21 ต.ค.2569 - ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า วิวาทะเรื่องเงินเยียวยาน้ำท่วมระหว่างรัฐบาลกับกรุงเทพมหานคร กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อปรากฏภาพประชาชนชาว กทม. ต้องตื่นไปนอนรอคิวตั้งแต่ตี 2 เพื่อแย่งคิววันละไม่กี่ร้อยคิวในการยื่นเอกสารและภาพถ่ายที่สำนักงานเขต ทั้งที่มีการชี้แจงว่าในหลายจังหวัด ประชาชนไม่ต้องเดินทางมาต่อคิวเช่นนี้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า สส. และ สก. ควรลงพื้นที่เชิงรุกเหมือนโมเดลกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านในต่างจังหวัด
ขณะที่ประชาชนผู้ประสบภัยก็ตั้งคำถามกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ในยุครัฐบาลดิจิทัล ทำไมแอปทางรัฐถึงไม่ถูกออกแบบให้สามารถอัปโหลดภาพถ่ายหลักฐานความเสียหายได้ตั้งแต่แรก เพื่อจบปัญหาการเดินทาง?”
ในฐานะนักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม หากเรามองข้ามวิวาทะทางการเมือง แล้วเจาะลึกผ่าน "ข้อมูลสถิติจริง โครงสร้างกฎหมาย การบริหารจัดการภาครัฐ (Public Management) และการออกแบบบริการดิจิทัล" เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ “ใครถูก-ใครผิด” ฝ่ายเดียว แต่สะท้อนให้เห็นถึงรอยต่อที่ล้มเหลวร่วมกันใน 5 มิติสำคัญครับ:
1. เจาะตัวเลขจริง: ยังมีคนตกค้างอีกเยอะไหม ทำไมคนถึงยังแห่ไปเขตไม่หยุด?
เมื่อดูจากข้อมูลสถิติล่าสุด ปัญหาไม่ได้เกิดจากประชาชนไม่ยอมยื่นออนไลน์ แต่เกิดจาก "ภาวะคอขวดสะสม (Backlog)" อย่างมหาศาล: ยอดลงทะเบียนออนไลน์พุ่งทะลุแสน: ใน กทม. มียอดลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐและระบบกลางสะสมกว่า 3.5 แสนครัวเรือน ขณะที่ระบบ claim.bangkok.go.th ของ กทม. เองก็มียอดคำร้องเข้ามามากกว่า 1.29 แสนคำร้อง (โดยเฉพาะเขตลุ่มต่ำอย่าง ลาดกระบัง, บางกะปิ, สายไหม, คลองสามวา และมีนบุรี)
แต่มี "คนค้างท่อ" อีกเป็นแสนครัวเรือน
กลุ่มที่ยื่นออนไลน์แล้วแต่ติดสถานะ: คำร้องแสนกว่ารายการในระบบ ส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสาร เมื่อระบบแจ้งว่า "ภาพถ่ายไม่ชัด" หรือ "เอกสารไม่สมบูรณ์" คนกลุ่มนี้จึงต้องจำใจลางานเดินทางมาเขตเพื่อยื่นภาพถ่ายซ้ำซ้อน
กลุ่มตกหล่นทางดิจิทัล (Digital Exclusion): ผู้สูงอายุ ผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน และผู้เช่าบ้าน/ห้องเช่าในชุมชนแออัดริมคลองที่ไม่มีสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งใน กทม. มีประชากรกลุ่มนี้อยู่อีกหลายหมื่นครัวเรือนที่ไม่สามารถยื่นผ่านระบบใด ๆ ได้เลย
อัตราการระบายคิวหน้างานต่ำกว่ายอดจริง: แต่ละเขตรับตรวจเอกสารได้เฉลี่ยวันละ 300–600 คิว แต่ผู้ประสบภัยในเขตมีหลักหมื่นครัวเรือน เกิดปรากฏการณ์ "Panic Queue" คือยิ่งกลัวเงินหมดหรือกลัวคิวเต็ม คนยิ่งแห่ไปนอนรอตั้งแต่เช้ามืด
2.ให้ สส. หรือ สก. ส่งทีมลงไปสำรวจและรับรองความเสียหายแทน... เป็นไปได้จริงหรือไม่?
