ชำแหละม็อบยุโรปเทียบไทย จากสามกีบทะลุแก๊ส สู่จลาจลเดือดมิลาน-ปารีส

22 ตุลาคม 2569 - นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ "เอ็ดดี้" นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัลชื่อดัง เผยแพร่บทความเรื่อง "สามกีบทะลุแก๊สระบาดในยุโรป "คนอายุน้อย + โซเชียลมีเดีย + การปะทะกับรัฐ" จากไทย ไปฝรั่งเศส และอิตาลี มีเนื้อหาดังนี้

เกิดเหตุการณ์จลาจลในอิตาลี มีวัยรุ่นหลายร้อยคน ซึ่งจำนวนมากถูกระดมพลผ่านโซเชียลมีเดีย ได้เข้าร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหวสุดโต่งฝ่ายซ้าย (Antifa) บนท้องถนนเพื่อทำลายทรัพย์สิน ปล้นร้านค้า และถ่ายคลิปวิดีโอประจานการก่ออาชญากรรมของตนเอง โดยมีผู้ถูกจับกุมแล้ว 330 ราย โดยครึ่งหนึ่งเป็นผู้ที่มีเชื้อสายต่างชาติ ซึ่งรวมถึงทั้งผู้ที่เกิดในต่างประเทศและผู้ที่เกิดในอิตาลีจากครอบครัวชาวต่างชาติ รัฐบาลเมโลนีใช้ "ยาแรงเชิงรุก" ทันที

นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี แห่งอิตาลี ได้ประกาศมาตรการชุดใหม่ที่เข้มงวดเพื่อปราบปรามเหตุจลาจลรุนแรงและการปล้นสะดม ซึ่งรวมถึงโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี และโทษปรับสูงถึง 20,000 ยูโร สำหรับผู้ที่มีส่วนร่วมในการประท้วงที่ใช้ความรุนแรง

ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่นี้

• ผู้ก่อจลาจลที่รวมกลุ่มกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปจะต้องเผชิญกับโทษที่หนักขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการปกปิดใบหน้าหรือทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บ

• ผู้ปกครองจะต้องรับผิดชอบทางการเงินต่อความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของบุตรหลานที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

• ขยายขอบเขตอำนาจการควบคุมตัวเพื่อป้องกันเหตุ (Preventive detention) ให้ครอบคลุมถึงผู้เยาว์

• ส่งกำลังทหารเพิ่มเติมจำนวน 500 นาย เข้าประจำการในเมืองมิลานไปจนถึงช่วงสิ้นปี

• จัดสรรทรัพยากรและงบประมาณเพิ่มเติมให้แก่ศาลเยาวชนและสถานพินิจ

เกิดเหตุการณ์อะไรในอิตาลี?
ต้นตอของข่าวนี้มาจาก เหตุจลาจลรุนแรงและการปล้นสะดมครั้งใหญ่ในเมืองมิลาน ทางตอนเหนือของอิตาลี ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (17–18 ตุลาคม 2026) ซึ่งต่อมาลุกลามไปยังเมืองอื่น ๆ เช่น โบโลญญา แบร์กาโม และตูริน จนรัฐบาลของนางจอร์เจีย เมโลนี ต้องออกมาตรการฉุกเฉินรับมือ

จุดเริ่มต้นและสิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องถนน

1. ชนวนเหตุเดิม: เริ่มต้นจากการนัดชุมนุมประท้วงเรื่อง ค่าครองชีพสูง และปัญหาบริการสาธารณะ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการประท้วงที่เกิดขึ้นคู่ขนานในฝรั่งเศสช่วงเวลาเดียวกัน

2. การแทรกซึมและเปลี่ยนทิศทาง: การประท้วงถูกยกระดับกลายเป็นการปะทะ เมื่อกลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายจัด (Antifa / Black Bloc) ร่วมกับกลุ่มวัยรุ่นที่นัดหมายกันผ่านโซเชียลมีเดีย (TikTok และ Instagram) หลั่งไหลเข้ามาในใจกลางเมืองมิลาน

