
20 ต.ค.2569-นิคกี้ – ธิดารัตน์ เจริญวุฒิ เจ้าของเพจ Beauty Investor ติดตามเทรนด์การเงิน การลงทุน และภาวะเศรษฐกิจ ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1.6 แสนคน โพสต์ข้อความว่า ภาพฝรั่งเศสวันนี้คือ พรีวิว ของไทยในวันหน้า
สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้นิคกี้อยากชวนดูหนังตัวอย่างเรื่องหนึ่งค่ะ ไม่ใช่หนังฮอลลีวูด แต่เป็นหนังที่กำลังฉายอยู่ที่กรุงปารีสในสัปดาห์นี้ และวันที่ 20 ตุลาคม สภาฝรั่งเศสจะโหวตงบประมาณภาคแรกของปี 2027 ท่ามกลางการประท้วงค่าครองชีพที่ลามเป็นจลาจลในหลายเมืองช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ดอกเบี้ยพันธบัตรที่ขึ้นไปสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี และรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไม่มีใครรู้ว่าจะอยู่ถึงสิ้นเดือนไหม ส่วนวันที่ 23 ตุลาคม Moody’s มีกำหนดทบทวนเรตติ้งที่ตอนนี้ยังเป็น Aa3 แนวโน้มลบ
ทำไมคนไทยต้องสนใจคะ
เพราะถ้าเอาสาเหตุที่ทำให้ฝรั่งเศสเดินมาถึงจุดนี้มาวางเรียงกัน ทุกคนจะเห็นว่ามันคือเส้นทางเดียวกับที่ไทยกำลังทำอยู่ตอนนี้ค่ะ
หนี้สูงขึ้นทุกปี ขาดดุลเกินเกณฑ์มาหลายปี กู้มาแจกเพื่อประคองเศรษฐกิจ สวัสดิการที่แตะไม่ได้ และภาษีที่ไม่มีใครกล้าขึ้น คุ้นกันไหมล่ะ
ความต่างมีอยู่สองเรื่องค่ะ เรื่องแรกคือฝรั่งเศสเดินมาถึงปลายทางแล้ว ส่วนไทยยังอยู่ระหว่างทาง เรื่องที่สองสำคัญกว่าและนิคกี้จะเก็บไว้พูดตอนท้าย เพราะมันคือเหตุผลที่ไทยอาจเจ็บหนักกว่าฝรั่งเศสด้วยซ้ำ ทั้งที่ตัวเลขหนี้ของเราดูดีกว่าเยอะค่ะ
ฉากสุดท้ายของฝรั่งเศส ตลาดพันธบัตรเลิกเชื่อแล้ว
เริ่มที่ตัวเลขกันก่อนค่ะ หนี้สาธารณะฝรั่งเศส ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ 3.60 ล้านล้านยูโร หรือ 119% ของ GDP สูงเป็นประวัติการณ์ และเป็นอันดับสามของสหภาพยุโรปรองจากกรีซกับอิตาลี ส่วนขาดดุลปีนี้รัฐบาลประเมินไว้ที่ 5.4% ของ GDP ซึ่งเกินเกณฑ์ 3% ของสหภาพยุโรปเกือบเท่าตัว
ที่ตลาดเริ่มทนไม่ไหวคือเรื่องดอกเบี้ยค่ะ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศส 10 ปีที่เรียกกันว่า OAT ขึ้นไปแตะราว 4.96% เมื่อต้นเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000
ส่วนต่างระหว่าง OAT กับพันธบัตรเยอรมนีถ่างกว้างไปถึงราว 147 ถึง 160 basis points ตามรายงานของ Reuters ซึ่งกว้างที่สุดตั้งแต่ปี 2012 ก่อนจะแคบลงมาเหลือราว 137 basis points เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม
และที่น่าอายที่สุดสำหรับประเทศที่เคยเป็นเสาหลักของยูโรโซนคือ ช่วงนี้ฝรั่งเศสต้องกู้แพงกว่าอิตาลี ทั้งที่อิตาลีมีหนี้ต่อ GDP สูงกว่าและเรตติ้งต่ำกว่าค่ะ
ภาระดอกเบี้ยวิ่งเร็วจนน่ากลัวค่ะ รัฐบาลฝรั่งเศสเองประเมินว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจะเพิ่มจาก 64.7 พันล้านยูโรในปี 2025 เป็น 79.2 พันล้านยูโรในปี 2026 และ 91.2 พันล้านยูโรในปี 2027 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นราว 41% ภายในสองปี