คำตอบในทางนิติศาสตร์และการบริหารภาครัฐคือ "ไม่สามารถทำแทนฝ่ายบริหารได้"
ติดเงื่อนไขทางกฎหมายและการเงินการคลัง: ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน การประเมิน สำรวจ และลงนามรับรองความเสียหายเพื่อเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน ต้องกระทำโดย "พนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย" เท่านั้น ส.ส. (ฝ่ายนิติบัญญัติระดับชาติ) และ ส.ก. (ฝ่ายนิติบัญญัติระดับท้องถิ่น) ไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการเซ็นรับรองเอกสารเบิกจ่ายงบประมาณหลวง
การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest): หากเปิดช่องให้นักการเมืองจากการเลือกตั้งเป็นผู้ชี้เป้าหรือรับรองสิทธิ์รับเงินเยียวยาแต่เพียงผู้เดียว ย่อมเกิดความเสี่ยงต่อข้อครหาเรื่องการเลือกปฏิบัติ การเอื้อประโยชน์ให้ฐานเสียง หรือความไม่เป็นกลาง
บทบาทที่ทำได้จริง: สส. และ สก. สามารถทำหน้าที่เป็น "ผู้ประสานงานและสนับสนุน (Facilitator)" เช่น ช่วยประชาชนกรอกข้อมูล ให้คำแนะนำ หรือประสานพาเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารลงพื้นที่ แต่สุดท้าย "ตราประทับและลายมือชื่อรับรองตามกฎหมาย" ยังต้องเป็นของเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายบริหารเท่านั้น
3.ทำไมโมเดลต่างจังหวัดถึงคล่องตัวกว่า แต่ กทม. เกิดภาวะ "คอขวด"?
ต่างจังหวัด (โครงสร้างการปกครองท้องที่สายมหาดไทย): มีกลไกการปกครองลึกถึงระดับชุมชน คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีสถานะเป็น "เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองตามกฎหมาย" (พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่) จึงสามารถบูรณาการร่วมกับช่าง อบต. หรือเทศบาล เดินเคาะประตูบ้านเพื่อสำรวจ ถ่ายภาพ และเซ็นรับรองความเสียหายได้ทันที กระบวนการจึงจบเร็วในระดับพื้นที่แล้วส่งรายงานขึ้นอำเภอ
กทม. (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่ไร้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน): กทม. ยกเลิกโครงสร้างกำนันและผู้ใหญ่บ้านไปแล้ว ส่วน "ประธานชุมชน" เป็นเพียงตัวแทนภาคประชาชนตามระเบียบกรุงเทพมหานคร ไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และไม่มีอำนาจเซ็นรับรองงบประมาณแผ่นดิน
ภาระการตรวจสอบและลงนามรับรองทั้งหมดจึงตกอยู่กับ "เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต" เพียงกลุ่มเดียว เมื่อ 1 สำนักงานเขตต้องดูแลประชากรเรือนแสน เมื่อเกิดภัยพิบัติพร้อมกัน จึงเกิดภาวะ Capacity Bottleneck หรือคอขวดของการรับเรื่องทันที
4.มีระบบ claim.bangkok.go.th อยู่แล้ว ทำไม กทม. ไม่ชูโรงและดันให้สุดทาง?
จริงๆ แล้ว กทม. มีแพลตฟอร์มของตัวเองคือ claim.bangkok.go.th ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรับคำร้องและแนบภาพถ่ายความเสียหายได้โดยตรง ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่ปัญหาที่ทำให้ระบบนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาคอขวดได้ เกิดจาก 3 ช่องโหว่สำคัญ:
ขาดการประชาสัมพันธ์เชิงรุก (Communication Breakdown): ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามีระบบนี้ หรือไม่มั่นใจว่ายื่นผ่านเว็บ กทม. แล้วจะได้รับเงินจริงเท่ากับแอปทางรัฐหรือไม่ ความสับสนระหว่าง “ระบบของรัฐบาลกลาง” กับ “ระบบของ กทม.” ทำให้ประชาชนเลือกวิธีที่มั่นใจที่สุดคือ "ยอมเหนื่อยไปยืนต่อคิวที่เขตดีกว่ารออยู่ที่บ้าน"
