28 ส.ค.2568 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งในบริบทต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ” ระบุว่า รัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายต่างๆ กำหนดการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งในลักษณะที่แตกต่างกัน และเกิดผลที่แตกต่างกัน
1.องค์กรตามรัฐธรรมนูญ : ประกอบด้วย สส. สว. ครม. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งห้าตามรัฐธรรมนูญ
มีมาตรฐานทางจริยธรรม 2561 ใช้บังคับอยู่ข้อหนึ่งว่า ต้องไม่กระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง (ข้อ 17) และการฝ่าฝืนนั้นจะถือว่ามีลักษณะร้ายแรงก็ต่อเมื่อได้พิจารณาถึงพฤติการณ์ของการฝ่าฝืน เจตนาและความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนนั้น (ข้อ 27 วรรคสอง) มีผลทำให้ผู้ฝ่าฝืนต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษา
ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาเมื่อปี 2565 ในคดีถอดถอนนางปารีณา ไกรคุปต์ ออกจากตำแหน่ง สส. ราชบุรี กรณีครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินกว่า 665 ไร่โดยมิชอบว่า “จริยธรรมข้อนี้หมายถึงการรักษาชื่อเสียงของตำแหน่งหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการไม่ประพฤติปฏิบัติตนหรือดำเนินการอื่นใดที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้ดำรงตำแหน่งและองค์กรของผู้ดำรงตำแหน่ง”
2.นายกรัฐมนตรีมีลักษณะต้องห้ามเพราะฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
รัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่า ต้อง “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” (มาตรา 160(4)) และลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีไว้ว่า ต้อง “ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” (มาตรา 160(5))
ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2567 กรณีทูลเกล้าฯ แต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่นายพิชิตเคยต้องคำพิพากษาจำคุก 6 เดือนฐานละเมิดอำนาจศาล ด้วยมติ 5:4 ว่า นายเศรษฐา ทวีสิน ย่อมรู้หรือควรรู้ได้ว่านายพิชิต ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นรัฐมนตรี แต่ยังดึงดันเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรี รวมถึงการไปพบนายทักษิณ ชินวัตร ก่อนเสนอชื่อ ทำให้นายเศรษฐามีพฤติกรรมขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง (ครอบคลุมถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย)
3.จริยธรรมของข้าราชการการเมือง
(1)รัฐธรรมนูญ 2560 หมวดแนวนโยบายแห่งรัฐกำหนดให้ “รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว” (มาตรา 76 วรรคสาม)
(2) ต่อมามีพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ออกตามความในรัฐธรรมนูญมาใช้บังคับ โดยบัญญัติว่า “มาตรฐานทางจริยธรรม คือ หลักเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติอย่างมีคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ” ซึ่งมี 7 ข้อ ให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักสำคัญในการจัดทำประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในความรับผิดชอบ
(3) ประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 : คณะรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 จัดทำประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 ขึ้นใช้บังคับแก่ข้าราชการการเมือง ซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย
ในส่วนที่เกี่ยวกับ “เกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง” ได้กำหนดไว้ว่า “ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง” (ข้อ 5 (6)) เหมือนกับมาตรฐานทางจริยธรรมขององค์กรตามรัฐธรรมนูญชนิดคำต่อคำ ส่วนที่ต่างกันคือ ประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 ไม่ได้กำหนดสภาพบังคับไว้เหมือนมาตรฐานทางจริยธรรมขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ
4.ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน : ก.พ. ในฐานะองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ได้จัดทำ “ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน” ขึ้น เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2564 เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติตน และรักษาคุณงามความดีที่ข้าราชการต้องยึดถือในการปฏิบัติงานรวม 7 ข้อ
นอกจากประมวลจริยธรรมฉบับนี้จะไม่ได้กำหนดสภาพบังคับไว้แล้ว ยังไม่มีข้อใดที่กล่าวถึงการรักษาเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งข้าราชการ เหตุที่เป็นเช่นนี้ คงเป็นเพราะพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551บัญญัติให้ข้าราชการพลเรือนต้องรักษาชื่อเสียงของตน และรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย ไว้ในหมวดวินัยและการรักษาวินัยไว้แล้ว (มาตรา 82 (10)) เรื่องเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนจึงมีสถานะเป็นวินัย ไม่ใช่เพียงจริยธรรมหรือจรรยาเท่านั้น
5.กล่าวโดยสรุป กระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พึงพิจารณาจากการกระทำของนายกรัฐมนตรีว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำของประเทศและผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายบริหาร ได้ประพฤติตนที่เหมาะสมทั้งในด้านกฎหมาย จริยธรรม และความคาดหวังของสังคม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความเคารพในตำแหน่งหน้าที่นี้หรือไม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นักวิชาการอิสระวิเคราะห์มหากาพย์บัตรเลือกตั้งติดรหัส!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ
มนุษย์เงินเดือนต้องอ่าน! นักวิชาการอิสระชี้เรื่องเซ็นชื่อยอมรับ 'ย้ายตำแหน่ง-ลดเงินเดือน' ล่วงหน้า
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก
'วุฒิสภา' เสียงแตก เสนอสูตรเลือกตั้ง ส.ส.ร. 200 คน ร่าง รธน.ใหม่ มีทั้งหนุน-ค้าน
ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณารายงานศึกษา เรื่อง รายงานศึกษาทบทวนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และการศึกษารูปแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)
สิทธิต้องรู้! 'นักวิชาการอิสระ' เจาะคำพิพากษาหยุดโลก 'มาตรา39' ไม่ใช่กับดักบำนาญ
นักวิชาการอิสระ โพสต์มาตรา 39 ไม่ใช่กับดักบำนาญ เจาะลึกคำพิพากษาหยุดโลก! ฎีกาที่ 3307/2567
'อัษฎางค์' อ่านเกมสถานการณ์ตะวันออกกลาง สงครามจะลากยาวถึง 9 เดือน
เอ็ดดี้ บอก UAE ยืนยันพร้อมสำหรับสงครามยืดเยื้อยาวนานถึง 9 เดือน ท่ามกลางการโจมตีโครงสร้างพลังงานในอ่าวเปอร์เซียจากอิหร่าน
คำร้องคดีเลือกตั้งเสี่ยงโมฆะ หากศาล รธน.ทำลายหลักการจะเกิดวิกฤตศรัทธา
มติของที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้วินิจฉัยกรณีการจัดเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

