แดดเป็นของฟรี แต่แผงโซลาร์เซลล์ไม่ฟรี! "เจ้าคุณโซลาร์เซลล์" ออกโรงเตือนรัฐบาลปมนโยบายแจกเงินอุดหนุนโซลาร์ 2 ล้านครัวเรือน หลังละ 50,000 บาท ชี้รัฐกู้เงินแสนล้านมาแจกอาจสร้างภาระหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนพ่วงโครงข่ายไฟฟ้า หวั่นนโยบายช่วยชาวบ้านกลายเป็นภาระหนี้สามชั้น
17 ตุลาคม 2569 - พระปัญญาวชิรโมลี (นพพร ธีรปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ก่อตั้งโรงเรียนศรีแสงธรรม หรือ โรงเรียนเสียดายแดด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "เจ้าคุณโซลาร์เซลล์" โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า หนักกว่ารถเกี่ยวข้าว EV ไหม? แจกโซลาร์หลังละ 5 หมื่น หากขยายถึง 2 ล้านหลัง รัฐต้องใช้แสนล้าน! ชาวบ้านจะรวยไม่ไหว หรือใช้หนี้ไม่ไหวกันแน่?
อาตมาสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์มาตลอด เพราะเห็นว่าแสงแดดเป็นทรัพยากรที่ประเทศไทยมีอยู่มาก สามารถนำมาผลิตไฟฟ้าเพื่อลดค่าใช้จ่าย และช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้จริง
แต่เมื่อทราบแนวคิดของรัฐบาลที่จะส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน โดยอุดหนุนค่าติดตั้งครัวเรือนละ 50,000 บาท อาตมากลับรู้สึกเป็นห่วง
นโยบายนี้กำลังช่วยประชาชนแก้วิกฤตพลังงาน หรือกำลังสร้างภาระหนี้ให้ประชาชนมากขึ้น?
จากเป้าหมายเบื้องต้น 1 ล้านครัวเรือน มีการเสนอขยายเป็น 1.5 ล้านครัวเรือน พร้อมเสนอขอใช้เงินกู้เพื่ออุดหนุนค่าติดตั้งสูงสุด 75,000 ล้านบาท หากในอนาคตขยายไปถึง 2 ล้านครัวเรือน และยังอุดหนุนหลังละ 50,000 บาท ก็จะต้องใช้เงินถึง 100,000 ล้านบาท
ขอย้ำว่า ตัวเลข 100,000 ล้านบาท เป็นเพียงการคำนวณสมมติฐานหากขยายโครงการ ไม่ใช่วงเงินที่รัฐบาลอนุมัติแล้ว
สิ่งที่อาตมาเป็นห่วงมีอยู่ 6 เรื่อง
1. รัฐบาลกู้เงินมาแจก แล้วใครใช้หนี้?
หากรัฐบาลนำเงินกู้มาอุดหนุนค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์ เงินที่ให้ประชาชนครัวเรือนละ 50,000 บาท เป็นเงินอุดหนุนให้เปล่าตามแนวทางที่เสนอ ไม่ใช่เงินที่ประชาชนต้องผ่อนคืนให้รัฐบาล แต่เงินที่รัฐบาลกู้มาไม่ได้หายไปไหน
ประชาชนทั้งประเทศยังต้องร่วมรับภาระหนี้สาธารณะ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยผ่านระบบการคลังของประเทศ
จึงต้องถามว่า เงินหลายหมื่นล้านบาทที่ใช้ไป จะช่วยลดต้นทุนพลังงานของประเทศได้มากเพียงใด? คุ้มค่ากับภาระหนี้สาธารณะหรือไม่? และเหตุใดรัฐบาลจึงต้องใช้เงินกู้จำนวนมหาศาล เพื่ออุดหนุนการลงทุนที่ประชาชนบางส่วนอาจมีความพร้อมจะลงทุนเองอยู่แล้ว?