เหตุผลง่ายมากค่ะ หนี้เก่าที่เคยกู้ตอนดอกเบี้ยเกือบศูนย์ทยอยครบกำหนด และรัฐบาลต้องออกหนี้ใหม่มาแทนในต้นทุนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นไปตามประมาณการ ปีหน้ารัฐบาลฝรั่งเศสจะจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ยราววันละ 250 ล้านยูโรเลยทีเดียวค่ะ
รัฐบาล Lecornu เสนองบปี 2027 ที่ต้องหาเงินรวม 54 พันล้านยูโรจากการตัดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ เพื่อลดขาดดุลจาก 5.4% เหลือ 5% ของ GDP ฟังดูเยอะใช่ไหมคะ แต่ Stéphane Colliac นักเศรษฐศาสตร์จาก BNP Paribas ให้ตัวเลขที่นิคกี้อยากให้ทุกคนจำไว้
เขาประเมินว่าต่อให้ทำได้ครบทุกอย่างตามแผน หนี้ฝรั่งเศสก็ยังขึ้นไปที่ 121% ของ GDP ในปี 2027 และจะทรงตัวได้ก็ที่ราว 124% ในปี 2032 พูดง่ายๆ คือแผนที่กำลังทำให้คนออกมาเผารถบนถนน เป็นแผนที่แค่ทำให้หนี้หยุดโต ไม่ใช่แผนที่ทำให้หนี้ลดลงในระยะที่มองเห็นค่ะ
5 นายกฯ ใน 2 ปี ไม่มีใครยอมจ่ายต้นทุนการเมือง
ที่นิคกี้อยากให้ดูไม่ใช่ตัวเลข แต่คือการเมืองค่ะ Macron เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 5 คนในเวลาไม่ถึง 2 ปี นับตั้งแต่ยุบสภาเมื่อกลางปี 2024 ทุกคนที่มาหลังจากนั้นได้รับโจทย์เดียวกันคือลดขาดดุล และต้องพ้นตำแหน่งไปทีละคนเพราะสภาที่ไม่มีเสียงข้างมากไม่ยอมรับแผนรัดเข็มขัดค่ะ
Bayrou เสนอตัดรายจ่าย 43.8 พันล้านยูโร ยกเลิกวันหยุดราชการสองวัน และแช่แข็งบำนาญ แล้วแพ้โหวตไว้วางใจในสภาเมื่อ 8 กันยายนปีที่แล้ว สองวันต่อมาขบวนการ Bloquons tout ก็นัดชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศต่อต้านแผนเดียวกันนั้น ความขัดแย้งเรื่องการคลังจึงระเบิดทั้งในสภาและบนถนนพร้อมกัน จากนั้น Fitch ก็ลดเรตติ้งฝรั่งเศสเหลือ A+ ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยให้เหตุผลว่าการเมืองไม่มั่นคงและหนี้พอกพูน
และนี่คือจุดที่เหมือนไทยที่สุดค่ะ ทุกคนในปารีสรู้ว่าต้องทำอะไร นักเศรษฐศาสตร์เขียนรายงานบอกเป็นสิบปีแล้ว แต่ไม่มีรัฐบาลไหนอยากเป็นคนจ่ายต้นทุนการเมือง เพราะใครทำคนนั้นแพ้เลือกตั้ง สุดท้ายคนที่ตัดสินใจแทนทุกคนก็คือตลาดพันธบัตร ซึ่งไม่ต้องลงเลือกตั้งและไม่สนว่าใครจะเดือดร้อน
ที่เหมือนอีกอันคือ เปลี่ยนนายกฯ บ่อย 555
ไทยกำลังเดินซ้ำรอยข้อต่อข้อ
ทีนี้มาดูบ้านเรากันค่ะ ข้อมูลล่าสุดของ สบน. ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 13.19 ล้านล้านบาท หรือ 67.94% ของ GDP และในรายงานความเสี่ยงการคลังที่สภาพัฒน์เผยแพร่เมื่อปลายกันยายน กรณีฐานประเมินว่าหนี้จะขึ้นไปพีคที่ 70.05% ในปีงบ 2571 ซึ่งก็คือแตะเพดานตามกฎหมายที่ 70% พอดี
ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ Thai PBS Policy Watch อ้างถึง มองว่าอาจแตะเพดานเร็วกว่านั้นตั้งแต่ปีงบ 2570 และไปต่อถึง 75% ใน 5 ปีภายใต้สมมติฐานที่ยังขาดดุลระดับนี้ต่อไป
