'หมอธีระวัฒน์' เตือนยาแก้ปวด 'กาบาเพนติน-พรีกาบาลิน' ทำผู้สูงอายุหัวใจวาย!

17 ก.ย.2568 - ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศ ด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ยาแก้ปวด กาบาเพนติน/พรีกาบาลินระวังหัวใจวายในผู้สูงอายุ” ยาแก้ปวดที่ว่านี้ ไม่ใช่กลุ่มที่เราใช้กันอยู่แล้ว คือ NSAID และ cox-2 inhibitor ซึ่งทั้งหมดเพิ่มความเสี่ยงของเส้นเลือดตันในหัวใจและในสมอง

ยาที่ออกฤทธิ์คนละช่องทางกับ พวกที่กล่าวไปแล้ว กลุ่มนี้ ทั้ง กาบาเพนติน และ พรีกาบาลิน (ชื่อการค้าคือ Neurontin และ Lyrica ตามลำดับ ) มีข้อบ่งใช้คือ เป็นยาช่วยกันชัก อาการปวดเจ็บจากระบบประสาท แต่ต่อมาใช้กันแพร่หลายในการปวดทุกประเภท ปวดเข่า ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดหัว หรือปวดที่ไม่ได้เกิดจากมะเร็ง

ทั้งสองตัว มีคุณสมบัติในการจับ subunit ย่อย (α2δ-1andα2δ-2) ของ P/Q-type และ N-type neuronal voltage-gated calcium channels และมีผลในการลดการหลั่งสารสื่อประสาท และมีผลทางต้านการรับรู้ความเจ็บปวด

ผลที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและเส้นเลือดที่เริ่มจับตามองได้แก่ หัวใจวาย และบวม เนื่องจากยามีผลเพิ่มเติมใน α2δ subunits L-type calcium channels ที่อยู่ที่ เส้นเลือดและเซลล์กล้ามเนื้อของหัวใจช่วงล่าง และเนื่องจากพรีกาบาลิน มีความแรงกว่ากาบาติน จากการที่มีความสามารถจับกับตัวรับได้แน่นหนากว่า ดังนั้นอาจทำให้มีผลข้างเคียงสูงกว่า

รายงานก่อนหน้านี้ถึงแม้จะมองเห็นความเสี่ยงของหัวใจวาย แล้วขนาดการศึกษายังเล็กและยังสรุปไม่ได้ชัดเจนในเรื่องของอายุ และโรคประจำตัวเป็นต้น

การศึกษาชิ้นนี้รายงานในวารสาร JAMA network open 2025 ทั้งนี้เป็นการติดตามผู้ที่ประกันตน กับ เมดิเคด จำนวน 246,237 ราย และ 7.6% เป็นผู้ใช้ พรีกาบาลิน หน้าใหม่หรือครั้งแรก โดยที่ 92.4% ใช้กาบาเพนติน
และเป็นผู้หญิง 66.8% ทั้งหมดมีอายุเฉลี่ยประมาณ 73 ปี (65-89)

สาเหตุที่ใช้จากการปวดเรื้อรังนั้น มาจากกระดูกและกล้ามเนื้อ หลัง ปวดหัว รวมปวดไมเกรน และปวดจากระบบประสาท โดยที่ จำนวนสาเหตุของแต่ละกลุ่มที่ใช้ยานั้นใกล้เคียงกัน

ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มมีการใช้ยาแก้ปวด cox-2 inhibitor ประมาณ 5% เท่ากัน ใช้ NSAID ประมาณ 36% สเตียรอยด์ประมาณ 30% และยากันชักตัวอื่นที่นำมาใช้แก้ปวดร่วมประมาณน้อยกว่า 1%

ทั้งสองกลุ่มมี ประวัติเคยมีอัมพฤกษ์ เส้นเลือดหัวใจตัน อยู่ที่ประมาณสามถึง 10% มีลักษณะของเส้นเลือดหัวใจตีบประมาณ 20% เคยได้รับการเปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจประมาณ 3.5% และมีการสวนหัวใจแก้ไขเส้นเลือดตันประมาณ 5% แต่ทั้งหมดไม่เคยมีหัวใจวาย ทั้งสองกลุ่มมีความดันโลหิตสูงประมาณ 79% ยาลดความดันโลหิต ชนิดต่างๆ มีการใช้ในสองกลุ่มใกล้เคียงกันทั้งสิ้น และรวมทั้งยาขับปัสสาวะ

จากการติดตาม เป็นเวลา 114,113 คน-ปี มี 1470 รายหรือ 1.3% มีหัวใจวายที่เกิดขึ้นใหม่ โดยอุบัติการอยู่ที่ 18.2 ต่อ 1000 คน-ปี ในกลุ่มพรีกาบาลิน เทียบกับ 12.5 ในกลุ่มกาบาเพนติน (HR 1.48 (95% CI,1.19-1.77) พรีกาบาลิน ต่อ กาบาเพนติน)

ทั้งนี้ ผลกระทบของพรีกาบาลิน ในเรื่องหัวใจวายสูงกว่า กาบาเพนติน ทั้งในกลุ่มที่มีประวัติหัวใจและเส้นเลือด กลุ่มเป็นคนผิวขาว และที่เป็นผู้หญิง อย่างไรก็ตามอัตราเสียชีวิตไม่แตกต่างกันในสองกลุ่มนี้

กล่าวโดยสรุป ยาทั้งสองตัวในกลุ่มนี้เพิ่มความเสี่ยงของหัวใจวาย โดยเฉพาะในผู้สูงวัย อายุมากกว่า 65 ปี โดยที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ทางระบบหัวใจและเส้นเลือด ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่มีอาการแต่ตรวจพบก็ตาม และพรีกาบาลิน มีความเสี่ยงของหัวใจวายสูงกว่า

ทั้งนี้ รายงานชิ้นนี้ควรจะมีการเตือนผู้ใช้ให้มีความระมัดระวัง สำหรับผู้สูงอายุที่นำไปใช้เป็นเวลานานต่อเนื่องเพื่อบรรเทาอาการปวดเรื้อรังที่ไม่ได้เกิดจากมะเร็ง นอกจากที่มีการเตือนเรื่องง่วง การทรงตัวไม่ดีถึงกับล้ม เป็นต้น

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เหยื่อร้องคดีไม่คืบ แก๊งมิจฉาชีพหลอกทำเกษตร จ่ายค่าสมัคร ออมเงิน สุดท้ายสูญคนละหลักแสน

ชาวบ้านผู้สูงอายุหลายอำเภอหอบหลักฐาน บุกร้องศูนย์ดำรงธรรมจ.บุรีรัมย์ หลังถูกกลุ่มบุคคลอ้างเป็นหม่อม และตั้งตัวเป็นประธานองค์กรรวมเกษตรกร หลอกสมัครสมาชิก อ้างจะมีเงินทุนจากต่างประเทศให้เป็นขวัญถุงและปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 

การเคหะแห่งชาติ เร่งขับเคลื่อน ‘บ้านเพื่อคนไทย’

การเคหะแห่งชาติ เร่งขับเคลื่อน ‘บ้านเพื่อคนไทย’ ลุย พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ฟื้นฟูเมือง ใช้ประโยชน์ Land Bank และ Sunk Cost เพิ่มมูลค่าองค์กร พร้อมขับเคลื่อนพลังงานสะอาด

ผลวิจัยชี้ชัด 'รำมวยจีน' ดีต่อสุขภาพ ยังช่วย 'พาร์กินสัน' ได้

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "การรำมวยเพื่อสุขภาพ ยังช่วยพาร์กินสันได้" โดยระบุว่า