ระบบหลังบ้านและการเชื่อมโยงข้อมูล (Data Integration): งบเยียวยาหลักเป็นของ รัฐบาล/ปภ. คำถามคือข้อมูลที่ประชาชนกรอกใน claim.bangkok.go.th สามารถเชื่อมโยง (Sync) เข้าสู่ระบบของ ปภ. ได้แบบอัตโนมัติ Real-time หรือไม่? หากยังต้องให้เจ้าหน้าที่เขตดึงข้อมูลออกมาปริ้นต์ใส่กระดาษเพื่อเสนอเซ็นทีละชุด ดิจิทัลหน้าบ้านก็ไม่ได้ช่วยลดภาระงานหลังบ้านเลย
ขาดฟังก์ชันติดตามสถานะและการนัดหมาย (Time-slot): ประชาชนจำนวนมากที่ไปเขต ไม่ใช่คนที่ไม่เคยยื่นออนไลน์ แต่เป็นคนที่ระบบแจ้งว่า “เอกสารไม่ครบ” หรือ “พิกัดไม่ชัดเจน” ซึ่งระบบของ กทม. ขาดการส่ง Notification/SMS แจ้งนัดหมายเวลาที่ชัดเจน ปล่อยให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกจนต้องแห่มาที่เขตพร้อมกันตั้งแต่เช้ามืด
5. มองกระจกสะท้อน กทม.: การตั้งรับที่ช้าไปหนึ่งก้าว
หากวิเคราะห์อย่างเป็นธรรม ต้องยอมรับว่า "กทม. เองก็มีจุดบกพร่องเรื่องการบริหารจัดการหน้างาน" อย่างเห็นได้ชัด:
ล้มเหลวในการวางแผนกำลังคน (Capacity Planning): กทม. รู้อยู่แล้วว่าเขตลุ่มต่ำมีผู้ประสบภัยหลักหมื่นครัวเรือน แต่กลับเปิดรับคำร้องด้วยกำลังคนปกติในวันแรก ๆ จนระบบล่มและเกิดภาพการแย่งคิว แล้วจึงค่อยมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเกณฑ์เจ้าหน้าที่จากเขตชั้นในมาช่วย หรือเพิ่งมาเพิ่มคอมพิวเตอร์หน้างาน
ไม่ยอมกระจายจุดบริการเชิงพื้นที่ (Decentralization): กทม. มีโรงเรียนในสังกัด 437 แห่ง มีศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง และศูนย์นันทนาการกระจายตัวอยู่ทุกแขวง แต่กลับบีบให้ประชาชนเรือนหมื่นต้องมุ่งหน้ามาที่ "สำนักงานเขตเพียงแห่งเดียว" แทนที่จะใช้โรงเรียนใกล้บ้านหรือวัดในชุมชนเป็นจุดรับเอกสารและตรวจคิวตั้งแต่ Day 1
มีฐานข้อมูลเส้นเลือดฝอย แต่กลับสู่โหมดอนาล็อก: ในยามปกติ กทม. ภาคภูมิใจกับการใช้ข้อมูลบริหารเมือง แต่เมื่อเกิดวิกฤต กทม. กลับสลับสู่โหมดราชการแบบเดิม คือนั่งรอให้ประชาชนหอบเอกสารมาหาที่เขต แทนที่จะนำฐานข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลชุมชนมาทำ Pre-survey แล้วส่งทีมเจ้าหน้าที่เทศกิจหรือฝ่ายโยธาเดินตรวจรับรองความเสียหายเชิงรุกตั้งแต่ช่วงที่น้ำกำลังลด
มุมมองเชิงยุทธศาสตร์: ทางออกเพื่อปลดล็อกระบบบริการประชาชน
บูรณาการและชู claim.bangkok.go.th เป็น Single Portal ของ กทม.: กทม. ต้องประชาสัมพันธ์ระบบนี้อย่างเข้มข้น ทำอินโฟกราฟิกสอนใช้งานให้เข้าใจง่าย และประสานงานกับ ปภ. ให้รับรองข้อมูลจากแพลตฟอร์มนี้เป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนยื่นเอกสารและรูปถ่ายจบในที่เดียว 100%
Quick-win ด้านเทคโนโลยีแอปทางรัฐ: รัฐบาลและผู้พัฒนาระบบส่วนกลาง ต้องเปิดให้อัปโหลดภาพถ่ายความเสียหายพร้อมพิกัด GPS (Geo-tagging) ในแอป "ทางรัฐ" ได้ทันที เพื่อตัดภาระการเดินทางของประชาชนทั่วประเทศ
กระจายจุดบริการและบริหารระบบนัดหมาย: ใช้โรงเรียนสังกัด กทม. ในพื้นที่ประสบภัยเป็น One-stop Service ย่อย พร้อมนำระบบจองคิวออนไลน์แบบกำหนดช่วงเวลา (Time Slot) มาใช้ เพื่อกระจายความหนาแน่นและคืนศักดิ์ศรีให้แก่ผู้ประสบภัย