ขาดดุลงบประมาณของไทยอยู่เหนือ 3% ของ GDP ซึ่งเป็นเกณฑ์ในกรอบความยั่งยืนการคลังของเราเองมาหลายปีแล้ว ปีงบ 2569 ตั้งขาดดุลไว้ 4.4% ของ GDP ซึ่งรัฐมนตรีคลังเอกนิติเองก็ยอมรับว่าสูงกว่ามาตรฐานสากล และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทั้ง Fitch และ Moody’s เคยปรับแนวโน้มไทยเป็นลบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งนิคกี้เคยเขียนเตือนไว้ตอนนั้น
ข่าวดีคือปีนี้ทั้งสองเจ้าปรับแนวโน้มกลับเป็น Stable แล้ว Moody’s ปรับเมื่อเมษายน ส่วน Fitch ปรับเมื่อกันยายน โดยให้น้ำหนักกับเสถียรภาพรัฐบาลและแผนลดขาดดุลที่เริ่มเดิน
งบปี 2570 ก็ลดขาดดุลลงมาเหลือ 7.88 แสนล้านบาท หรือราว 3.9% ของ GDP จริง แต่ทุกคนอย่าลืมนะคะว่าขาดดุลที่ลดลงยังเป็นขาดดุล ยอดหนี้สะสมจึงยังเพิ่มขึ้นทุกปี การกลับมาเป็น Stable บอกแค่ว่าความเสี่ยงไม่ได้แย่ลงในปีนี้ ไม่ได้บอกว่าความเสี่ยงระยะยาวหมดไป (แถมนี่คือไม่นับรวมระหว่างปีที่อาจจะกู้เพิ่มอีกนะ อย่าคิดว่าไม่มีนะ ปีนี้ยังกู้พิเศษเพิ่มเลย 55)
แผนการคลังระยะปานกลางตั้งเป้าให้ขาดดุลลงต่ำกว่า 3% ภายในปี 2029 ลองทายซิคะว่าฝรั่งเศสตั้งเป้าปีไหน ปี 2029 เหมือนกันเป๊ะ และทั้งสองประเทศมีประวัติเลื่อนเป้ามาตลอดค่ะ
เรื่องกู้นอกงบประมาณก็ไม่ต่างกันค่ะ ปีนี้ ครม. อนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ครึ่งหนึ่งเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน อีกครึ่งเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและทักษะ ซึ่งกระทรวงการคลังประเมินว่าจะดันหนี้สาธารณะขึ้นเป็น 68.18% ของ GDP ขณะที่รัฐบาลคาดว่าจะกระตุ้น GDP ได้ 0.8% ส่วนที่เป็นเงินช่วยเหลือค่าครองชีพให้ผลแค่ครั้งเดียวแล้วจบ
ส่วนที่เป็นการลงทุนด้านพลังงานต้องรอพิสูจน์ว่าคุ้มดอกเบี้ยไหม แต่ที่แน่ๆ คือดอกเบี้ยต้องตั้งงบจ่ายตั้งแต่ปีงบ 2570 เป็นต้นไปอีกหลายปี
ล่าสุดเมื่อ 29 กันยายน ครม. เพิ่งอนุมัติแผนบริหารหนี้ปีงบ 2570 ก่อหนี้ใหม่รวม 1.26 ล้านล้านบาท โดยในนั้นเป็นการกู้ชดเชยขาดดุลถึง 7.88 แสนล้านบาท
และตัวเลขที่นิคกี้เคยชี้ไว้ตอนงบปี 2570 ผ่านสภาวาระแรก ยังเป็นเรื่องที่อยากให้ทุกคนจำค่ะ งบลงทุนปีนี้อยู่ที่ 789,171 ล้านบาท ส่วนเงินกู้ชดเชยขาดดุลอยู่ที่ 788,000 ล้านบาท ห่างกันแค่พันกว่าล้านบาท
ตามกฎหมายวินัยการคลัง งบลงทุนต้องไม่น้อยกว่ายอดขาดดุล หลักคิดคือรัฐควรกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์ ไม่ใช่กู้มาจ่ายเงินเดือน ปีนี้เราผ่านเกณฑ์แบบเฉียดเส้นที่สุดเท่าที่จะเฉียดได้ และฐานเศรษฐกิจคำนวณไว้ว่าพื้นที่ก่อหนี้ตามกรอบของปีงบนี้เหลืออยู่เพียง 9.08 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
สวัสดิการที่แตะไม่ได้ ฝรั่งเศสมีบำนาญ ไทยมีข้าราชการ
ตรงนี้คือหัวใจของเรื่องค่ะ หลายคนบอกว่าไทยไม่เหมือนฝรั่งเศสหรอก เพราะฝรั่งเศสเป็นรัฐสวัสดิการเต็มตัว ใช้จ่ายภาครัฐต่อ GDP สูงเป็นอันดับสองของสหภาพยุโรปรองจากฟินแลนด์ ส่วนไทยสวัสดิการนิดเดียว นิคกี้เคยคิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะ จนกระทั่งแกะงบปี 2570 ดูจริงๆ