2. ชาวบ้านได้เงิน 50,000 บาท แต่อาจต้องกู้เพิ่มอีก 100,000 บาท
สมมติว่าติดตั้งโซลาร์เซลล์หลังละ 150,000 บาท รัฐอุดหนุน 50,000 บาท เจ้าของบ้านยังต้องหาเงินอีก 100,000 บาท คนมีเงินออมอาจลงทุนได้โดยไม่เดือดร้อน แต่คนที่ไม่มีเงินก้อนอาจต้องกู้ธนาคาร
ยิ่งมีข่าวว่ารัฐบาลเตรียมให้ธนาคารของรัฐสนับสนุนสินเชื่อ และอาจใช้รายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินมาหักชำระหนี้โดยอัตโนมัติ อาตมายิ่งอยากเห็นรายละเอียดให้ชัดเจน เพราะการขายไฟฟ้าไม่ได้หมายความว่าจะมีรายได้มากพอผ่อนหนี้เสมอไป
ขณะนี้รัฐบาลกำหนดแนวทางรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินแบบ Net Billing ในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 20 ปี แต่ไฟฟ้าที่ผลิตได้แต่ละบ้านไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาดระบบ แสงแดด การใช้ไฟฟ้าในบ้าน และสภาพอุปกรณ์ รัฐบาลควรแสดงตัวอย่างให้ประชาชนเห็นว่า หากกู้เงิน 100,000 บาท จะต้องผ่อนเดือนละเท่าไร? ขายไฟฟ้าได้เดือนละเท่าไร? ประหยัดค่าไฟได้เดือนละเท่าไร?
เมื่อหักดอกเบี้ย ค่าบำรุงรักษา และค่าเปลี่ยนอุปกรณ์แล้ว จะเหลือประโยชน์สุทธิเท่าไร?
ที่สำคัญ หากรายได้ขายไฟไม่พอหักชำระหนี้ ชาวบ้านต้องหาเงินส่วนที่ขาดมาจ่ายเองหรือไม่? ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้ กับชวนให้ชาวบ้านก่อหนี้ เป็นคนละเรื่องกัน
3. หากช่วย 2 ล้านครัวเรือน แล้วอีก 24 ล้านครัวเรือนได้อะไร?
ประเทศไทยมีครัวเรือนประมาณ 26 ล้านครัวเรือน หากสมมติว่ารัฐบาลขยายโครงการเป็น 2 ล้านครัวเรือน และใช้งบอุดหนุน 100,000 ล้านบาท อีกประมาณ 24 ล้านครัวเรือนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการจะได้รับประโยชน์อย่างไร?
คนเช่าบ้าน คนไม่มีหลังคาเป็นของตนเอง คนยากจนที่ไม่มีเงินลงทุน และคนที่กู้ธนาคารไม่ได้ จะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร? แม้รัฐบาลเปิดทางให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนพื้นดินและผิวน้ำได้ด้วย แต่ปัญหาเรื่องเงินลงทุนและการเข้าถึงสิทธิของคนรายได้น้อยก็ยังเป็นคำถามสำคัญ
ถ้ารัฐบาลบอกว่าการเพิ่มโซลาร์เซลล์จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศ ก็ควรแสดงให้เห็นว่าประชาชนที่ไม่ได้ติดตั้งจะได้รับประโยชน์จริงเท่าไร เงินกู้เป็นภาระของคนทั้งประเทศ ผลประโยชน์จากเงินกู้ก็ควรตกถึงคนทั้งประเทศ
4. การไฟฟ้าทั้งสามแห่งจะต้องแบกรับภาระเพิ่มหรือไม่?
เมื่อมีโซลาร์เซลล์นับล้านครัวเรือน และมีการส่งไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบ การไฟฟ้าทั้งสามแห่ง ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะต้องร่วมกันบริหารระบบไฟฟ้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
ทั้งการรักษาสมดุลกำลังผลิต การควบคุมแรงดันไฟฟ้า การรับไฟฟ้าไหลย้อน การติดตั้งมิเตอร์ และการปรับปรุงโครงข่ายในพื้นที่ที่จำเป็น
ต้นทุนเหล่านี้ใครเป็นผู้จ่าย? หากการไฟฟ้าต้องลงทุนเพิ่ม จะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนทั่วไปหรือไม่? อาตมาไม่ได้บอกว่าโซลาร์เซลล์สร้างภาระเสมอไป เพราะโซลาร์ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง และอาจช่วยลดต้นทุนบางส่วนของระบบไฟฟ้าได้เช่นกัน แต่รัฐบาลควรเปิดเผยผลการศึกษาว่า เมื่อหักผลประโยชน์ออกจากต้นทุนทั้งหมดแล้ว ประเทศได้ประโยชน์สุทธิเท่าไร และใครเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายส่วนใด
5. ชาวบ้านขายไฟฟ้าได้ ต้องเสียภาษีหรือไม่?