ใช้ Data & ภาพถ่ายดาวเทียมทำ Pre-approval: บูรณาการข้อมูลแผนที่น้ำท่วมจากภาพถ่ายดาวเทียม (เช่น GISTDA) ร่วมกับข้อมูลระดับน้ำและพิกัดทะเบียนราษฎร์ หากบ้านหลังใดตั้งอยู่ในพื้นที่ที่น้ำท่วมขังเกินเกณฑ์ตามข้อมูลวิทยาศาสตร์ ให้จัดอยู่ในกลุ่ม Fast-track ได้รับการอนุมัติเบื้องต้นทันที แล้วใช้ระบบสุ่มตรวจ (Audit) ย้อนหลัง เพื่อลดภาระงานหน้างานของเจ้าหน้าที่ในภาวะวิกฤต
วิกฤตภัยพิบัติไม่ควรทำให้ประชาชนต้องกลายเป็นผู้แบกรับต้นทุนจาก "รอยต่อที่ขาดหายไป" ของโครงสร้างระบบราชการและเทคโนโลยี ถึงเวลาที่ทั้งรัฐบาลและ กทม. ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการทำงานตามกรอบสังกัดเดิม มาเป็นการออกแบบบริการสาธารณะที่ยึดความเดือดร้อนของประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริงครับ
ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น: ในมุมมองของทุกท่าน คิดว่าสาเหตุหลักของวิกฤตการต่อคิวข้ามคืนที่เกิดขึ้น มาจาก "ความบกพร่องในการตั้งรับหน้างานของ กทม." ที่ไม่ได้กระจายจุดบริการและวางแผนกำลังคนล่วงหน้า หรือเกิดจาก "แอปทางรัฐที่ไม่ยอมเปิดให้อัปโหลดรูปถ่ายหลักฐาน" จนบีบให้ประชาชนต้องเดินทางมาเขตตั้งแต่แรก? ร่วมแชร์มุมมอง ประสบการณ์จริง หรือข้อเสนอแนะได้ในช่องคอมเมนต์ด้านล่างนี้ครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ภราดร' สะกิด สส.-สก. ช่วยเร่งเยียวยาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ชี้ต่างจังหวัดทำงานไว มีกลไกท้องถิ่นเข้มแข็ง
“ภราดร” ระบุ ปัญหาจ่ายเยียวยาน้ำท่วมพบเยอะใน กทม. ยก ตจว.เร็ว เหตุมีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน-ท้องถิ่นเข้มแข็ง บอก ไม่แน่ใจ กทม. สส.-สก.ต้องลงไปช่วยดูหรือไม่ ย้ำรัฐบาล.ยินดี-พร้อมเยียวยาผู้ได้รับความเดือดร้อน อย่างเท่าเทียมกันทุกคน
นายกฯ เปิดปฏิบัติการ 'ปราบนอมินี' ขีดเส้นตายสอบให้จบสิ้นปีนี้
นายกฯ แถลงปฏิบัติการปราบนอมินี ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ไร้อิทธิพลใดอยู่เหนือรัฐบาล สั่งสอบให้จบ ธ.ค. 69 ขยายผลถึงผู้รับประโยชน์ตัวจริง พร้อมลุยแก้พวกโรคความจำเสื่อม 'รู้ไหมว่าผมเป็นใคร'
'เท้ง' กระต่ายขาเดียว ต้องซักฟอก 5 วัน จี้ 'ปธ.สภา' ประชุมวิปหารือ โวย 'รบ.' เลิกคิดเองเออเอง
‘เท้ง’ โวย ‘รัฐบาล’ เลิกคิดเองเออเองให้ข่าวซักฟอก ทั้งที่ยังไม่ได้พูดคุย ‘ฝ่ายค้าน’ ไม่ยอมถ้าได้อภิปราย 3 วัน ลั่น คนเป็น ‘นายกฯ’ บริหารจัดการเวลาได้ เผยจัดทัพค่อนข้างเรียบร้อยแล้ว ยังกั๊กจัดขุนพลเท่าไหร่ ปัดตอบ พุ่งเป้า ‘ไชยชนก’ เพราะเป็นคนใกล้ชิดผู้นำจิตวิญญาณ ภท. หรือไม่ บอกรอดูทีเดียวตอนเข้าสภา
'อนุทิน' ยิ้มลูกเดียว บอกแค่ 'หิว หิว' ไม่ตอบดินเนอร์ 'ธรรมนัส' หนุนซักฟอก
'อนุทิน' ยิ้มอย่างเดียว เลี่ยงตอบปมดินเนอร์ 'ธรรมนัส' เสริมเสียงหนุนรัฐบาลโหวตศึกซักฟอก บอกแค่ 'หิว หิว'
'พิชัย' แนะรัฐบาลสานต่อประชุม IMF–World Bank เร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
‘พิชัย’ ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
'โสภณ' จ่อนัดวิป 3 ฝ่าย เคาะกรอบซักฟอก ปรามอย่าหลอกด่า ดักคอปมฮั้วสว.
'โสภณ' จ่อนัดวิป 3 ฝ่าย ถกกรอบศึกซักฟอกสัปดาห์นี้ เตือนอภิปรายไม่ไว้วางใจวัดกันที่หลักฐาน เตือนอย่าหลอกด่า-บูลลี่ ปชช. เบื่อสภาฯ ทะเลาะกัน ชี้คดีฮั้ว สว.-เรื่องในอดีต ต้องดูว่าโยงรัฐบาลปัจจุบันหรือไม่