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐในงบปี 2570 รวมกันอยู่ที่ 1,435,555 ล้านบาท คิดเป็น 37.9% ของงบประมาณทั้งหมด ยังไม่รวมส่วนที่จัดสรรให้ท้องถิ่น หรือคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของรายจ่ายประจำทั้งหมด
สำนักงบประมาณของรัฐสภาชี้ว่างบกลางส่วนที่เป็นภาระบุคลากรอย่างบำเหน็จบำนาญและค่ารักษาพุ่งจาก 317,760 ล้านบาทในปีงบ 2561 เป็น 572,620 ล้านบาทในปีงบ 2570 และที่ย้อนแย้งที่สุดตามที่ฐานเศรษฐกิจแกะไว้คืออัตรากำลังลดลง 7,414 อัตรา แต่งบบุคลากรกลับเพิ่มขึ้น 31,761 ล้านบาท เพราะต่อให้ลดคน ต้นทุนต่อคนก็ขึ้นเองตามอายุงาน ส่วนคนที่เกษียณก็แค่ย้ายจากก้อนเงินเดือนไปอยู่ก้อนบำนาญ
ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการตั้งงบไว้ 94,200 ล้านบาท แต่กรมบัญชีกลางยอมรับเองว่าเบิกจ่ายจริงราวปีละ 1 แสนล้านบาท และจะโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนอายุยืนขึ้น โรคใหม่มากขึ้น และยาแพงขึ้น
ส่วนบัตรทอง 30 บาทที่ดูแลคน 47 ล้านคน ปีงบ 2570 ได้งบรวมเงินเดือน 289,113 ล้านบาท ขณะที่บอร์ด สปสช. ขอไป 323,291 ล้านบาท ห่างกันกว่า 34,000 ล้านบาท ส่วนต่างนี้ไม่ได้หายไปไหนค่ะ มันกลายเป็นแรงกดดันต่อฐานะการเงินของโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งกรุงเทพธุรกิจตรวจสอบพบว่างบกองทุนบัตรทองเบิกจ่ายเกินวงเงินมาแล้ว 2 ใน 5 ปีหลังสุด
ผลคือรายจ่ายประจำปีนี้เพิ่มขึ้น 131,725 ล้านบาทหรือ 5% ขณะที่งบลงทุนลดลง 8.4% หรือกว่า 7.2 หมื่นล้านบาท สภาพัฒน์คำนวณไว้ในรายงานฉบับเดียวกันว่ารายจ่ายที่มีข้อผูกพันต้องจ่ายคิดเป็น 76.2% ของงบปี 2569 เพิ่มจาก 71.7% เมื่อสิบปีก่อน แปลว่างบที่รัฐบาลขยับได้จริงในแต่ละปีเหลือไม่ถึงหนึ่งในสี่
นี่คืออาการเดียวกับฝรั่งเศสเป๊ะค่ะ
รายจ่ายที่โตเองทุกปีโดยไม่ต้องมีใครสั่ง ผูกกับกลุ่มที่มีพลังทางการเมืองสูง และไม่มีรัฐบาลไหนกล้าแตะ ฝรั่งเศสพยายามปฏิรูปบำนาญมา 30 ปี จบด้วยการประท้วงใหญ่ทุกครั้ง ไทยก็มีกลุ่มที่แตะไม่ได้เหมือนกัน แค่เปลี่ยนชื่อจากผู้รับบำนาญเป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และเครือข่ายท้องถิ่น
รัฐบาลเริ่มขยับบ้างค่ะ มีแผนเกษียณก่อนกำหนดให้มีผลปีงบ 2570 แผนตรึงกำลังคนภาครัฐไว้ที่ราว 3 ล้านคน และศึกษาเอาระบบประกันสุขภาพมาแทนสวัสดิการค่ารักษาแบบเดิม แต่ทุกคนลองอ่านรายละเอียดดูนะคะ ระบบประกันสุขภาพที่ว่ายังอยู่ในขั้นศึกษา และแนวทางที่พูดถึงคือใช้กับข้าราชการบรรจุใหม่ตั้งแต่ปี 2570 เท่านั้น
นี่คือการปฏิรูปที่ไม่แตะคนเดิม ซึ่งเป็นสูตรเดียวกับที่ฝรั่งเศสใช้มาตลอด ผลคือ กว่าประหยัดได้จริงต้องรอข้ามรุ่น ส่วนภาระจากคนที่อยู่ในระบบแล้วเดินต่อไปอีกสามสี่สิบปี
ภาษีที่ไม่มีใครกล้าขึ้น ส่วนลดชั่วคราวที่ต่ออายุมา 23 ฉบับ
ข้อนี้ไทยกับฝรั่งเศสเหมือนกันที่สุดค่ะ ต่างกันแค่ฝรั่งเศสไม่ยอมตัดรายจ่าย ส่วนไทยไม่ยอมเพิ่มรายได้ค่ะ
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา ครม. อนุมัติต่ออายุ VAT 7% อีกหนึ่งปี มีผลถึง 30 กันยายน 2027
