เตะหมอ! สะเทือนเกาะภูเก็ต อย่าจบแค่นักเตะและภรรยาเป็นเหยื่อ หลบซ่อนระบบท่องเที่ยวหากินเอาเปรียบ

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Pichet Pandam 

เปิดมุมมองคนท้องถิ่น ปรากฎการณ์สะเทือนเกาะภูเก็ต  แทนทาลั่ม ถึงเตะหมอ อย่าจบแค่นักเตะและภรรยาเป็นเหยื่อ หลบซ่อนระบบท่องเที่ยวหากินเอาเปรียบเห็นคนไม่เท่ากัน

3 มี.ค.2567 – เฟซบุ๊ก Pichet Pandam  ระบุข้อความ ปรากฏการณ์ฝรั่งเตะหมอ ณ ชายหาดหน้าวิลล่าหรูบ้านยามู ภูเก็ตตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมา ที่นำมาสู่ความไม่พออกพอใจของคนท้องถิ่น ส่งผลมาจนมาถึงนัดกันรวมตัวกันในวันนี้ ที่มีคนไหลเวียนตลอดทั้งวันจำนวนหลายพันคน ณ จุดเกิดเหตุ ที่กลายเป็นจุด check in ใหม่ของภูเก็ต เพื่อแสดงตัวและแสดงเจตจำนงร่วมกัน เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ จึงอยากแลกเปลี่ยนและชวนสนทนาในมุมมองของคนท้องถิ่น(Indigenous People) โดยมองย้อนกลับไปถึงต้นทางและพัฒนาการของการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตและปริมณฑล ว่าสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอย่างไร

การเริ่มต้นการท่องเที่ยวในภูเก็ต เกิดขึ้นราวปี พ.ศ. 2522 ที่เริ่มจากกลุ่มคนหนุ่มสาว และกลุ่มฮิปปี้(hippy) คล้ายเป็นนักแสวงหาและนักผจญภัย มาเที่ยวและหาที่พัก ซึ่งเป็นเพียงบังกะโลขนาดเล็กของคนท้องถิ่น บริเวณหาดป่าตอง กะตะ กะรน ราไวย์ กลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ได้ให้ความหมายของสถานที่ท่องเที่ยวว่า “สวรรค์ของคนพลัดถิ่น”(maginal paradises)

หลักหมายของการเริ่มต้นการท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2529 มีปฏิบัติการปฏิเสธโรงงานแทนทาลั่มของคนท้องถิ่นภูเก็ตและปริมณฑลด้วยวิธีการแบบเปิดเผย เป็นการตัดสินใจร่วมกัน อาจนับได้ว่าเป็นฉันทามติภูเก็ต(Phuket consensus) ที่คนภูเก็ตยินยอมพร้อมใจ และคาดหวังร่วมกันว่า การท่องเที่ยว คือความหวังใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจภูเก็ตแทนอุตสาหกรรมดีบุก โดยมี ฝรั่งชาติตะวันตก หรือ “โหม้ผลั้ง” เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก เพราะฐานะทางเศรษฐกิจ มีกำลังซื้อ จุดขายคือความสวยงามและความรุ่มรวยของทรัพยากรธรรมชาติ

การท่องเที่ยวในภูเก็ตได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการลงทุนจากนักลงทุนต่างถิ่นทั้งในประเทศและทุนข้ามชาติ ด้านหนึ่งการท่องเที่ยวได้สร้างรายได้ในภาพรวมให้จังหวัดภูเก็ตเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล

แต่อีกด้านหนึ่งก็ได้สร้างปัญหาที่เกิดขึ้นคู่ขนานไปพร้อมๆกัน โดยเฉพาะการรุกล้ำหรือแย่งชิงพื้นที่สาธารณะ ที่ชุมชนและคนภูเก็ตเคยใช้ประโยชน์ ได้ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่หรือกิจกรรมการท่องเที่ยว ปรากฏการณ์สำคัญและ”ของแปลกๆ(ตามสำนวนคนภูเก็ต)”เริ่มเกิดขึ้น ได้แก่ พื้นที่ชายหาดบางแห่งถูกกันกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัว การย้ายโรงเรียนเพื่อสร้างเป็นที่พัก ถนนสาธารณะต้องลอดผ่านโรงแรม เป็นต้น และรูปธรรมนี้ยังมีจนอยู่ปัจจุบัน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหนังสือ ข้างหลังโปสการ์ด: ที่เขียนโดย(นามแฝง) หลานเสรีไทย/ สารคดีเรื่อง Thailand for Sale ที่สร้างโดยนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม นำไปฉายทางช่อง BBC ) การท่องเที่ยวเริ่มเข้าไปรุกล้ำวิถีชีวิตและประเพณี มองคนไม่เท่ากัน เป็นวัตถุท่องเที่ยว เช่น การที่นักท่องเที่ยวโยนเหรียญให้เด็กชาวเล ดำน้ำเพื่อเก็บเหรียญหรือเศษเงินเป็นรายได้ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ในหนังสือ เวทีผู้ถูกท่องเที่ยว ที่จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ ปี พ.ศ. 2538 )

