'อ.ทรงฤทธิ์' เปิดข้อมูล 'ปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา'

6 ต.ค. 2568 – นายทรงฤทธิ์ โพนเงิน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “ข้อมูลว่าด้วยการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา” โดยระบุว่า

1.การกำหนดเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ประเทศไทยได้ทำอนุสัญญาสยาม-อินโดจีนฝรั่งเศส ฉบับวันที่ 13 ก.พ. 1904 โดยสยามสละดินแดนประเทศราช ไซยะบุลี จำปาศักดิ์และเมืองมโนไพรและให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการผสมสยาม-อินโดจีนเพื่อกำหนดหรือปักปันเขตแดน โดยใช้ ‘สันปันน้ำ’ ในการแบ่งเขตแดน ซึ่งมีประธานฝ่ายสยามคือ พลตรีหม่อมชาติเดชอุดม และฝ่ายฝรั่งเศส คือ พันเอกแบร์นาร์ด

ต่อมาในปี 1907 ได้เกิดสนธิสัญญาใหญ่ ซึ่งมีสาระสำคัญคือการที่สยามแลกเปลี่ยนดินแดนระหว่างเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ กับจังหวัดจันทบุรีและเมืองตราด ผลจากการแลกเปลี่ยนดินแดน ได้นำมาสู่การจัดตั้งคณะปักปันเขตแดนผสมฝรั่งเศสกับสยาม โดยมีพลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช เป็นประธานฝ่ายสยาม กับ มองกีแยร์ ประธานฝ่ายฝรั่งเศส อัน

นำมาสู่การจัดทำแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งมีทั้งหมด 11 ระวางด้วย คือ ระวางเหนือ(North Region) จำนวน 5 ระวาง และ ระวางใต้ (South Region) จำนวน 6 ระวาง (แต่หลัง จากไทยแลกเปลี่ยนดินแดนกับฝรั่งเศสเมื่อปี 1907 ทำให้มีการยกเลิก 3 ระวางในภูมิภาคใต้ ได้แก่ พนมกุเลน, ทะเลสาบ และ เมืองตราด ทั้งนี้ การจัดทำแผนที่ 1:200,000 มีจุดมุ่งหมายเพื่อบอกตำแหน่งของแนว ‘สันปันน้ำ’ ว่าอยู่ตรงไหน? และ อย่างไร? เท่านั้น

2.ในระหว่างปี 1908-1909 คณะกรรมาธิการร่วมฯ ได้มีการเริ่มเดินสำรวจปักปันเขตแดน หรือการปักหมุดเขตแดน (Demarcation) ตรงสันปันน้ำจำนวน 73 หลัก โดยทำสัญลักษณ์บากไว้ที่ต้นไม้ โดยแบ่งเป็นหลักใหญ่ 73 หลักและหลักย่อย 2 หลัก และได้จัดทำเอกสาร “บันทึกวาจาหลักเขต” (เขียนบรรยายว่าหลักเขตอยู่ตรงไหน) และมี “แผนผังภูมิประเทศโดยสังเขป” แนบท้าย เพื่อแสดงตำแหน่งของเครื่องหมายแสดงหลักเขตแดนด้วย ต่อมาในช่วงปี 1919-1920 คณะปักปันเขตแดนผสมฝรั่งเศสกับสยาม ได้จัดทำหลักเขตแดนถาวรทำเป็นหมุดซีเมนต์ 73 หลักและได้จัดทำเอกสาร “บันทึกวาจาหลักเขต” และ“แผนผังของแต่ละหมุด” ด้วย

3.เขตแดนไทย-กัมพูชา ยาว 798 กม. มีการปักปันเขตแดน 603 กม. จำนวน 73 หลัก โดยหลักเขตที่ 1 อยู่ที่ช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ และ หลักเขตที่ 73 อยู่ที่หมู่บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่ได้ปักหลักเขต คือ จากช่องสะงำ ขึ้นไปถึงช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ยาว 195 กม. ที่เส้นเขตแดนเป็นสันปันน้ำบนเทือกเขาพนมดงรัก

4.ปี 1997 รัฐบาลไทยกับกัมพูชามีความเห็นว่าไม่ต้องการให้ข้อพิพาทด้านเขตแดนนี้เป็นประเด็นทางการเมือง หากเป็นปัญหาด้านกฎหมายและเทคนิค ที่ต้องใช้กฎหมายระหว่างประเทศในการพิจารณา ประกอบกับมีข้อกังวลว่าหลักเขตเดิม 73 หลักอาจจะไม่ละเอียดเพียงพอ และต้องทำการสำรวจให้เขตแดนมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น จึงเป็นที่มาของแถลงการณ์จัดตั้ง “คณะกรรมาธิการร่วมจัดทำหลักเขตแดนสำหรับเขตแดนทางบก” และมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฯ และประชุมร่วมครั้งแรกในปี 1999