นี่คือพระราชกฤษฎีกาลดอัตราฉบับที่ 23 นับตั้งแต่ไทยเริ่มใช้ระบบ VAT ในปี 2535 แล้วนะคะ
แถมหลายคนไม่รู้ว่าอัตรา VAT ตามประมวลรัษฎากรของไทยคือ 10% มาตั้งแต่แรก สิ่งที่เราจ่าย 7% คือส่วนลดชั่วคราวที่ใช้มาตั้งแต่วันแรกของระบบ ครั้งเดียวที่เคยกลับไปเก็บเต็ม 10% คือช่วงสิงหาคม 2540 ถึงมีนาคม 2542 ตอนอยู่ใต้โปรแกรม IMF พอวิกฤตคลี่คลายก็ลดกลับมา 7% ตั้งแต่เมษายน 2542 และต่ออายุทุกปีจนถึงวันนี้
ส่วนลดชั่วคราวที่อายุยืนกว่าสามทศวรรษ ฟังดูเหมือนเรื่องตลกใช่ไหมคะ แต่นี่คือความจริงของการคลังไทยค่ะ
แผนก็มีอยู่บนกระดาษแล้วนะคะ แผนการคลังระยะปานกลางปีงบ 2570 ถึง 2573 ที่ ครม. อนุมัติเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว กำหนดให้ VAT ขึ้นเป็น 8.5% ในปีงบ 2571 และ 10% ในปีงบ 2573 แต่สภาพัฒน์เองเขียนไว้ในรายงานความเสี่ยงการคลังล่าสุดว่า การขึ้น VAT ตามแผนยังไม่แน่นอนสูงมาก และนโยบายรายได้อื่นที่จะทดแทนได้ใกล้เคียงกันก็แทบไม่คืบหน้า
ส่วน Fitch ก็ระบุตรงๆ ว่าแผนลดขาดดุลของไทยพึ่งพาการขึ้น VAT ซึ่งทำได้ยากทางการเมือง
และเหตุผลที่ทำได้ยาก ทุกคนก็รู้ค่ะ ก่อนเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา พรรคใหญ่แทบทุกพรรคออกมาคัดค้านการขึ้น VAT ด้วยเหตุผลเดียวกันว่าจะซ้ำเติมคนจนและ SMEs ซึ่งนิคกี้จะพาไปดูในอีกสักครู่ว่าหลักฐานใหม่ๆ บอกว่าเหตุผลนี้อ่อนกว่าที่คิดมากค่ะ
ความต่างที่ทำให้ไทยไม่ระเบิดแบบฝรั่งเศส และทำไมมันไม่ใช่ข่าวดี
ถึงตรงนี้หลายคนคงอยากเถียงว่าแล้วทำไมตลาดพันธบัตรไทยยังเงียบ ดอกเบี้ยไทยยังต่ำ ไม่เห็นมีใครเทขายเหมือน OAT เลย นิคกี้ขอตอบตรงๆ ค่ะว่าถูกต้อง และไทยน่าจะไม่พังแบบฝรั่งเศสจริงๆ ด้วย 3 เหตุผล
เหตุผลแรก ฝรั่งเศสใช้เงินยูโร มีธนาคารกลางแต่ไม่มีอำนาจกำหนดนโยบายการเงินหรือพิมพ์เงินเอง ECB มีเครื่องมือช่วยประเทศสมาชิกที่โดนตลาดเล่นงานก็จริง แต่มีเงื่อนไขด้านวินัยการคลังพ่วงมาด้วย และนักวิเคราะห์ฝั่งยุโรปมองว่า ECB ไม่น่าจะรีบเข้าช่วยในภาวะที่ยังกังวลเงินเฟ้อ
ส่วนไทยมี ธปท. ที่กำหนดนโยบายเองได้ และหนี้เกือบทั้งหมดเป็นเงินบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่นิคกี้เคยเขียนไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมว่าเหตุผลที่ไทยยังไม่ใกล้ล้มละลาย ไม่ได้มาจากระดับหนี้ที่ต่ำ แต่มาจากโครงสร้างของหนี้
เหตุผลที่สอง ผู้ถือตราสารหนี้ภาครัฐฝรั่งเศสกว่าครึ่งเป็นนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งไม่มีความผูกพันต้องถือต่อเมื่อความเชื่อมั่นลด รัฐมนตรีคลัง Lescure ถึงกับพูดว่าการเทขาย OAT ไม่ได้เกิดจากขาดความเชื่อมั่น แต่เกิดจากผู้ซื้อน้อยลง
ส่วนพันธบัตรไทยถือโดยแบงก์ ประกันชีวิต กบข. และประกันสังคมเป็นหลัก ต่างชาติถือสัดส่วนเล็ก
เหตุผลที่สาม ดอกเบี้ยไทยยังต่ำกว่าฝรั่งเศสมาก ภาระดอกเบี้ยจึงยังไม่วิ่งแบบนั้น
แต่ลองคิดดูนะคะ 3 เหตุผลนี้แปลว่าอะไร