รัฐบาลควรชี้แจงด้วยว่า หากประชาชนขายไฟฟ้าส่วนเกินแล้วมีรายได้ จะต้องนำรายได้นั้นไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ มีเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นอย่างไร เพราะรายรับจากการขายไฟฟ้าไม่ได้หมายความว่าเป็นกำไรทั้งหมด ยังมีต้นทุนค่าติดตั้ง ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าบำรุงรักษา และค่าเปลี่ยนอุปกรณ์ในอนาคต
สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับค่าติดตั้ง กับภาษีจากรายได้ขายไฟฟ้า ก็เป็นคนละเรื่องกัน
ประชาชนควรทราบภาระที่แท้จริงก่อนตัดสินใจลงทุน ไม่ใช่เห็นเพียงตัวเลขรายได้ที่คาดว่าจะได้รับ
6. ทำไมไม่ศึกษา Net Metering แทนการกู้เงินมาแจก?
นี่คือข้อเสนอที่อาตมาอยากให้รัฐบาลศึกษาอย่างจริงจัง ปัจจุบันรัฐบาลเลือกใช้ระบบ Net Billing คือให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองก่อน แล้วขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบในราคาที่กำหนด ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย
แต่ยังมีอีกแนวทางหนึ่งคือ Net Metering ที่เปิดให้ประชาชนนำหน่วยไฟฟ้าส่วนเกินที่ส่งเข้าระบบมาหักลบกับหน่วยไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้า ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งสองระบบไม่เหมือนกัน และมีผลต่อความคุ้มค่าของผู้ลงทุนต่างกัน
อาตมาอยากให้รัฐบาลศึกษาเปรียบเทียบว่า หากปรับกติกาให้ประชาชนได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรม จะมีประชาชนจำนวนเท่าไรที่พร้อมลงทุนติดตั้งเอง โดยไม่ต้องรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล
ส่วนคนยากจนที่ไม่มีทุน รัฐบาลก็ค่อยนำเงินไปช่วยเหลืออย่างตรงจุด แน่นอนว่า Net Metering ต้องออกแบบให้การไฟฟ้าได้รับค่าบริการโครงข่ายอย่างเหมาะสม ไม่ผลักต้นทุนไปให้ประชาชนที่ไม่ได้ติดโซลาร์เซลล์ และไม่ทำให้ระบบไฟฟ้าขาดความมั่นคง
แต่ก่อนจะตัดสินใจกู้เงินมาแจกหลายหมื่นล้านบาท รัฐบาลควรเปรียบเทียบให้ชัดว่าระหว่างการแจกเงินหลังละ 50,000 บาท กับการปรับกติกาให้ประชาชนลงทุนเอง วิธีใดช่วยเพิ่มพลังงานสะอาดได้มากกว่า โดยใช้เงินสาธารณะน้อยกว่า?
อาตมาไม่ได้คัดค้านโซลาร์เซลล์ แต่เป็นห่วงวิธีใช้เงิน อาตมาอยากเห็นประชาชนมีโซลาร์เซลล์ใช้ มีค่าไฟฟ้าลดลง และมีโอกาสสร้างรายได้จากพลังงานสะอาด แต่ไม่อยากเห็นนโยบายช่วยเหลือประชาชนกลายเป็นภาระหนี้สามชั้น
ชั้นแรก — หนี้ของรัฐบาล
รัฐบาลกู้เงินมาอุดหนุน และประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมรับภาระหนี้สาธารณะ
ชั้นที่สอง — หนี้ของชาวบ้าน
ชาวบ้านบางส่วนต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ และต้องผ่อนชำระหนี้เป็นเวลาหลายปี โดยยังไม่แน่ว่ารายได้ขายไฟจะเพียงพอหรือไม่
ชั้นที่สาม — ต้นทุนระบบไฟฟ้า
การไฟฟ้าทั้งสามแห่งอาจต้องลงทุนรองรับระบบเพิ่มเติม และต้นทุนบางส่วนอาจส่งต่อไปถึงผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ
ถ้ารัฐบาลมีผลการศึกษาว่าการอุดหนุนแบบนี้คุ้มค่าที่สุด ก็ขอให้เปิดเผยต่อประชาชน แต่ถ้าการปรับกติกาสามารถทำให้ประชาชนลงทุนเองได้ โดยรัฐใช้เงินน้อยกว่า ก็ควรพิจารณาทางเลือกนั้นก่อน
รัฐบาลควรใช้เงินกู้สร้างสิ่งที่ประชาชนลงทุนเองไม่ได้ มากกว่านำเงินกู้ไปแจกในสิ่งที่ประชาชนจำนวนหนึ่งพร้อมจะลงทุนเองอยู่แล้ว แดดเป็นของฟรี แต่แผงโซลาร์เซลล์ไม่ฟรี เงินกู้มีดอกเบี้ย และหนี้สาธารณะมีต้นทุน
อย่าให้ความหวังว่าจะช่วยชาวบ้านลดค่าไฟ จนประกาศกันว่า “รวยไม่ไหวแล้ว” ที่ได้ย้นบ่อย ๆ
สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า “ใช้หนี้ไม่ไหวแล้ว!” เพราะนอกจากหนี้ของรัฐบาล ยังอาจมีหนี้ของชาวบ้าน และภาระต้นทุนระบบไฟฟ้าตามมาอีก
ห่วงบ้านเมืองกันบ้างไหม? หรือว่าอาตมาคิดมากไปเอง?