3. การปล้นสะดมและทำลายเมือง: เกิดการปะทะกับตำรวจปราบจลาจล จุดไฟเผาสิ่งของ ขว้างปาก้อนหิน และบุกปล้นร้านค้าชื่อดังใจกลางเมือง เช่น ร้านอุปกรณ์กีฬา Decathlon, ช็อปโทรศัพท์ Vodafone และร้านหนังสือ Feltrinelli พร้อมทั้งมีการถ่ายคลิปวิดีโอโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย

ประเด็นที่ทำให้สังคมอิตาลีตกใจเป็นพิเศษ

• ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็น "เยาวชน": ในบรรดาผู้ถูกควบคุมตัวและดำเนินคดีหลายร้อยคน พบว่า เกือบ 80% เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยบางรายมีอายุเพียง 11–14 ปีเท่านั้น

• ปัญหาแก๊งวัยรุ่นชานเมือง (Maranza): ผู้ก่อเหตุจำนวนมากเป็นกลุ่มวัยรุ่นจากแถบชานเมืองรอบนอก ซึ่งมีสัดส่วนของครอบครัวผู้อพยพ (รุ่นที่สองหรือสามจากแอฟริกาเหนือและยุโรปตะวันออก) ทำให้ประเด็นนี้จุดชนวนถกเถียงอย่างหนักเรื่องการบูรณาการทางสังคม (Integration) และปัญหาอาชญากรรมเยาวชนในอิตาลี

การตอบโต้ของรัฐบาลเมโลนี
คณะรัฐมนตรีของเมโลนีจึงเรียกประชุมด่วนและเตรียมผลักดัน พระราชกฤษฎีกาความมั่นคงฉบับใหม่ เพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย

• จัดการเยาวชนเด็ดขาดขึ้น: ขยายอำนาจกักตัวเพื่อป้องกันเหตุ (Preventive detention) กับผู้เยาว์ และดึงผู้ปกครองเข้ามารับผิดชอบค่าเสียหายทางแพ่ง

• เพิ่มกำลังทหาร: สั่งตรึงกำลังทหารเพิ่มเติม 500 นายในมิลานทันทีเพื่อสนับสนุนภารกิจลาดตระเวนรักษาความสงบ (Strade Sicure)

• ลงโทษผู้ชุมนุมที่ใช้ความรุนแรง: เพิ่มโทษจำคุกและปรับหนักขึ้นกับผู้ที่รวมกลุ่มก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะผู้ที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเพื่อก่อเหตุ

ปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวของเยาวชนและคนรุ่นใหม่ใน อิตาลี (เหตุจลาจลมิลานและเมืองทางเหนือ), ฝรั่งเศส (การลุกฮือของเยาวชนชานเมืองและการประท้วงค่าครองชีพ) และ ไทย (ขบวนการเคลื่อนไหวปี 2020–2021) สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ภายนอกที่คล้ายกัน คือ "คนอายุน้อย + โซเชียลมีเดีย + การปะทะกับรัฐ" แต่เมื่อผ่าตัดลึกลงไปในโครงสร้างอำนาจและรากเหง้าทางสังคม ทั้งสามกรณีมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

1. มิติการแย่งชิงดุลอำนาจ: ระเบียบเดิม vs กลุ่มอำนาจ/ค่านิยมใหม่

• ไทย (การเมืองเชิงอำนาจและการท้าทายเสาหลักของรัฐ)

ความขัดแย้งในไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องนโยบายสาธารณะหรือปากท้อง แต่เป็น การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนดุลอำนาจเชิงโครงสร้าง (Regime & Power Restructure) โดยตรง

ในมุมมองของฝ่ายความมั่นคงและอนุรักษนิยม:นี่คือขบวนการทางการเมืองที่มุ่งรื้อถอน "ระเบียบเดิม" และเครือข่ายอำนาจดั้งเดิม (กองทัพ ศาล และสถาบันพระมหากษัตริย์) ทั้งที่สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจและอยู่เหนือการเมืองตามประเพณีการปกครอง การพุ่งเป้าไปที่สถาบันหลักจึงถูกมองว่าเป็นการล้ำเส้นเพื่อหวังผลในการเปลี่ยนขั้วอำนาจรัฐ โดยมีกลุ่มการเมืองและชุดความคิดตะวันตกหนุนหลัง

