‘ภัทรพงศ์’ สั่งต่ออายุมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศอีก 2 เดือน

‘ภัทรพงศ์’ สั่ง บวท. ขยายมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศอีก 2 เดือน ช่วยสายการบินลดต้นทุนจากวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมเร่งโครงการ Digital Tower และ Remote Tower ยกระดับการบริหารจราจรทางอากาศ รองรับไทยสู่ศูนย์กลางการบินระดับโลก (World-class Aviation Hub)

29 มิ.ย. 2569 – นายภัทรพงศ์  ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบินอย่างต่อเนื่อง หลังสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานของภาคการคมนาคมขนส่งทางอากาศ โดยให้พิจารณาขยายระยะเวลาของมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศ เพื่อบรรเทาภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการสายการบินที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน และรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ บวท. ติดตามสถานการณ์การบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด ประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร ระบบอุปกรณ์ และแผนรองรับในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ World-class Aviation Hub

ทั้งนี้ จากการประชุมคณะกรรมการ บวท. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการขยายมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางตามนโยบายของรัฐบาลออกไปอีกเป็นระยะเวลา 2 เดือน คือ เดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2569 สำหรับเที่ยวบินที่ทำการบินภายในประเทศในอัตรา 30%พร้อมขยายระยะเวลาการชำระหนี้ (Credit Term) ให้สายการบินชำระค่าบริการฯ 50%ตามกำหนด และส่วนที่เหลือขยายระยะเวลาในการชำระหนี้จากกำหนดเดิมออกไปอีก 30 วัน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน โดยเฉพาะต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศ ให้เที่ยวบินใช้เวลาและเชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่า  ลดความล่าช้า และรักษามาตรฐานความปลอดภัยในทุกเที่ยวบิน เพื่อให้ระบบคมนาคมทางอากาศของประเทศเดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันการบริหารจราจรทางอากาศทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ประเทศไทยจึงต้องเร่งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้การควบคุมจราจรทางอากาศมีประสิทธิภาพ แม่นยำ และปลอดภัยยิ่งขึ้น พร้อมรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต จึงได้เร่งรัดให้ บวท. เดินหน้าการดำเนินโครงการ Digital Tower ซึ่งเป็นเทคโนโลยีควบคุมจราจรทางอากาศรูปแบบใหม่ สำหรับสนามบินหลักของประเทศ ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง รวมถึงโครงการ Remote Tower สำหรับสนามบินนราธิวาส และสนามบินเบตง โดยจะทำการควบคุมจราจรทางอากาศระยะไกลจากศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่ เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และเตรียมความพร้อมสู่ระบบการเดินอากาศแห่งอนาคต 

นายภัทรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ Digital Tower ไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการวางรากฐานระบบการเดินอากาศยุคใหม่ของประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของภาคการบินในระยะยาว เชื่อมโยงกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งทางอากาศ และสร้างความเชื่อมั่นให้สายการบิน นักลงทุน และผู้ใช้บริการจากทั่วโลก

ด้านนายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการ Digital Tower ว่า ขณะนี้ได้ผ่านการอนุมัติงบลงทุนปี 2570 แล้ว และเตรียมเริ่มกระบวนการจัดหาในเดือนตุลาคม 2569 คาดว่าจะใช้ระยะเวลาติดตั้งและนำระบบเข้าใช้งานประมาณ 2 ปี และพร้อมให้บริการภายในปี 2571 ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาระบบการบิน ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดทางกายภาพของหอควบคุมการจราจรทางอากาศแบบเดิม และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการจราจรทางอากาศในอนาคต

นอกจากนี้ โครงการยังช่วยรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงสนับสนุนแนวโน้มการพัฒนา “Smart Airport” และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในระบบคมนาคมของประเทศ ซึ่งจะดำเนินงานร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการออกแบบ การทดสอบ การบริหารการเปลี่ยนผ่าน (Change Management) ไปจนถึงการวิเคราะห์และประเมินด้านความปลอดภัยอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าระบบ Digital Tower  จะสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องตามนโยบาย และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง