'ดร.ศาสดา' ชำแหละฝรั่งเศสจากต้นแบบ 'รัฐชาติ' กลายเป็น 'รัฐ' ที่ไม่มีความเป็น "ชาติ"

20 ต.ค.2569-ดร.ศาสดา วิริยานุพงศ์ (อาจารย์บอล) เป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยการจัดการเพื่อการพัฒนา (Management For Development College) มหาวิทยาลัยทักษิณ โพสต์ข้อความว่า “ฝรั่งเศสจากต้นแบบ “รัฐชาติ” กลายเป็น “รัฐ” ที่ไม่มีความเป็น “ชาติ”

ผู้เขียนเองได้มีโอกาสใช้ชีวิตในฝรั่งเศสหลายปี และเมื่อจบการศึกษาแล้วกลับมาอยู่เมืองไทย ก็ยังได้เดินทางหรือกลับไปฝรั่งเศสโดยตลอด ครั้งล่าสุดที่กลับไปฝรั่งเศสก็เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้เอง ภาพความทรงจำในวันนั้นกับภาพเหตุการณ์ในตอนนี้ของฝรั่งเศสทำให้รู้สึกเศร้าเสียใจมาก และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย

เหตุการณ์ความรุนแรงในฝรั่งเศสนั้นเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาระบบการศึกษา ความยากลำบากในดำรงชีวิตของชาวฝรั่งเศส แต่ส่วนหนึ่งนั้น อาจกล่าวได้ว่า ฝรั่งเศสขาดความเป็นรัฐชาติ โดยความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งนั้นจากชาวฝรั่งเศสที่เป็นผู้อพยพรุ่นที่สาม หรือรุ่นที่สี่

ทั้งนี้ การอพยพครั้งใหญ่เข้ามาในฝรั่งเศส เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผลจากสงครามทำให้บ้านเมืองได้รับความเสียหายมาก อาทิ เมืองเลออาร์ฟ (Le Havre) ที่แทบต้องสร้างเมืองใหม่ทั้งเมือง ในขณะที่ชายชาวฝรั่งเศสก็เสียชีวิตไปในสงครามโลกเป็นจำนวนไม่น้อย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการบูรณะประเทศ การรับผู้อพยพหรือแรงงานจากประเทศอาณานิคมจึงเกิดขึ้น รวมถึงหลังจากนั้นประเทศอาณานิคมต่างๆ ได้แยกตัวเป็นรัฐอิสระโดยเฉพาะกลุ่มประเทศในอัฟริกาเหนือริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้ผู้ที่อาศัยในประเทศอาณานิคมดังกล่าวอพยพเข้ามาอยู่ในฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก เพื่อหนีความลำบาก ยากแค้นในประเทศของตน โดยมาหาชีวิตที่ดีกว่าในฝรั่งเศส

นอกจากผู้อพยพจากประเทศอาณานิคมต่างๆ ของฝรั่งเศสแล้ว ปัญหาการเมืองภายในของประเทศต่างๆ ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นโปรตุเกสในยุคของซาลาซาร์ ที่ทำให้ชาวโปรตุเกสส่วนหนึ่งต้องหนีออกนอกประเทศทางมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อมาขึ้นฝั่งที่ฝรั่งเศส หรือสเปนช่วงสงครามกลางเมืองในยุคนายพลฟรังโก รวมถึงชาวอิตาลีจากทางใต้ที่มาหาโอกาสที่ดีกว่าในฝรั่งเศส

ดังนั้น แล้วผู้อพยพในรุ่นแรก รุ่นที่สองหรือรุ่นที่สามที่ติดตามครอบครัวมาในตอนที่ตนยังเป็นเด็กจึงรับรู้ว่า การได้มาใช้ชีวิตในฝรั่งเศสที่ถึงแม้จะไม่ได้ดีหรือสมบูรณ์เทียบเท่าชาวฝรั่งเศสดั้งเดิม แต่ถือได้ว่าชีวิตใหม่ในฝรั่งเศสนั้นดีกว่าเดิมอย่างมาก

ครั้นถึงในรุ่นที่สี่และห้า ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นชาวฝรั่งเศสได้อย่างสมบูรณ์ด้วยเหตุที่เกิดและโตในฝรั่งเศส แต่กลับกลายเป็นว่า หลายคนกลับไม่ได้รักประเทศที่ตนเกิดและเติบโตมา ต่างจากรุ่นบรรพบุรุษที่ได้รับโอกาสในชีวิตที่ดีกว่าจากฝรั่งเศส ด้วยเหตุที่ว่า เขาเหล่านั้นไม่ได้เกิดและโตอย่างยากลำบากเหมือนบรรพบุรุษ จึงนึกคิดว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือได้รับการปฏิบัติเยี่ยงพลเมืองชั้นสอง แน่นอนว่า การเป็นลูกหลานผู้อพยพ การมีสีผิวที่แตกต่าง การนับถือศาสนาที่แตกต่างจากคนฝรั่งเศสดั้งเดิม อาจเป็นอุปสรรคหรือสร้างความลำบากในการดำรงชีวิตอยู่บ้าง แต่เทียบไม่ได้เลยกับความยากลำบากของพ่อแม่หรือบรรพบุรุษของเขาก่อนที่จะอพยพหรือย้ายมาอยู่ฝรั่งเศส

