพื่อสลายข้อครหาคือ:

1.เปิดเผยรายชื่อ คณะผู้ทรงคุณวุฒิและองค์ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรอง
2. เปิดเผยขอบเขตอำนาจ ให้ชัดเจนว่าตรวจเฉพาะความสมบูรณ์ทางกฎหมาย ไม่ได้ไต่สวนแข่งกับคณะผู้ไต่สวนอิสระที่ประธานศาลฎีกาจะตั้งต่อไป
3. กำหนดกรอบเวลา (Timeline) ที่ชัดเจนในการลงมติว่าจะส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่
ความล่าช้าที่มีเหตุผลและตรวจสอบได้ คือ ความรอบคอบ

แต่ความล่าช้าที่ไม่เปิดเผยขั้นตอน ไร้กรอบเวลา และเงียบหาย คือ การประวิงเวลา ถึงเวลาแล้วที่ประธานรัฐสภาต้องเร่งใช้อำนาจตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ เพื่อพิสูจน์ว่าสถาบันนิติบัญญัติแห่งนี้ทำหน้าที่เพื่อรักษานิติรัฐ ไม่ใช่กลไกคุ้มกันพวกพ้องทางการเมือง! อ่านต้นฉบับ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'โสภณ' วางพวงมาลา ถวายราชสักการะฯ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาในนาม “สภาผู้แทนราษฎร” ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช 2569

'ปธ.สภาฯ' ปัดเตือน 'โรม' ปมกล่าวหาบัญชีทรัพย์สิน 'สส.ไอเดียร์' ผิดปกติ บอกไม่ใช่หน้าที่

‘โสภณ’ ปัดตักเตือน ‘โรม’ ปมกล่าวหาทรัพย์สิน ‘สุชาดา’ แต่ไม่เปิดหลักฐาน ชี้ ไม่ใช่หน้าที่ประธานสภา

อดีตผู้พิพากษาอาวุโส วิเคราะห์ 'ทักษิณ' ดิ้นสู้คดีภาษีหุ้นชินฯ หนีถูกตราหน้า 'บุคคลล้มละลาย'

วัส ติงสมิตร วิเคราะห์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้าน จากคำพิพากษาศาลฎีกา สู่ชนวนฟ้องล้มละลาย ‘ทักษิณ ชินวัตร’

'อดีตผู้พิพากษาฯ' ชี้ 'ก่อแก้ว' กล่าวหาผู้อื่นจิตใจต่ำกว่ามนุษย์ ข้ามเส้นติชมโดยสุจริต สู่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

วัส ติงสมิตร ชี้ 'ก่อแก้ว' โพสต์กล่าวหาผู้อื่นว่า 'มีจิตใจต่ำกว่ามนุษย์' ถือเป็นการข้ามเส้นการติชมโดยสุจริต