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'หมอวรงค์' จี้ 'สุริยะ' ตอบ 7 ข้อสงสัย ปมจัดซื้อรถเกี่ยวข้าว EV งบ 8 พันล้าน
นพ.วรงค์ ออกโรงจี้ "สุริยะ" เคลียร์ 7 ข้อสงสัยจัดซื้อรถเกี่ยวข้าวไฟฟ้าวงเงิน 8,000 ล้าน ก่อนปล่อยให้ทุ่งนาไทยกลายเป็นสุสานเครื่องจักรไร้ค่า
อย่าเสียค่าโง่ซ้ำซาก! อดีตสว.สมชาย ชวนประชาชนตรวจสอบ ซื้อรถเกี่ยวข้าวอีวี งบ 8 พันล้าน
นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า รัฐบาลไทยเก่งจริงเรื่องใช้หรือ ผลาญ?งบประมาณแผ่นดิน ต้องตรวจสอบกันมั้ยครับ ว่า จะรวยไม่ไหวแล้วกันแค่ไหน
เจ้าคุณโซลาร์เซลล์ ชำแหละยิบ 'รถเกี่ยวข้าว EV' งบ 8 พันล้าน คุ้มค่าเงินกู้จริงหรือ
พระปัญญาวชิรโมลี ตั้งข้อสังเกตกรณี รมว.เกษตรฯ เตรียมของบ 8,000 ล้านบาท จัดหารถเกี่ยวข้าวไฟฟ้า 500 คัน ชี้ตัวเลขประหยัด 10,000 ล้านบาทยังคลุมเครือ ชี้สมมติฐานการใช้งานและตัวเลขความคุ้มค่าตลอด 14 ปีมีจุดที่ต้องเคลียร์ พร้อมจี้รัฐเปิด
'ชาวนาขอนแก่น' ไม่เห็นด้วย รัฐบาลจะซื้อรถเกี่ยวข้าวอีวี แนะช่วยค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ1พันดีกว่า
'ชาวนาขอนแก่น' ไม่เห็นด้วย รัฐบาลจะใช้งบฯ8พันล้าน ซื้อรถเกี่ยวข้าว-รถไถอีวี คันละ 16 ล้าน 500 คัน ชี้แก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด หวั่นมีปัญหาด้านการใช้งานตามมา ควรตั้งกองทุนช่วยเหลือน้ำมันหรือค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ 1พันบาท ดีกว่า พร้อมแนะหากทำไม่ได้ให้ดู 'ลุงตู่' เป็นตัวอย่าง
แคนดิเดตนายกฯ พรรคส้มเพิ่งตื่น! บอกเงินกู้ทำไทยช่วยไทยพลัสหวังผลการเมือง-เรียกคะแนนนิยม
'วีระยุทธ' ซัด 'รัฐบาล' ใช้เงินกู้ 2 แสนล้าน อัดฉีด 'ไทยช่วยไทยพลัส' หวังผลการเมือง-เรียกคะแนนนิยม มากกว่าช่วยเหลือประชาชนแบบพุ่งเป้า ชี้กู้เงินมาแก้วิกฤตพลังงานควรเน้นที่เกษตร-ประมง-ขนส่ง