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเพราะ “ระบบการท่องเที่ยว” ที่เราออกแบบเน้นการขายทุกอย่างในนามคำว่า การบริการ (service) มากกว่า การเคารพ(respect)หรือคุ้มครอง(protect) คน ทรัพยากร วัฒนธรรม

“ระบบการท่องเที่ยว” แบบนี้ยังคงดำรงอยู่และเป็นกรอบคิดหลักในการขยายการท่องเที่ยวออกไป โดยมีรัฐเป็นคนขับเคลื่อนหลัก การสูญเสียพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ทางวัฒนธรรมเพิ่มจำนวนมากขึ้น พื้นที่ชายหาดที่เคยเป็นพื้นที่ของครอบครัวในฐานะ “พื้นที่กินข้าวห่อ”ของคนท้องถิ่นที่พาลูก พ่อแม่ และสมาชิกในครอบครัวไปพักผ่อนในวันหยุดเริ่มหดหายไป โดยเฉพาะพื้นที่ชายหาดที่เป็นพื้นที่“เดินเต่า” พื้นที่ทางวัฒนธรรมร่วมของคนท้องถิ่น ได้ถูกเปลี่ยนเป็นชุมชนของนักท่องเที่ยวระดับกำลังซื้อสูง แน่นอนว่ากระบวนการแย่งชิงพื้นที่สาธารณะ มีความแนบเนียนและถูกต้องตามกฏหมายในที่สุด ทั้งการออกเอกสารสิทธิ์ หรือการให้เช่าในราคาถูก แต่ในแง่ความรู้สึกชาวบ้านร้านถิ่นแล้ว รู้สึกถูกหยามหมิ่นศักดิ์ศรีอย่างรุนแรง นี่คือ “กุ้งปลาฉ้อ” แต่ทำอะไรเจ้ามือไม่ได้ วัฒนธรรมการเดินเต่าได้ถูกจางหายและหมดไปแล้วในปัจจุบันเนื่องจากไม่มีพื้นที่

ความเจ็บช้ำน้ำใจมากกว่านั้น ปัจจุบันโรงแรมหรือผู้ที่บุกรุกพื้นที่เดินเต่าในอดีต ได้ทำหน้าที่เป็นผู้รู้ เป็นศูนย์กลางในการรณรงค์ให้คนท้องถิ่นและสาธารณชน ตระหนักในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมและพื้นทีอนุรักษ์เต่าทะเล (นั่นหมายถึงการลดทอนเจ้าของบ้านเดิมว่า เป็นผู้ไม่รู้ ไม่มีจิตสำนึก)

หลังสึนามิ(หลังปีพ.ศ.2547) การท่องเที่ยวได้ขยายตัวมาทางฝั่งตะวันออกของภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการทำประมงชายฝั่ง และเคยทำหน้าที่ในฐานะแหล่งผลิตอาหารเพื่อการท่องเที่ยวทางฝั่งตะวันตก โดยมีจุดขายคือเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากสึนามิและเป็นพื้นที่ส่วนตัว กลุ่มเป้าหมายหลักกลายเป็น กลุ่มระดับไฮ เอนด์ ในรูปแบบ วิลล่าหรู การท่องเที่ยวเรือยอชท์ โรงแรมระดับ 5-7 ดาว พื้นที่ที่เคยเป็นกำลังหลักในการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงเมืองภูเก็ตและกลุ่มคนท้องถิ่นที่จัดวางตนเองเป็นเป็นชาวประมงพื้นบ้าน ถูกแย่งชิงกลายเป็นพื้นที่เพื่อตอบสนองการท่องเที่ยว และเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน คนท้องถิ่นยิ่งถูกผลักไสและไม่ให้”คุณค่าที่สมคุณค่า” กลายเป็นพลเมืองชั้นสอง เป็นคนอื่น(the others) ในบ้านเกิดตนเอง ในพื้นที่การพัฒนาการท่องเที่ยวของภูเก็ตที่ปัจจุบันเป็นพื้นที่การท่องเที่ยวโลก

การออกแบบการท่องเที่ยวในฐานะ”งานบริการทุกระดับ ประทับใจ” โดยรัฐที่เป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการ ส่งผลให้ “นักท่องเที่ยว” กลายเป็นศูนย์กลาง และต้องออกแบบการท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวเกิด”ความพอใจ ประทับใจ” และความรู้สึกนี้จะได้รับมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเม็ดเงิน ที่นักท่องเที่ยวจ่ายเพื่อ”ซื้อบริการ” ดังกล่าว สิ่งนี้จึงเกิดความรู้สึกเป็น”อภิสิทธิ์ชน” ที่ระบบการท่องเที่ยวบ้านเราได้สร้างขึ้น ผสมผสานกับต้นทุนความคิดเดิมของนักท่องเที่ยวฝั่งตะวันตก ที่มีชุดความคิด ในฐานะผู้เจริญกว่า ที่ตกทอดมาจากยุคอาณานิคม(colonial) จึงกลายเป็นทัศนคติและชุดความคิด ของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในการท่องเที่ยวภูเก็ตและปริมณฑล

