'ดร.นิว' ชี้อำนาจลงมติเลือกนายกฯ ของ ส.ส.-ส.ว. ผิดหลักมายาวนานตั้งแต่ปี 2475

8 ก.ย.2565 - ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ ดร.นิว นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ไม่ควรลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีของทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ล้วนแล้วแต่เป็นการทำลายดุลอำนาจการปกครองแทนปวงชนของประมุขไม่แตกต่างกัน โดยไม่ได้สอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติโดยทั่วไปของประเทศส่วนใหญ่ในระบอบประชาธิปไตยแบบราชอาณาจักรหรือ Constitutional Monarchy ที่มีสหราชอาณาจักรเป็นประเทศต้นแบบของระบอบการปกครอง ซึ่งอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเป็นอำนาจของประมุข

ตามธรรมเนียมปฏิบัติโดยทั่วไปของระบอบประชาธิปไตยแบบราชอาณาจักร ในกรณีที่เป็นเอกฉันท์ พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งผู้นำของฝ่ายที่ครองเสียงข้างมากในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นนายกรัฐมนตรี และสำหรับกรณีที่ไม่เป็นเอกฉันท์ ก็จะมีกลไกพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งในการคัดเลือกและเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้ผ่านการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด

นับได้ว่าการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นกลวิธีหนึ่งของคณะราษฎร เพื่อรักษาอำนาจอธิปไตยของคนส่วนน้อยภายใต้ระบอบเผด็จการของคณะราษฎรไว้เสียเอง อีกทั้งยังทำให้นายกรัฐมนตรีมีลักษณะเป็นประธานาธิบดีมากยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบัน ดุลอำนาจการปกครองอยู่ภายใต้นายทุนนักธุรกิจการเมืองทั้งหลาย ที่อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนน้อยทั้งสิ้น ไม่ได้แตกต่างจากคณะราษฎรในอดีตแต่อย่างใด

การยกเลิกการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีของทั้ง ส.ส. และ ส.ว. แล้วให้ผู้ถือดุลอำนาจการปกครองแทนปวงชนอย่างพระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามธรรมเนียมปฏิบัติโดยทั่วไปของต้นแบบระบอบการปกครอง เฉกเช่น สหราชอาณาจักร จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประชาธิปไตย ทำอำนาจอธิปไตยให้เป็นของปวงชนอย่างแท้จริง ตลอดจนทำให้รัฐธรรมนูญและระบอบการปกครองปัจจุบันขับเคลื่อนไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น อำนาจในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีของทั้ง ส.ส. และ ส.ว. จึงเป็นการบ่อนทำลายดุลอำนาจการปกครอง ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ถือดุลอำนาจการปกครองแทนปวงชน อีกทั้งยังขัดต่อธรรมเนียมปฏิบัติโดยทั่วไปของระบอบประชาธิปไตยแบบราชอาณาจักร ซึ่งนับได้ว่าผิดหลักวิชามาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ 24 มิถุนา 2475 เรื่อยมาจนถึงวินาทีนี้ ตลอดจนเป็นการบั่นทอนอำนาจอธิปไตยของปวงชนและพระราชอำนาจอันพึงมีอีกด้วย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ตู่-ป้อม' ประสานเสียง 'ปรับครม.' เฉพาะเก้าอี้ว่าง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ระบุว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของ พปชร.จะมีการเสนอชื่อให้มีการปรับครม.

'บิ๊กตู่' สั่งขรก.ปรับตัวให้ทันคนรุ่นใหม่ ลงนาม MOU แล้วต้องเกิดขึ้นจริง อย่าเป็นเอ็มโอดู

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานในกิจกรรมการนำเสนอผลการพัฒนาต้นแบบนโยบายภายใต้โครงการพัฒนานักบริหารระดับสูง : ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (หลักสูตร ป.ย.ป.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ร่วมงาน

‘ปชป.’ จี้ ‘บิ๊กตู่’ ปรับครม.เสนอชื่อ ‘นริศ’ นั่ง ‘รมช.มหาดไทย’ ได้แล้ว

ขอเรียนให้นายกฯรับทราบว่านายนริศ เป็นส.ส.อาวุโส เป็นรองประธานวิปของผม และช่วยงานวิปรัฐบาลเป็นอย่างดีตลอดมา

2คนดังฝ่ายอนุรักษ์ โต้ยิบ 'ปิยบุตร' มั่วย้อนยุคพระเจ้าเอกทัศ ลากโยงสู่ 112 ยุคปัจจุบัน

สืบเนื่องจาก นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า แสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับมาตรา 112 ว่า จากคดี 112 วิจารณ์เศรษฐกิจพอเพียง ที่ผู้พิพากษาลงความเห็นว่า กล่าวถึง

'บิ๊กตู่'ปักหลัก'รวมไทยสร้างชาติ' แยกทางกับ'บิ๊กป้อม'สู่เป้าหมายเดียวกัน

“การแยกกันกันเดินของ ประยุทธ์-ประวิตร การวางแผนไว้ระยะหนึ่งแล้ว เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า คะแนนนิยมของพรรค พปชร.ตกต่ำลงเรื่อยๆ หากยังอยู่ในพรรค พปชร.ด้วยกันก็อาจตายหมู่ การตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ไปปักหลักที่พรรค รทสช. จึงเป็นทางเลือกใหม่”