มันแปลว่าสัญญาณเตือนของไทยจะเบาและช้ากว่าฝรั่งเศสมากค่ะ ฝรั่งเศสเจ็บเร็วเพราะตลาดตบหน้าทุกวัน ตัวเลขส่วนต่างพันธบัตรขึ้นหน้าหนึ่งทุกเช้า นักการเมืองถูกบังคับให้คุยเรื่องที่ไม่อยากคุย
ส่วนสัญญาณของไทยจะมาในรูปที่ไม่มีใครพาดหัวข่าว รายได้รัฐที่เก็บได้ต่ำกว่าเป้า ดอกเบี้ยที่กินสัดส่วนรายได้มากขึ้นทุกปี งบลงทุนที่หดลง และเรตติ้งที่ขยับทีละขั้น ปัญหาจึงสะสมแบบกบในหม้อต้ม
และถ้าแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป ต้นทุนที่ตามมาคือเงินออมของคนไทยผ่านแบงก์ ประกัน และกองทุนบำนาญ ถูกดูดไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลในสัดส่วนที่มากขึ้น แทนที่จะไปลงทุนกับธุรกิจที่สร้างงาน งบลงทุนถูกเบียดด้วยดอกเบี้ยและเงินเดือนจนประเทศไม่มีเงินสร้างอนาคต โดยที่คนทั่วไปไม่รู้สึกอะไรจนกระทั่งวันที่ต้องนำเข้าพลังงานแพงด้วยเงินบาทที่อ่อน
ถ้าเราดูประวัติศาสตร์ ประเทศประชาธิปไตยหลายประเทศที่ปฏิรูปการคลังสำเร็จ ทำได้เพราะโดนตกใจก่อน สวีเดนปฏิรูปหลังวิกฤตธนาคารต้นทศวรรษ 1990 แคนาดาปฏิรูปปี 1995 หลังตลาดพันธบัตรเริ่มลงโทษ ไทยเองก็เคยขึ้น VAT เป็น 10% ได้ตอนปี 1997 เพราะอยู่ใต้โปรแกรม IMF พอวิกฤตผ่านไปก็ลดกลับ
ปัญหาของไทยวันนี้จึงกลับหัวกับฝรั่งเศสค่ะ ฝรั่งเศสมีวิกฤตมาบังคับให้แก้ ไทยไม่มี และนั่นแปลว่าการปฏิรูปจะถูกเลื่อนไปจนวันที่ต้นทุนแสดงตัวในรูปที่แก้ยากกว่า
คนที่แบกระบบนี้อยู่คือใคร
มาถึงเรื่องที่นิคกี้คิดว่าคนพูดน้อยที่สุดค่ะ
คนที่จ่ายภาษีเงินได้จริงมีแค่ราว 1 ใน 8 และในกลุ่มที่จ่าย ภาระก็กระจุกจนน่าตกใจ ผู้ยื่นแบบที่มีเงินได้สุทธิเกิน 5 ล้านบาทมีเพียง 30,000 คน หรือ 0.2% ของผู้ยื่นทั้งหมด แต่จ่ายภาษีถึง 25.7% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งประเทศ
พอรวมกลุ่ม 2 ถึง 5 ล้านบาทเข้าไป คนแค่ 1% ของผู้ยื่นแบบจ่ายรวมกันครึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้ทั้งหมด และ Bangkok Post รายงานโดยอ้างนักวิชาการด้านภาษีว่าราว 80% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาจากลูกจ้างที่มีเงินเดือน ซึ่งถูกหัก ณ ที่จ่ายและหนีไม่ได้
ต้องพูดให้แฟร์ว่าคนอีก 7 ใน 8 ไม่ได้ลอยตัวนะคะ เขาจ่าย VAT สรรพสามิต และภาษีอื่นอยู่ แต่เขาไม่ได้แบกภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นก้อนที่กระจุกที่สุดในระบบ
ฝรั่งเศสเก็บภาษีและเงินสมทบรวมกันราว 44 ถึง 45% ของ GDP อยู่ในกลุ่มสูงที่สุดของสหภาพยุโรป ปัญหาของเขาคือทุกคนจ่ายเยอะแล้วจนไม่มีใครยอมจ่ายเพิ่ม ส่วนไทยเก็บภาษีได้ราว 15.6% ของ GDP ปัญหาของเราคือคนส่วนน้อยจ่ายเยอะ คนส่วนใหญ่จ่ายผ่านการบริโภคอย่างเดียว และระบบเลือกตั้งให้น้ำหนักกับคนส่วนใหญ่
นี่คือคณิตศาสตร์ทางการเมืองที่อธิบายว่าทำไม VAT ถูกเลื่อนมา 23 รอบ ไม่ใช่เพราะมันไม่เป็นธรรม แต่เพราะคนที่เสียประโยชน์จากการขึ้น VAT มันเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ
และถ้าเอาตัวเลขนี้มาวางข้างหนี้ จะเห็นว่าทำไมตัวเลข 68% ต่อ GDP ของไทยถึงไม่ได้สบายอย่างที่ดูค่ะ