ปรากฏการณ์ของฝรั่งเตะหมอ จึงเป็นอาการที่แสดงออกมา ถึงความตึงเครียดและการปะทะของนักท่องเที่ยวในฐานะอภิสิทธิ์ชนกับคนท้องถิ่นที่รู้สึกเกินทนและถูกล้ำเส้นของความอดทน จากความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันของระบบการท่องเที่ยวที่ออกแบบมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

การไล่นักเตะและภรรยา ออกไปจากประเทศ และการพิพากษาถึงพฤติกรรมที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของ ทั้งสองคน จำเป็นต้องทำหรือดำเนินการตามกระบวนการ แต่ไม่ใช่การแก้ไขที่รากปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เราเข้าใจว่า มีคนต้องการให้”นักเตะและภรรยา”เป็นเหยื่อและเป็นคำตอบสุดท้าย ทั้งนี้เพื่อต้องการหลบซ่อนระบบหรือโครงสร้างการท่องเที่ยวที่เห็นคนไม่เท่ากัน และการหากินกับระบบนี้ในฐานะผู้ได้เปรียบ ให้ดำรงอยู่ต่อไป

จุด ckeck in ริมแหลมยามู ภูเก็ต

3 มีนาคม 2567

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ตำรวจไซเบอร์' ปูพรมด้ามขวาน ล้างสแกมเมอร์-ผู้มีอิทธิพล

ตำรวจไซเบอร์ กวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีพื้นที่ภาคใต้ สแกมเมอร์ ความเสียหาย 173 ล้านบาท พนันออนไลน์กว่า 700 ล้านบาท กวาดล้างผู้มีอิทธิพล อาวุธปืน

รัฐจริงจังกวาดล้างนอมินีในพื้นที่ ‘ภูเก็ต กระบี่ พังงา’ ยึดคืนที่ดินมูลค่ากว่าพันล้าน

รัฐบาลกวาดล้างนอมินีในพื้นที่ “ภูเก็ต กระบี่ พังงา”  ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่ มูลค่ากว่าพันล้านบาท เร่งขยายผล

ป่าไม้ภูเก็ต ติดประกาศ 'หาดนุ้ย' สั่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ภายใน 9 ก.ค.นี้

นายสัมพันธ์ มีสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ภูเก็ต นายฐานันดร เพ็ชรดี นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ ผู้แทนอธิบดีกรมป่าไม้  นายฐิติชัย เสียมเหล็ก ปลัดอำเภอเมืองภูเก็ต พ.ต.ท. วิวัฒน์ ชำนาญกิจ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรกะรน และเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ภก.2(ภูเก็ต)

ย้ายผู้ว่าฯภูเก็ตไม่จบปัญหา! ‘สุรเดช’ แนะใช้กองปราบ-DSI ลุยนอมินีทุนเทา

'สุรเดช' ซัด ย้ายผวจ.-รองผวจ. แค่ลดกระแส ไม่ได้แก้ปัญหาภูเก็ต ชง ใช้ตร.ส่วนกลางลงไปปราบ ทำให้ตร.-จนท.รัฐในพื้นที่กลัว แนะ เลิกฟรีวีซ่า เปิดช่องทุนนอมินี-ทุนเทา เข้ามาแย่งงาน-แย่งเงินคนไทย ยัน ไม่กระทบท่องเที่ยว – สัมพันธ์ระหว่างประเทศ ใช้กลไก กต.คุยได้

'ชัยชนะ' โผล่ตั้งฉายาโยกย้ายมหาดไทยเหมือนโยกย้ายละครลิง!

'ชัยชนะ' ตั้งฉายา 'โยกย้ายละครลิง' หลัง ย้ายผู้ว่า-รอง ภูเก็ต จี้ นายกฯเอาจริงปราบผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ลั่น สส.ปชน.บอกชัดแล้วยังไม่จัดการ ถามต้องให้เขาตายก่อนหรือ ลั่นทุกชีวิตไม่ควรมีใครถูกข่มขู่

'พลอยทะเล' สวน 'ลิซ่า' ย้ายผู้ว่าฯ ภูเก็ตให้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ-ประชาชนไม่ใช่ละครตบตา

รองโฆษกรัฐบาลโต้ 'ลิซ่า' ปมย้ายผู้ว่าภูเก็ต เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ แก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้รับการแก้ไขมากขึ้น ยันไม่ใช่ละครตบตา หรือวัฒนธรรมการโยกย้าย