
กสม. ชี้ การตรวจหาสารเสพติดในสถานประกอบกิจการแบบเหมารวมหรือสุ่มตรวจ เป็นการละเมิดสิทธิฯ เสนอทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไข
1ก.ย.2566 - นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือนธ.ค. 2565 ระบุว่า ผู้ร้องเป็นพนักงานของบริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี โดยบริษัทจัดให้มีการตรวจหาสารเสพติดและไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า มีการปิดประตูรั้วโรงงานและให้พนักงานที่ทำงานรอบกลางคืนเข้ารับการตรวจหาสารเสพติดทุกคน แม้จะแจ้งว่าพนักงานสามารถลงลายมือชื่อแสดงความยินยอมหรือไม่ยินยอมก็ได้ แต่พนักงานเกรงว่าถ้าไม่ยินยอมจะมีผลกระทบต่อการประเมินปรับเงินประจำปี เงินโบนัส หรือตำแหน่ง จึงยินยอม ต่อมาผู้ร้องได้แสดงความประสงค์ขอถอนเรื่อง แต่เนื่องจากการตรวจหาสารเสพติดในสถานประกอบกิจการอาจกระทบต่อสิทธิแรงงาน กสม. จึงได้หยิบยกกรณีดังกล่าวขึ้นตรวจสอบ
กสม. พิจารณาข้อเท็จจริง บทบัญญัติของกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน ความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ให้การรับรองและคุ้มครองไว้ว่าบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย รวมถึงมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว การกระทำอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลหรือการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใด ๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ
นอกจากนี้ยังเห็นว่า สถานประกอบกิจการซึ่งเป็นโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรื่อง กำหนดมาตรการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบกิจการ ลงวันที่ 9 มี.ค.2565 ซึ่งไม่มีข้อกำหนดให้เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการตรวจหาสารเสพติดในลูกจ้าง อีกทั้ง การตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในโรงงานเกิดขึ้นเนื่องจากสถานประกอบกิจการสมัครใจเข้าร่วมและดำเนินการตามโครงการโรงงานสีขาว และโครงการมาตรฐานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการ (มยส.) ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งโครงการดังกล่าว มีหัวข้อประเมินหัวข้อหนึ่งที่กำหนดมาตรการเฝ้าระวังพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยให้สถานประกอบกิจการมีกระบวนการค้นหาผู้เสพ/ผู้ติดยาในสถานประกอบกิจการ และแม้ว่าการได้รับการรับรองตามโครงการโรงงานสีขาว และ มยส. ไม่ได้กำหนดว่าสถานประกอบกิจการต้องปฏิบัติตามหัวข้อประเมินให้ครบทุกข้อจึงจะได้รับการรับรอง และนายจ้างไม่สามารถกำหนดข้อบังคับการทำงานให้ลูกจ้างต้องตรวจหาสารเสพติดได้ก็ตาม แต่ปรากฏว่ายังมีสถานประกอบกิจการบังคับลูกจ้างตรวจหาสารเสพติดในลักษณะเดียวกับที่มีการร้องเรียน กสม. ดังนั้น การที่สถานประกอบกิจการจัดกิจกรรมตรวจหาสารเสพติดในลูกจ้างไม่ว่าโดยการสุ่มตรวจหรือตรวจแบบเหมารวม ตามหลักเกณฑ์ของ มยส. จึงเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของลูกจ้าง อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ส่วนกรณีที่สถานประกอบกิจการใช้วิธีการให้ลูกจ้างแสดงความยินยอมให้ตรวจสอบสารเสพติด ถึงแม้จะสามารถทำได้ตามหลักกฎหมาย แต่เมื่อการตรวจหาสารเสพติดเป็นการกระทำที่กระทบสิทธิในชีวิตและร่างกาย และสิทธิในความเป็นส่วนตัวของลูกจ้าง การให้ความยินยอมควรต้องเป็นความสมัครใจอย่างแท้จริง ปราศจากการถูกโน้มน้าว บีบบังคับ หลอกให้เชื่อ หรือกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อมจากบุคคลหรือบรรยากาศแวดล้อม ในฐานะที่ลูกจ้างอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของนายจ้าง ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเหนือโดยแท้ การตัดสินใจต่าง ๆ ย่อมมีผลต่อการปฏิบัติงานของลูกจ้าง จึงอาจยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการที่ลูกจ้างให้ความยินยอมตรวจหาสารเสพติดเป็นการยินยอมด้วยความสมัครใจอย่างแท้จริง ดังนั้น การให้ลูกจ้างแสดงความยินยอมในการตรวจหาสารเสพติดจึงเป็นวิธีที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2566 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังกระทรวงแรงงานให้ยกเลิกข้อกำหนดของ มยส. ในหัวข้อประเมิน ตัวชี้วัด และเกณฑ์การให้คะแนนที่ให้สถานประกอบกิจการดำเนินการตาม ในหัวข้อ “4. มาตรการเฝ้าระวังพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด (5) มีกระบวนการค้นหาผู้เสพ/ผู้ติดยาในสถานประกอบกิจการ” และแจ้งให้สถานประกอบกิจการทุกแห่งทราบ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการภายใน 90 วัน นับแต่ได้รับรายงานผลการตรวจสอบฉบับนี้
