ดร.เสรี ชี้ 'ปรองดอง' แตกอีกรอบแล้ว!

22 มิ.ย. 2567 - ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร โพสต์เฟซบุ๊กว่า หลายคนพยายามสลายขั้ว ลดความขัดแย้ง แตกแยก เดินสู่โหมดความปรองดอง มีการจัดกิจกรรมร่วมกัน แสดงทัศนะทางการเมืองไปในทิศทางเดียวกัน

พอมีเรื่องราวของคนๆหนึ่งออกมา ทั้งการโดนคดี และการทำตัวเป็นอภิสิทธิชนเท่านั้นแหละ ความปรองดองก็แตกอีกรอบ

เพราะสีหนึ่งก็รับไม่ได้กับพฤติกรรมของการบดขยี้กระบวนการยุติธรรมของไทยให้เละตุ้มเป๊ะ ไม่มีชิ้นดี แบบไม่เกรงใจใคร

อีกสีหนึ่งก็ยกย่อง เทิดทูน ปกป้องอภิสิทธิชนสุดลิ่มทิ่มประตู ไม่สนใจว่าเขาคนนนั้นจะทำผิดทำถูกอย่างไร ยังไงก็ต้องปกป้อง

เมื่อเป็นเช่นนี้ คนต่างสีที่กำลังจะปรองดองก็กลับมาขัดแย้งกันอีก เพราะมีทัศนะเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักโทษเทวดาที่ไปคนละทาง

บ้านเมืองไม่อาจจะสงบได้ ไม่อาจปรองดองได้ เพราะการกระทำของคนๆนี้ ที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของประเทศ

นอกจากจะทำให้คนต่างสีขัดแย้งกันแล้ว การมาของคนๆนี้ ยังทำให้สลิ่มที่เป็นสีเดียวกันมีความขัดแย้งกันด้วย

ช่างเป็นตัวปัญหา เป็นต้นตอความขัดแย้งจริงๆ

เมื่อไหร่ คนๆนี้จะหยุดสร้างปัญหาให้ประเทศเสียทีนะ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แสนคนด่า...แต่ว่าล้านคนรัก

เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม

วิกฤตในคราวนี้...สามัคคีคือพลัง

ด้วยความรักและความห่วงใยบ้านเมือง เมื่อเราติดตามสถานการณ์ของบ้านเมืองเรา ก็จะเห็นว่าบ้านเมืองเรากำลังเผชิญกับวิกฤตทั้งศึกนอกและศึกในที่พวกเราต้องสามัคคีและร่วมมือกันในการฝ่าวิกฤตครั้งนี้

นิรโทษกรรมคดีการเมือง! วัดใจนายกฯอนุทิน ไปต่อหรือพอแค่นี้

ความขัดแย้งทางการเมืองไทยลากยาวมานานกว่าสองทศวรรษ ผ่านรัฐประหารหลายครั้ง ผ่านการชุมนุมหลายระลอก ผ่านการเปลี่ยนรัฐบาลมาหลายชุด แต่สิ่งหนึ่งที่ยังค้างอยู่เสมอ คือคดีความทางการเมืองจำนว

ใครทำให้เสือกลายเป็นแมวขี้เซา

ตอนเด็กๆ จำได้ว่าคุณครูบอกว่าประเทศไทยเป็น 1 ในเสือ 3 ตัวของ ASEAN ร่วมกับสิงคโปร์และมาเลเซีย บัดนี้ 2 ประเทศนั้นก็ยังคงเป็นเสือ มีความเจริญก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

กว่าจะรู้ตัวก็เกือบจะสาย

จำได้ว่าเมื่อจบปริญญาตรีน้ำหนักตัว 49 กิโลกรัม เอว 22 รู้สึกว่าตัวเองผอมเกร็ง ไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกาครั้งแรก กลับมาน้ำหนักตัว 55 กิโลกรัม ก็รู้สึกว่าดูดีขึ้นไม่อ้วนไม่ผอม สอนอยู่ 2 ปี

ทำดีย่อมได้ดี

ช่วงรอยต่อระหว่างปี 2568 กับปี 2569 ได้ดูพลุ Count down จากห้องในโรงพยาบาล เพราะว่ามีอาการเจ็บไข้อย่างรุนแรง ต้องเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม