กสม.แนะตร.แก้ปัญหาความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม กรณีผู้ต้องขังถูกอายัดตัวกว่า 10 ปี

กสม. แนะ ตร. แก้ปัญหาความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม กรณีพนักงานสอบสวนไม่ดำเนินคดีอาญาผู้ต้องขังที่ถูกอายัดตัวนานกว่า 10 ปี เสนอเรือนจำงดเว้นการร้องทุกข์ในคดีลหุโทษ

29 พ.ย.2567- คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 ระบุว่า ผู้ร้องเป็นผู้ต้องขังของเรือนจำกลางคลองเปรม ตั้งแต่ปี 2548 โดยศาลอาญาพิพากษาว่าผู้ร้องกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและปล้นทรัพย์ โทษจำคุกรวม 26 ปี 32 เดือน ระหว่างถูกคุมขังในช่วงปี 2556 – 2565 ผู้ร้องถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยเรือนจำและเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญา ซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น (ผู้ถูกร้อง) เพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้ร้องจำนวน 7 คดี แต่จนถึงปัจจุบันพนักงานสอบสวนยังไม่ได้ดำเนินการสอบสวนตามกฎหมาย โดยผู้ร้องมีกำหนดพ้นโทษและได้รับการปล่อยตัวในเดือนกันยายน 2567 จึงประสงค์ให้ผู้ถูกร้องเร่งรัดการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นในระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ในทางราชทัณฑ์ และขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 68 บัญญัติให้รัฐจัดให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 130 วรรคแรก และมาตรา 134 วรรคสาม ได้รับรองสิทธิของผู้ต้องหาให้มีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) รับรองสิทธิของบุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดให้มีสิทธิที่จะได้รับหลักประกันขั้นต่ำในการได้รับการพิจารณาโดยไม่ชักช้าเกินความจำเป็น โดยพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ.2565 กำหนดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมมีหน้าที่ดำเนินงานและกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาเรื่องในขั้นตอนต่าง ๆ ให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า ซึ่ง ตร. มีประกาศ เรื่อง กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. 2566 กำหนดระยะเวลาการสอบสวนไว้เป็นการเฉพาะ และมีคำสั่งที่ 419/2556 เรื่อง การอำนวยความยุติธรรมในคดีอาญา การทำสำนวนการสอบสวน และมาตรการควบคุมตรวจสอบ เร่งรัดการสอบสวนคดีอาญา ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 กำหนดแนวทางการสอบสวนคดีที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมในคดีอื่น ให้พนักงานสอบสวนรีบสอบสวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหาซึ่งถูกคุมขังในคดีอื่นไว้ (ผู้ต้องหาอายัด) โดยให้พนักงานสอบสวนรีบสอบสวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหาซึ่งถูกคุมขังในคดีอื่นให้แล้วเสร็จ โดยไม่ต้องรอให้พ้นโทษในคดีเดิมก่อน และส่งสำนวนให้พนักงานอัยการโดยเร็ว

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมได้ร้องทุกข์ต่อผู้ถูกร้องเพื่อดำเนินคดีกับผู้ร้องจำนวน 7 คดี โดยมีคดีที่พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น ผู้ถูกร้องได้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปสำนวนสอบสวนเสนอพนักงานอัยการแล้ว 1 คดี ส่วนอีก 6 คดี ยังไม่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายนับแต่วันรับคำร้องทุกข์ และได้อายัดตัวผู้ร้องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 กระทั่งวันที่ 25 กรกฎาคม 2567 ภายหลังผู้ร้องได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กสม. พนักงานสอบสวนจึงได้ถอนอายัดตัวผู้ร้องต่อเรือนจำกลางคลองเปรม