ความสามารถชำระหนี้ของรัฐไม่ได้ขึ้นกับขนาดเศรษฐกิจ แต่ขึ้นกับรายได้ที่รัฐดึงออกจากเศรษฐกิจได้จริง
ฝรั่งเศสดึงได้เกือบครึ่งของ GDP ส่วนไทยดึงได้ราว 1 ใน 6 รายได้สุทธิที่ใช้ตั้งงบปี 2570 อยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท เทียบกับหนี้ 13.19 ล้านล้าน หนี้ของเราจึงสูงกว่ารายได้รัฐทั้งปีหลายเท่าตัว
แม้การเทียบข้ามประเทศแบบตัวต่อตัวทำได้ยากเพราะนิยามหนี้และรายได้ไม่เหมือนกัน แต่ประเด็นที่ชัดคือฐานรายได้ที่เล็กทำให้หนี้ระดับเดียวกันกดดันการคลังไทยหนักกว่าที่ตัวเลขต่อ GDP บอกค่ะ
ข้อแก้ตัวที่ใช้เลื่อน VAT มาสามทศวรรษ อ่อนกว่าที่คิด
ก่อนจบนิคกี้อยากรื้อความเชื่อหนึ่งข้อที่ทุกพรรคใช้เป็นข้ออ้างค่ะ คือ VAT เป็นภาษีถดถอย คนจนแบกหนักกว่าคนรวย
ความเชื่อนี้มาจากงานวิจัยรุ่นเก่าที่ดูแค่ประเภทสินค้า แต่งานรุ่นใหม่ให้ภาพที่ต่างออกไปค่ะ การวิเคราะห์ของธนาคารโลกปี 2023 สรุปว่าระบบ VAT ของไทยก้าวหน้าเล็กน้อย เพราะคนจนซื้อสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีเป็นหลัก และมักซื้อจากร้านค้านอกระบบ
งานของ ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ปี 2025 ที่ PIER สรุปไว้ ให้ตัวเลขว่าครัวเรือนรายได้ต่ำสุดบริโภคสินค้ายกเว้น VAT ถึง 47% ของการใช้จ่าย ขณะที่กลุ่มรายได้สูงสุดอยู่แค่ 19% เพราะอาหารสด ค่าเช่าบ้าน ค่ารักษาพยาบาล และค่าเล่าเรียน ซึ่งเป็นรายจ่ายหลักของคนจน ไม่มี VAT อยู่แล้ว
ดร.สมชัย จิตสุชน จาก TDRI สรุปว่าเมื่อเทียบกับรายจ่ายบริโภค VAT ก้าวหน้าในทุกกรณีที่ศึกษา ยิ่งฐานะดียิ่งเสียในอัตราสูง และภาพจำว่า VAT ถดถอยเกิดจากงานวิจัยก่อนหน้าที่ไม่ได้ดูว่าซื้อจากที่ไหน
แฟร์ๆ ต้องบอกด้วยว่าถ้าเปลี่ยนตัวหารเป็นรายได้แทนรายจ่าย ผลจะขึ้นกับสมมติฐานและบางกรณีออกมาถดถอยอยู่บ้าง เพราะคนจนออมน้อย แต่ภาพรวมของหลักฐานไม่สนับสนุนคำว่าขึ้น VAT เท่ากับรีดคนจน อย่างที่ใช้หาเสียงกันค่ะ
แปลว่าอะไรคะ แปลว่าคนที่จะแบก VAT ส่วนเพิ่มจริงๆ คือคนที่ซื้อของในระบบ ห้าง ซูเปอร์มาร์เก็ต แพลตฟอร์มออนไลน์ ค่ามือถือ ซึ่งคือชนชั้นกลางในเมืองกลุ่มเดียวกับที่จ่ายภาษีเงินได้อยู่แล้ว แต่มันจะพ่วงคนรวยที่อยู่นอกระบบภาษีมาด้วย
ข้อเท็จจริงนี้ทำให้นิคกี้มองว่าทางออกไม่ใช่แค่ขึ้น VAT แต่ต้องสลับส่วนผสมภาษีไปพร้อมกัน ขึ้น VAT แล้วเอาส่วนหนึ่งไปลดภาระภาษีเงินได้ให้มนุษย์เงินเดือน พร้อมคืน VAT ให้ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแบบที่ไทยเคยทำมาแล้วในปี 2019
ผลสุทธิคือคนที่มีรายได้ดีแต่อยู่นอกระบบภาษีเงินได้จะรับภาระเพิ่มผ่านการบริโภคในระบบ โดยรัฐไม่ต้องไล่จับทีละคน และชนชั้นกลางไม่ต้องโดนซ้อนสองชั้น แน่นอนว่าเงินที่คืนให้คนจนและลดให้มนุษย์เงินเดือนต้องหักออกจากรายได้ที่เพิ่ม รัฐจะได้สุทธิน้อยกว่าขึ้นตรงๆ แต่ขนาดของก้อนก็ยังใหญ่อยู่ดีค่ะ
OECD ธนาคารโลก และ IMF ประเมินไว้ต่างกันว่าการขึ้น VAT เป็น 10% โดยคงข้อยกเว้นไว้ จะเพิ่มรายได้ราว 1.5 ถึง 1.8% ของ GDP หรือราว 3 ถึง 3.5 แสนล้านบาทต่อปี ใกล้เคียงกับ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านรอบนี้ ต่างกันตรงที่ได้ทุกปีโดยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยค่ะ
