หวั่นฟอกขาว! ไม่เชื่อมือ 10 อรหันต์ สอบป้าย 'สถานีกลางบางซื่อ'

6 ม.ค. 2566 – นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงการก่อสร้างในโครงการปรับปรุงป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์และตราสัญลักษณ์การรถไฟแห่งประเทศไทย ตามคำสั่งกระทรวงคมนาคม ที่ 5/2566 ลงวันที่ 4 ม.ค.66 แล้วนั้น

เมื่อพิจารณารายชื่อคณะกรรมการทั้ง 10 คนดังกล่าว ปรากฏว่าเป็นบุคคลที่มาจากกระทรวงคมนาคมถึง 6 คน มีบุคคลภายนอกเพียง 4 คนเท่านั้น ซึ่งหากคณะกรรมการดังกล่าวจะพิจารณาตรวจสอบเพื่อหาข้อยุติใดๆ หากต้องมีการโหวตกันขึ้นมากรรมการจากบุคคลภายนอก แม้จะมีความรู้ความสามารถเป็นที่น่าเชื่อถือของสังคมมากเพียงใด ก็ย่อมต้องแพ้มติวันยังค่ำ เพราะอย่างไรเสียกรรมการ 6 คน ที่มาจากกระทรวงคมนาคมย่อมต้องเกรงใจประธานกรรมการที่มีตำแหน่งเป็นถึงรองปลัดกระทรวงฯ ย่อมให้คุณให้โทษกับกรรมการที่อยู่ในกระทรวงของตนได้ เช่นนี้กรรมการดังกล่าวจะเป็นกลางได้อย่างไร

ทั้งนี้ การตั้งคณะกรรมการใดๆ ขึ้นมาพิจารณาตรวจสอบเรื่องที่เป็นข้อพิพาทดังกล่าว ควรที่จะต้องแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นกลาง และมีความเป็นอิสระจริง ๆ ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัฐของผู้ใดหรือตำแหน่งใดที่จะให้คุณให้โทษกรรมการนั้นๆ ได้

“ทางออกที่เหมาะสมในกรณีดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยขอแนะนำว่า ท่านรัฐมนตรีควรที่จะแต่งตั้งกรรมการเข้าไปเพิ่มอีก 4 – 5 คน โดยแต่งตั้งบุคคลที่เป็นตัวแทนจากคณะวิศวกรรมของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบัง ธนบุรี พระนครเหนือ เกษตรศาสตร์ และจุฬาฯ ซึ่งก็จะทำให้คณะกรรมการฯดังกล่าวมี 14 – 15 คน โดยมีผู้รู้จากภายนอก 8 – 9 คน ก็จะทำให้สัดส่วนกรรมการจากบุคคลภายนอกมากกว่า หากจะมีการโหวตใดๆ เกิดขึ้นในคณะกรรมการฯ หากคณะกรรมการจากบุคคลภายนอกโหวตให้กรรมการจากกระทรวงคมนาคม ก็จะทำให้มีน้ำหนักและได้รับความน่าเชื่อถือจากสังคมมากกว่า หากข้อแนะนำนี้ รัฐมนตรีคมนาคมไม่สนใจ สังคมควรจะช่วยกันติดตามการทำงานของ 10 อรหันต์ดังกล่าวว่า อาจจะมีการฟอกขาวหรือการลูบหน้าปะจมูกกันหรือไม่” นายศรีสุวรรณ ระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง

ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