ลูกหลานผู้อพยพหลายคนได้ใช้โอกาสที่มีอยู่พัฒนาตนเองจนมีชีวิตที่ดี เป็นรัฐมนตรี นักธุรกิจ ข้าราชการ นักวิชาการ แต่อีกหลายคนกลับใช้ชีวิตจมอยู่กับจุดด้อย เรียกร้องความสนใจ และสร้างปัญหาสังคมตลอดมา ยิ่งในช่วงหลังๆ จุดเปราะบางดังกล่าว ได้กลายเป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่อาศัยประโยชน์ในการได้มาซึ่งคะแนนเสียง รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า

สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาดังกล่าว ก็คือ เขาเหล่านั้นอาศัยอยู่ในรัฐเดียวกัน อันได้แก่ รัฐฝรั่งเศส หรือประเทศฝรั่งเศส แต่เขาเหล่านั้นไม่ได้มีความรู้สึกนึกคิดในความเป็นคนชาติฝรั่งเศส รัฐบาลฝรั่งเศสที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่รู้ปัญหา แต่ขยับตัวช้าด้วยเหตุที่มองว่าการยอมรับความหลากหลายเป็นสิ่งสำคัญ แต่ได้ละเลยความเป็นชาติไป ทั้งที่จริงแล้วทั้งความหลากหลายและความเป็นชาติสามารถจะผสมผสานไปด้วยกันได้ และเหนือสิ่งใดชาติต้องมาก่อน

เหตุการณ์ในฝรั่งเศส ณ เวลานี้ น่าจะเป็นบทเรียนและประสบการณ์ให้กับประเทศของเราว่า ความเป็นรัฐชาติ (Nation state) นั้นสำคัญแค่ไหน การมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจโดยเฉพาะในยามบ้านเมืองมีวิกฤต ซึ่งจะแตกต่างจากนักการเมืองที่อาจเป็นคู่กรณีในเหตุการณ์นั้นเอง

การมีภาษาของตนเอง การมีขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นชาติ แม้จะแตกต่างกันบ้างในแต่ละท้องถิ่น ไม่ว่าจะอีสาน ล้านนา ปักษ์ใต้ หรือภาคกลาง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ความรู้สึกร่วมกันในความเป็นชาตินั้นเข้มแข็งขึ้น

การถ้อยทีถ้อยอาศัย ประนีประนอม การนึกถึงผู้อื่น ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่า เป็นภาพที่ชาวต่างชาติหรือคนไทยด้วยกันเอง มองเห็นว่า นี้คือลักษณะหนึ่งของคนไทยหรือชาติไทย ซึ่งทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่ แม้จะมีคนไทยบางกลุ่มที่มักจะใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขตหรือเรียกร้องปลุกเร้าให้ใช้วิถีทางที่สุดโต่งโดยไม่คำนึงถึงผลเสียต่อประเทศชาติและสังคม แต่ก็ต้องรับว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

แน่นอนว่า มนุษย์หรือคนไทยทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพติดตัวมาตั้งแก่เกิดหรือเรียกว่า “สิทธิตามธรรมชาติ” แต่การใช้สิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่อาจทำให้เกิดการกระทบกระทั่งและก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมได้ ก่อให้เกิดสภาวะอนาธิปไตย (anarchy) มนุษย์ก็จะถอยกลับไปสู่สังคมป่าเถื่อน เกิดความไม่มั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน “การมีเสรีภาพอย่างเต็มที่จึงก่อให้เกิดการไร้เสรีภาพในขณะเดียวกัน” ดังจะได้เห็นจากฝรั่งเศสในตอนนี้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อดีตบิ๊กศรภ.' ชี้จลาจลฝรั่งเศส มาจาก 'มาครง' ขนเงินไปช่วยยูเครนแบบไร้สาระ

พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่ารากเหง้าที่มาในปัญหาข

อินฟลูฯการเงิน ฉายภาพฝรั่งเศสวันนี้คือ พรีวิวของไทยในวันหน้า

นิคกี้ - ธิดารัตน์ เจริญวุฒิ เจ้าของเพจ Beauty Investor ติดตามเทรนด์การเงิน การลงทุน และภาวะเศรษฐกิจ ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1.6 แ