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาระยะเวลาที่ผู้ร้องถูกอายัดตัวซึ่งยาวนานมากกว่าสิบปี โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า พนักงานสอบสวน ผู้ถูกร้อง มิได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีข้างต้นแต่อย่างใด และคดีทั้งหมดนี้เป็นคดีที่ผู้ถูกร้องรู้ตัวผู้กระทำความผิดและสถานที่คุมขัง อีกทั้งเป็นการดำเนินคดีอาญาทั่วไปที่มิได้มีความซับซ้อนในทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งจะต้องดำเนินการสอบสวนภายในระยะเวลา 2 เดือนนับตั้งแต่วันรับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษเพราะอาจมีผลทำให้คดีขาดอายุความได้ นอกจากนี้ ผู้ถูกร้องไม่ได้บันทึกข้อมูลทางคดีไว้ในระบบฐานข้อมูล ทำให้ไม่สามารถติดตามผลความคืบหน้าทางคดีให้ครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน และแม้ผู้ถูกร้องจะชี้แจงว่า การโยกย้ายพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบบ่อยครั้งทำให้การดำเนินคดีไม่ต่อเนื่อง ก็ไม่ใช่เหตุผลอันควรแก่เหตุที่ใช้กล่าวอ้างในกรณีสอบสวนคดีอาญาล่าช้า เนื่องจากการโยกย้ายต้องมีการส่งมอบงานและมอบหมายงานให้กับผู้รับผิดชอบคนใหม่ดำเนินการภายในการควบคุมกำกับของผู้กำกับการสถานีตำรวจในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน รวมทั้งต้องมีการรายงานความคืบหน้าทางคดีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทราบทุกระยะ

ดังนั้น จึงเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ผู้ถูกร้อง ในการดำเนินคดีต่อผู้ร้องที่ล่าช้าเกินสมควร ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. 2565 คำสั่งและประกาศ ตร. ที่เกี่ยวกับการเร่งรัดการดำเนินคดีอาญา รวมทั้งกติกา ICCPR ทำให้ผู้ร้องไม่ได้รับสิทธิที่จะได้รับการสอบสวนอย่างรวดเร็ว และทำให้เสียประโยชน์ ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ดี กสม. มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า การที่พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 70 กำหนดให้อำนาจผู้บัญชาการเรือนจำใช้ดุลพินิจในการลงโทษทางวินัยกับผู้ต้องขังคู่ขนานกับการดำเนินคดีอาญาหรือดำเนินการทางวินัยโดยไม่ดำเนินคดีอาญาก็ได้ในกรณีที่ผู้ต้องขังได้กระทำความผิดอาญาที่เป็นความผิดลหุโทษ นั้น กสม. เห็นว่า หากเป็นกรณีที่ผู้ต้องขังมีการกระทำความผิดเล็กน้อย และไม่มีผู้เสียหายหรือผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดี ผู้บัญชาการเรือนจำควรพิจารณาลงโทษทางวินัยแทนการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีอาญา เพื่อไม่ให้คดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดำเนินกระบวนการยุติธรรมและเกิดปัญหาความล่าช้า ซ้ำซ้อน ดังเช่นกรณีตามคำร้องนี้

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 จึงมีมติให้เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกรมราชทัณฑ์ สรุปได้ ดังนี้

(1) ให้ ตร. สอบสวนสาเหตุแห่งความล่าช้าและดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น ผู้ถูกร้อง และสั่งการให้เร่งรัดการสอบสวนคดีของผู้ร้องให้แล้วเสร็จโดยเร็ว อีกทั้งกำชับสถานีตำรวจในสังกัดให้ปฏิบัติหน้าที่ในการสอบสวนคดีอาญาให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. 2565 ประกาศ ตร. เรื่อง กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. 2566 และคำสั่ง ตร. ที่ 419/2556 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 นอกจากนี้ ให้พัฒนาระบบติดตามคดีเพื่อให้คู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียในคดีสามารถเข้าดูและติดตามความคืบหน้าทางคดีได้ พร้อมทั้งกำชับให้พนักงานสอบสวนบันทึกข้อมูลหรือรายงานความคืบหน้าทางคดีในระบบสารสนเทศข้อมูลอาชญากรรมของ ตร. อย่างสม่ำเสมอและเป็นปัจจุบัน