รวมทั้งมีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ว่า ให้กระทรวงแรงงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจัดทำคู่มือแนวทางการตรวจหาสารเสพติดในสถานประกอบกิจการที่ถูกต้องตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อเป็นข้อมูลให้สถานประกอบกิจการใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการ ทั้งนี้ ควรกำชับสถานประกอบกิจการมิให้บังคับตรวจหาสารเสพติดแบบเหมารวมหรือสุ่มตรวจอันไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และให้คณะกรรมการ ป.ป.ส. นำเรื่องสภาพบังคับที่ได้สัดส่วนและความเหมาะสมกับพฤติการณ์ในกรณีที่ตรวจพบว่าลูกจ้างกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบกิจการมาร่วมประกอบในการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษแก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการสถานประกอบกิจการตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ด้วย เพื่อมิให้เป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้ประกอบกิจการเกินสมควร
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่ง ไปยังกระทรวงยุติธรรมในฐานะที่รักษาการตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ให้พิจารณาออกกฎกระทรวงกำหนดประเภทสถานประกอบกิจการและตำแหน่งที่จำเป็นต้องจัดให้มีการตรวจหาสารเสพติดในลูกจ้างที่ต้องปฏิบัติงานซึ่งใช้ความระมัดระวังอย่างสูงและจำเป็นต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ตลอดเวลา โดยยึดหลักความยินยอมและความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อความปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประโยชน์สาธารณะของประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะสถานประกอบกิจการที่ต้องมีผู้ควบคุมเครื่องจักรอันตราย สารเคมีอันตราย หรือวัตถุอันตราย เป็นต้น ทั้งนี้ เมื่อตรวจพบสารเสพติดในลูกจ้างควรยึดหลักการผู้เสพคือผู้ป่วย เพื่อมุ่งนำลูกจ้างเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลยาเสพติดเป็นลำดับแรก เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางของรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 74 ที่บัญญัติให้รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามารถในการทำงานอย่างเหมาะสมกับศักยภาพและพึงคุ้มครองผู้ใช้แรงงานให้ได้รับความปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดีในการทำงาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กสม.ขับเคลื่อนงานป้องกันการทรมาน แนะกอ.รมน.ภาค 4 สน. ติดกล้องบันทึกภาพอย่างเคร่งครัด
กสม. สานต่อความร่วมมือ ตร. ขับเคลื่อนงานป้องกันการทรมาน เพื่อยกระดับมาตรฐาน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และสถานีตำรวจตามหลักสิทธิมนุษยชน แนะ กอ.รมน. ภาค 4 สน. กำชับเจ้าหน้าที่ติดกล้องบันทึกภาพเหตุการณ์อย่างเคร่งครัด หลังปรากฏกรณีจับกุมผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงโดยอ้างเหตุสุดวิสัยไม่บันทึกภาพ
กสม. ประณามคนร้ายสุดป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรม ยิงตำรวจปัตตานี เมียดับขณะอุ้มลูก
กสม. แถลงประณาม คนร้ายแต่งหญิงสวมฮิญาบยิงตำรวจยะหริ่ง ทำภรรยาดับสลดคาอกขณะอุ้มทารก-ลูกบาดเจ็บ ชี้เป็นการกระทำสุดป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรม ขัดกฎหมายสากล จี้ทุกฝ่ายหยุดรุนแรงต่อเด็กและสตรี พร้อมเร่งลากตัวผู้ก่อเหตุชดใช้กรรมด่วน
'กสม.' ชี้ โรงเรียนเอกชนให้ออก นักเรียนสูบบุหรี่ไฟฟ้า ลงโทษเกินระเบียบศธ. แนะช่วยเหลือฟื้นฟู
'กสม.' ชี้ โรงเรียนเอกชนลงโทษนักเรียนสูบบุหรี่ไฟฟ้าด้วยการให้ออก เป็นการลงโทษเกินระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ แนะให้ช่วยเหลือฟื้นฟูโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก
คดีแม้วพ่นพิษ!ปปช.ฟันสุภา
กสม.เผยผลตรวจสอบคุกวีไอพี ชี้เป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อเอื้อประโยชน์โดยมิชอบและละเมิดสิทธิมนุษยชน “ทักษิณ” เตรียมเฮได้ปลดกำไลอีเอ็มระหว่างคุมประพฤติ
กสม. เปิดผลสอบ 'คุก VIP' เอื้อนักโทษจีน-มาเฟีย ชง ป.ป.ช. ฟัน
กสม.ชี้ คุก VIP เอื้อนักโทษจีน-คนมีอิทธิพล เลือกปฏิบัติ-ละเมิดสิทธิมนุษยชน เตรียมส่งรายงานให้ ป.ป.ช. สอบต่อ จี้ กระทรวงยุติธรรม ขันน็อต คกก.สอบสวนเร่งสอบ แนะตรวจขยายผลคุกอื่นๆ กัน จนท.เลือกปฎิบัติ
กสม. ชี้การควบคุมตัว 'จำเลยโทษปรับ' ระหว่างรอชำระค่าปรับ ไม่มีกม.ให้อำนาจ ละเมิดสิทธิฯ
กสม. ชี้กรณีร้องเรียนว่าจำเลยโทษปรับถูกเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษา เป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ขัดหลักความจำเป็นและเป็นการละเมิดสิทธิฯ