ในมุมมองของฝ่ายผู้ชุมนุม: อ้างความชอบธรรมเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจให้เป็นไปตามหลักสากลและลดบทบาทของอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

• อิตาลี (การปะทะระหว่างรัฐอนุรักษนิยมขวาจัด กับ กลุ่มต่อต้านรัฐ/เยาวชนชายขอบ):
ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองหรือล้มล้างสถาบันสูงสุดของชาติ แต่เป็นการปะทะกันระหว่าง รัฐบาลสายอนุรักษนิยมของจอร์เจีย เมโลนี ที่เน้นระเบียบ กฎหมาย และอัตลักษณ์ชาติ กับสองกลุ่มที่ฉวยโอกาสผสมโรงกัน คือ กลุ่มอุดมการณ์ซ้ายจัด (Antifa/Black Bloc) ที่ต่อต้านรัฐบาลขวาจัดเชิงอุดมการณ์ และ กลุ่มเยาวชนชานเมือง (Maranza) ที่ไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองชัดเจน แต่ปฏิเสธกฎเกณฑ์ของสังคมและต้องการแสดงอำนาจผ่านความรุนแรงบนท้องถนน

• ฝรั่งเศส (วิกฤตความชอบธรรมของรัฐสาธารณรัฐ กับ ความแปลกแยกของคนชายขอบ):
เป็นการท้าทาย "โมเดลสาธารณรัฐนิยมของฝรั่งเศส" ที่เชื่อว่าพลเมืองทุกคนเท่าเทียมกันโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ แต่ในทางปฏิบัติ เยาวชนลูกหลานผู้อพยพในเขตชานเมือง (Banlieues) รู้สึกว่าตนเองถูกทอดทิ้งและถูกเลือกปฏิบัติจากตำรวจ การลุกฮือจึงไม่ใช่การแย่งชิงอำนาจรัฐเพื่อตั้งรัฐบาลใหม่ แต่เป็นการ ปฏิเสธอำนาจรัฐ ทำลายสัญลักษณ์ของรัฐ (เช่น โรงเรียน ศาลากลาง สถานีตำรวจ) เพื่อระบายความโกรธแค้นและประกาศเขตอิทธิพลของตน

2. ชนวนเหตุและรากเหง้าปัญหา

(1) การต่อสู้ทางการเมืองเชิงสถาบันและอำนาจรัฐ (เด่นชัดที่สุดในไทย):ชนวนเหตุเริ่มจากการยุบพรรคอนาคตใหม่ การร่างรัฐธรรมนูญ และการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร ก่อนจะถูกยกระดับไปสู่ข้อเรียกร้องที่แตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพ รากเหง้าจึงเป็นเรื่อง อุดมการณ์ทางการเมืองและศึกชิงอำนาจนำระหว่างชนชั้นนำเดิมกับกลุ่มการเมืองรุ่นใหม่

(2) ความล้มเหลวด้านการหลอมรวมทางสังคมและวิกฤตอัตลักษณ์ (เด่นชัดในอิตาลีและฝรั่งเศส):ทั้งอิตาลีและฝรั่งเศสเผชิญปัญหา Integration Crisis หรือความล้มเหลวในการหลอมรวมผู้อพยพรุ่นที่ 2 และ 3 (ส่วนใหญ่จากแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง) เข้าสู่สังคมกระแสหลัก เยาวชนเหล่านี้เกิดหรือโตในยุโรปแต่ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชาติ ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ และรวมกลุ่มกันเป็นวัฒนธรรมย่อยที่ต่อต้านสังคมหลัก

(3) แรงกดดันทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพ (เป็นตัวจุดชนวนในยุโรป):ในอิตาลีและฝรั่งเศส การประท้วงมักเริ่มต้นจากประเด็นเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง หรือการตัดสวัสดิการรัฐ (เช่น การขยายอายุเกษียณในฝรั่งเศส) ซึ่งดึงดูดชนชั้นแรงงานและนักศึกษาออกมาเดินขบวน ก่อนที่กลุ่มสุดโต่งและกลุ่มวัยรุ่นชานเมืองจะเข้ามาสวมรอยเปลี่ยนการประท้วงให้กลายเป็นการจลาจล