(2)ให้กรมราชทัณฑ์กำหนดแนวทางให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิจารณาใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 70 กรณีผู้ต้องขังกระทำผิดอาญาและความผิดนั้นเป็นความผิดลหุโทษ ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ของเรือนจำ ความผิดตามมาตรา 73 หรือความผิดฐานพยายามหลบหนีที่คุมขัง ให้ผู้บัญชาการเรือนจำวินิจฉัยลงโทษทางวินัยโดยไม่ต้องร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีอาญา เนื่องจากเป็นคดีเล็กน้อยและไม่มีผู้เสียหายหรือผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดี เพื่อไม่ให้คดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจำนวนมากเกินจำเป็น

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'พินทองทา' เผย 'ทักษิณ' นับวันรอได้พักโทษอีก 2 เดือน

"โอ๊ค-เอม" ตัวแทนครอบครัวเยี่ยม "ทักษิณ" ครั้งที่ 48 หลังคุมขังมาแล้ว 6 เดือน 7 วัน "พินทองทา" เผย “ทักษิณ” นับวันรอพักโทษ อีกเพียง 2 เดือน ถือคติต้องไม่เครียด ส่งกำลังใจให้กันและกัน เชื่อ คนข้างในกำลังใจดี-ไม่เศร้า คนรอก็กำลังใจดีตามไปด้วย ส่วน “สภา สส.” เตรียมโหวตชื่อนายกฯ “ทักษิณ” ยังไม่ได้ฝากอะไรถึงพรรคเพื่อไทย ส่วนใหญ่คุยเรื่องหลานและสุขภาพ ไม่คุยการเมือง

ครอบครัวชินวัตร เยี่ยม 'ทักษิณ' ครบ 6 เดือน นอนคุกคลองเปรม

นายพานทองแท้ ชินวัตร พร้อมด้วย น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ หรือติ๊ก (ภรรยา) น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือ เอม บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ และนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ หรือพงศ์ สามีของ น.ส.พินทองทา เป็นตัวแทนครอบครัวเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ภายในเรือนจำ

การันตีรอบที่ร้อยแปด! อิ๊งค์บอกพ่อออกจากคุกวางมือทางการเมืองแน่นอน

'อิ๊งค์' เผยทักษิณเตรียมวางมือทางการเมืองแน่นอน หลังเข้าเยี่ยมที่เรือนจำ ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนกฎหมาย คาดเกณฑ์พักโทษปล่อยตัวพ้นคุกได้ 11 พ.ค.

คอนเฟิร์มแล้ว! 'ราชทัณฑ์' เปิดขั้นตอน 'ทักษิณ' ได้พักโทษ 9 พ.ค. ไม่ต้องติดกำไล EM

"โฆษกราชทัณฑ์" ยืนยัน "ทักษิณ" ได้พักโทษ 9 พ.ค. เหตุจะคุมขังครบ 8 เดือน ตามเกณฑ์ 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ 1 ปี และจะพ้นโทษ 9 ก.ย.69 ประจำกรมราชทัณฑ์

กสม.เผยปชช.ส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงข้อมูลด้านต้นทุนค่าไฟฟ้า ขาดการมีส่วนร่วมด้านพลังงาน

กสม. เผยความคืบหน้าการสำรวจความเห็นเรื่องค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม พบประชาชนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารด้านต้นทุนค่าไฟฟ้าและขาดการมีส่วนร่วมในการจัดการด้านพลังงาน

ทักษิณปลง! สมชายเข้าเยี่ยมบอกไม่ได้ฝากเรื่องใดเพราะไม่อยู่ในฐานะออกมาทำอะไรได้

'สมชาย' ควง 'เจ๊แดง' เป็นตัวแทนครอบครัวเยี่ยม 'ทักษิณ' เผยเคารพการตัดสินใจของลูก กรณีไม่นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี 'ทักษิณ' ไม่ได้ฝากอะไร เพราะไม่อยู่ในฐานะที่ทำอะไรได้แล้ว