บทสรุปและมุมมองส่วนตัวของนิคกี้
นิคกี้มองว่าฝรั่งเศสคือพรีวิวของไทยจริงค่ะ แต่เป็นพรีวิวของเหตุ ไม่ใช่พรีวิวของอาการ เหตุทั้ง 5 ข้อเหมือนกันหมด
หนี้ที่โตเร็วกว่าเศรษฐกิจ
ขาดดุลที่เกินเกณฑ์จนชิน
การกู้มาแจกที่ให้ผลครั้งเดียวแต่ทิ้งดอกเบี้ยไว้หลายปี
สวัสดิการที่ผูกกับกลุ่มอำนาจและโตเองทุกปี
และภาษีที่ไม่มีใครกล้าขึ้นเพราะกลัวแพ้เลือกตั้ง
สิ่งที่ต่างคืออาการค่ะ ฝรั่งเศสเจอวิกฤตความเชื่อมั่นที่ตลาดบังคับให้แก้ ส่วนไทยจะเจอการกัดกร่อนช้าๆ จากการเติบโตต่ำ หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ราว 86% ของ GDP และรัฐที่ฐานภาษีเล็กเกินกว่าจะแบกสังคมสูงวัย
ซึ่งความเห็นส่วนตัวของนิคกี้มองว่าในระยะยาวไทยอาจเลวร้ายกว่า เพราะไม่มีวันไหนที่บังคับให้ใครต้องตัดสินใจอะไรยากๆ การที่ตลาดยังให้รัฐบาลกู้ได้ในต้นทุนต่ำ ควรถูกมองเป็นเวลาที่เหลือสำหรับแก้ปัญหา ไม่ใช่หลักฐานว่าไม่มีปัญหาค่ะ
ภาพใหญ่ที่อยากให้ทุกคนเห็นคือไทยกำลังแก่ก่อนรวยค่ะ ฝรั่งเศสเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตอนที่รายได้ต่อหัวสูงและฐานภาษีกว้างแล้ว ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยสุดยอดด้วยรายได้ปานกลาง แรงงานนอกระบบมหาศาล คนจ่ายภาษีเงินได้ 5 ล้านคน และศักยภาพการเติบโตราว 2% เท่านั้น
ถ้ารอให้รายจ่ายผู้สูงอายุพุ่งก่อนค่อยปฏิรูปรายได้ ตอนนั้นจะไม่เหลือทั้งเวลาและพื้นที่การคลัง สภาพัฒน์เองก็สรุปแบบนี้ค่ะว่าไทยต้องปรับสมดุลการคลังเชิงโครงสร้างทั้งสองขาพร้อมกัน เพิ่มศักยภาพการเติบโตและปรับรายจ่าย ไม่ใช่เลือกทำแค่ขาเดียวค่ะ
สำหรับนักลงทุน นิคกี้อยากให้มองเรื่องนี้เป็นความเสี่ยงระยะยาวของสินทรัพย์ไทยทั้งก้อน ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งค่ะ ถ้ารัฐต้องดูดเงินออมในประเทศไปอุดขาดดุลในสัดส่วนที่มากขึ้นทุกปีโดยไม่มีการปฏิรูปรายได้ ความเสี่ยงที่ตามมาคือภาคเอกชนเข้าถึงทุนยากขึ้น ค่าเงินมีแรงกดดันด้านอ่อนในระยะยาว และผลตอบแทนที่แท้จริงของสินทรัพย์สกุลบาทถูกกดให้ต่ำลง
การกระจายสินทรัพย์ออกไปนอกประเทศในสัดส่วนที่เหมาะกับตัวเอง และทบทวน Asset Allocation ให้ไม่พึ่งพาสินทรัพย์สกุลบาทมากเกินไป เป็นสิ่งที่นิคกี้คิดว่าควรทำตั้งแต่วันที่ยังไม่มีใครตกใจ ไม่ใช่รอให้หนังเรื่องนี้ฉายจบที่กรุงเทพฯ ก่อนค่ะ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.ศาสดา' ชำแหละฝรั่งเศสจากต้นแบบ 'รัฐชาติ' กลายเป็น 'รัฐ' ที่ไม่มีความเป็น "ชาติ"
ดร.ศาสดา วิริยานุพงศ์ (อาจารย์บอล) เป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยการจัดการเพื่อการพัฒนา (Management For Development College
'อดีตบิ๊กศรภ.' ชี้จลาจลฝรั่งเศส มาจาก 'มาครง' ขนเงินไปช่วยยูเครนแบบไร้สาระ
พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่ารากเหง้าที่มาในปัญหาข