3. อิทธิพลของโซเชียลมีเดียและการรวมตัวแบบสุดโต่ง กลไกการระดมพลแบบไร้แกนนำ

• ไทย: ใช้ X (Twitter) และ Facebook ในการนัดหมายแบบรวดเร็ว ("นัดหมายหน้างาน") ใช้แฮชแท็กในการปั่นกระแส สร้างชุดข้อมูลโจมตีฝ่ายตรงข้าม และระดมทุน มีการใช้ภาษามีม (Meme) เพื่อลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของระเบียบเดิม

• อิตาลีและฝรั่งเศส: ใช้ TikTok, Snapchat และ Instagram เป็นหลัก ซึ่งเน้นภาพและวิดีโอสั้นที่เร้าอารมณ์ วัยรุ่นไม่ได้ถูกระดมด้วย "แถลงการณ์ทางการเมือง" แต่ถูกระดมด้วย "ภาพความมันส์ของการปะทะและการปล้น"

จิตวิทยาสังคมของเยาวชน

• ใน อิตาลีและฝรั่งเศส ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนมากคือ การเปลี่ยนอาชญากรรมให้เป็นเกม (Gamification of Riots) วัยรุ่นอายุเพียง 12–17 ปี ออกมาทุบกระจกร้านแบรนด์เนม เผารถตำรวจ แล้วถ่ายคลิปลง TikTok เพื่ออวดเพื่อนและสร้างตัวตน (Clout) ในโลกออนไลน์ โดยไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองเลย

• ในไทย ช่วงท้ายของการชุมนุม (ปี 2021) เกิดปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกันในกลุ่ม "ทะลุแก๊ส" บริเวณแยกดินแดง ซึ่งเยาวชนชายขอบและกลุ่มอาชีวะออกมาปะทะกับตำรวจควบคุมฝูงชนทุกคืน มีการไลฟ์สดเพื่อเรียกยอดวิวและรับเงินบริจาค โดยที่เป้าหมายทางการเมืองเชิงนโยบายเลือนหายไป เหลือเพียงความสะใจในการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ
การแทรกซึมของกลุ่มสุดโต่ง

• ในยุโรป กลุ่ม Antifa และ Black Bloc ซึ่งมีทักษะการก่อจลาจลแบบจัดตั้ง (ใส่ชุดดำ ปิดหน้า มีอาวุธประดิษฐ์) ทำหน้าที่เป็น "หัวหอก" เปิดทางพังแนวป้องกันของตำรวจ แล้วปล่อยให้ฝูงชนวัยรุ่นกรูเข้าไปปล้นสะดม

• ในไทย มีการแบ่งงานกันทำระหว่าง "กลุ่มปราศรัย/แนวคิด" ที่ดันเพดานข้อเรียกร้อง กับ "กลุ่มการ์ด/กลุ่มปะทะสายเหยี่ยว" ที่ใช้ความรุนแรงตอบโต้เจ้าหน้าที่และทำลายสัญลักษณ์ของรัฐและสถาบันฯ

4. รูปแบบพฤติกรรมและความรุนแรงบนท้องถนน

• อิตาลีและฝรั่งเศส (เน้นการปล้นสะดมและทำลายทรัพย์สินเอกชน/สาธารณะ):ระดับความรุนแรงทางกายภาพสูงและมุ่งเน้นไปที่ การปล้นร้านค้า เช่น ร้านเสื้อผ้ากีฬา ร้านมือถือ ซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงการเผารถยนต์ของประชาชนและทำลายอาคารของรัฐ โปรไฟล์ผู้ก่อเหตุหลักคือ เยาวชนชายอายุ 12–20 ปี จากครอบครัวผู้อพยพและกลุ่มซ้ายจัด

• ไทย (เน้นการทำลายสัญลักษณ์ทางอำนาจและการปะทะเจ้าหน้าที่ ไม่มีพฤติกรรมปล้นร้านค้า):จุดต่างสำคัญคือ ในไทย แทบไม่มีการปล้นสะดมร้านค้าเอกชน แต่ความรุนแรงจะพุ่งเป้าไปที่ "สัญลักษณ์ของอำนาจรัฐและสถาบันหลัก" เช่น การสาดสี การทุบทำลายซุ้มเฉลิมพระเกียรติ การเผาป้อมตำรวจ และการปะทะด้วยประทัดยักษ์/ระเบิดปิงปองที่แยกดินแดง โปรไฟล์ผู้เข้าร่วมแบ่งเป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือ กลุ่มนักเรียน-นักศึกษาชนชั้นกลาง (เน้นเชิงสัญลักษณ์และวาทกรรม) และกลุ่มเยาวชนอาชีวะ/คนชายขอบ (เน้นการปะทะทางกายภาพ)

5. ยุทธศาสตร์การตอบโต้และการป้องกันของรัฐ การบังคับใช้กฎหมายและมาตรการความมั่นคง

• อิตาลี: รัฐบาลเมโลนีใช้ "ยาแรงเชิงรุก" ทันที ออกพระราชกฤษฎีกาเพิ่มโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 20,000 ยูโร ขยายอำนาจควบคุมตัวผู้เยาว์ล่วงหน้า (Preventive Detention) ส่งทหารคุมเมือง และ บังคับให้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบทางการเงิน ต่อความเสียหายที่ลูกก่อขึ้น เพื่อตัดวงจรการปล่อยปละละเลยของครอบครัว

• ฝรั่งเศส: ใช้กำลังตำรวจปราบจลาจลขนาดใหญ่ (กว่า 40,000 นาย) พิจารณาคดีแบบเร่งด่วน (Fast-track trials) ขู่ตัดเงินสวัสดิการครอบครัวที่ปล่อยให้ลูกออกมาก่อจลาจล และกดดันแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้ลบเนื้อหาปลุกปั่นทันที

• ไทย: ใช้เครื่องมือทางกฎหมายควบคู่กับการควบคุมฝูงชน ได้แก่ การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น) และ มาตรา 112 เพื่อปกป้องสถาบันหลักจากการถูกก้าวล่วง ซึ่งแม้จะทำให้การชุมนุมบนท้องถนนยุติลงได้ในที่สุด แต่ก็ทิ้งโจทย์ทางการเมืองเรื่องคดีความของเยาวชนไว้เป็นประเด็นถกเถียงต่อเนื่อง

การป้องกันและยุทธศาสตร์ระยะยาว

• บทเรียนจากยุโรป: การใช้กำลังตำรวจและทหารหยุดยั้งการปล้นสะดมได้เร็ว แต่หากไม่แก้ปัญหาการหลอมรวมผู้อพยพและการศึกษาในเขตชานเมือง จลาจลก็จะปะทุซ้ำทุกๆ ไม่กี่ปี การดึง "ผู้ปกครอง" มารับผิดชอบทางแพ่งถือเป็นมาตรการทางกฎหมายที่ช่วยกระตุกให้ครอบครัวต้องเข้ามาควบคุมดูแลบุตรหลานอย่างจริงจัง

• บทเรียนสำหรับไทย: การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยและปกป้องเสาหลักของบ้านเมืองในระยะสั้น แต่ในระยะยาว รัฐจำเป็นต้องมี ยุทธศาสตร์ด้านสงครามข่าวสาร (Information Operations & Literacy) เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และบทบาทของสถาบันหลักในฐานะศูนย์รวมจิตใจ ควบคู่ไปกับการตัดวงจรกลุ่มการเมืองที่ใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือในการแย่งชิงอำนาจ และการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศโดยไม่ตกเป็นเหยื่อของการปลุกปั่นสุดโต่ง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สิ้นแล้วยูโทเปีย! 'อั้มเนโก' ซัด 'ทรราชมาครง' ทำเด็กตาบอด มือขาด กดขี่ จับคนเข้าคุก ค่าครองชีพพุ่ง

ศรันย์ ฉุยฉาย หรือ อั้ม เนโกะ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่หลบหนีคดีอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โพสต์เฟซบุ๊กว่ารัฐบาลมาครองทำ

ยก 'ปารีสโมเดล' ดึงสติคนไทย อย่าให้ใครยุยงเผาบ้านตัวเอง

นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ปารีสโมเดล

จลาจลหนักในหลายเมืองของฝรั่งเศสหลังการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติ

จากการเฉลิมฉลองผลการเลือกตั้งอย่างสันติได้ลุกลามไปสู่ความรุนแรงในหลายพื้นที่ของฝรั่งเศส เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ป