5.รัฐบาลไทยและกัมพูชา ได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมระหว่างไทย-กัมพูชาว่าด้วยการจัดทำเขตแดน (MOU-2000) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดตั้งและมอบอำนาจให้คณะ กรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ปักปันหลักเขตแดน กำหนดหลักการในการดำเนินการปักปันหลักเขตแดนให้เป็นไปตามอนุสัญญา 1904 และสนธิสัญญา 1907 และความเห็นตามคณะกรรมการร่วมฯในปี 1904 และปี 1907 ทั้งนี้ได้ตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด คือ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฯ (JBC) และคณะอนุกรรมการด้านเทคนิค (JTSC)

สำหรับ JBC ประกอบด้วย คณะกรรมาธิการ 2 ชุด คือ ฝั่งไทยและกัมพูชา ฝ่ายละ 1 คณะโดยบทบาทหน้าที่คือการปักปันเขตแดนร่วมกันของ 2 ประเทศและเมื่อปักปันเสร็จแล้วคณะกรรมาธิการ JBC เอามาอ้างอิงเพื่อจัดทำเป็นแผนที่แสดงเส้นเขตแดน

คณะกรรมการชุดที่ 2 คือ คณะอนุกรรมการเทคนิคร่วม หรือ JTSC (Thailand-Cambodia Joint Technical Sub-Committee) ซึ่งเป็นเหมือนผู้ช่วยของ JBC โดยสมาชิกประกอบด้วยผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในการสำรวจประเทศและการจัดทำแผนที่ โดยสมาชิกจะเดินลงพื้นที่สำรวจภูมิประเทศดูว่าหลักหมุดทั้ง 73 หลักอยู่ตรงไหน สภาพเป็นอย่างไร และเมื่อสำรวจเสร็จแล้วจะส่งให้ JBC เพื่อจัดทำแผนที่ต่อไป

6.ทั้งนี้ เพื่อกำหนดกรอบการปักปันเขตแดนให้ชัดเจน ในปี 2003 รัฐบาลไทย-กัมพูชา มีการจัดทำขอบเขตของงาน (Terms of Reference—TOR) เสมือนเป็นแผนแม่บทของการจัดทำเขตแดนและเป็นกรอบการดำเนินการสำหรับ JBC และ JTSC โดยเป็นการกำหนดกรอบการทำงาน ซึ่งแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน คือหาตำแหน่งหลักเขตแดนในอดีตที่ทำเอาไว้ในปี 1909 และปี 1919-1920 พอทราบตำแหน่งของหลักเขตแดนทั้ง 73 หลักแล้ว ก็ให้จัดทำภาพถ่ายทางอากาศ จัดทำแผนที่เพื่อลงสำรวจพื้นที่ วางแผนแนวเขตที่เดินสำรวจ ส่งคณะลงพื้นที่ภูมิประเทศจริง สร้างหลักเขตแดนใหม่ให้ถี่หรือละเอียดมากขึ้น เพื่อให้หลักเขตแดนถูกต้องและชัดเจน ครั้นเมื่อปักหมุดลงไปแล้ว JTSC จะนำมาพล็อตเส้นลงบนแผนที่และส่งต่อให้ JBC เพื่อจัดทำเป็นแผนที่ฉบับใหม่

7.การแถลงข่าวของ JBC ฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2025 โดยท่านประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ยืนยันว่าในประเด็นการดำเนินงานด้านเทคนิคภายใต้กรอบกลไก JBC ที่นำไปสู่ความคืบหน้าสำคัญ ได้แก่

(1) รับรองผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการร่วมไทย – กัมพูชา (Joint Technical Sub-Committee (JTSC)) ครั้งที่ 4 (14 กรกฎาคม 2567) ณ เมืองเสียมราฐ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันต่อตำแหน่งที่ตั้งของหลักเขตถึง 45 หลัก และเห็นชอบให้นำเทคโนโลยี LiDAR มาใช้ในการจัดทำภาพถ่ายทางอากาศเพื่อความรวดเร็วในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน

(2) เห็นชอบให้มีการแก้ไขแผนแม่บทว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อปี 2546 (TOR 2003) เพื่อนำเทคโนโลยี LiDAR มาใช้ในการจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ

(3) เห็นชอบการส่งชุดสำรวจร่วมไปลงสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ระหว่างหลักเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกันในพื้นที่ที่ใช้ลำน้ำ หรือเส้นตรงเป็นเส้นเขตแดน โดยมอบหมายให้ JTSC ไปหารือและจัดทำข้อกำหนดทางเทคนิค (Technical Instruction: TI) ร่วมกันต่อไป

(4) เห็นชอบให้มีการจัดทำข้อกำหนดทางเทคนิคการเดินสำรวจในพื้นที่ตอนที่ 6 (จากเขาสัตตะโสม จนถึงหลักเขตแดนที่ 1 ช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ) ซึ่งเป็นประเด็นคงค้างมาตั้งแต่ปี 2554 โดยมอบหมาย JTSC จัดทำข้อกำหนดทางเทคนิคการเดินสำรวจไปพร้อมๆ กับการจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเพื่อเสนอต่อ JBC ต่อไป

8.แผนที่ 1:50,000 มายังไง? และมีผลในกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่?

นอกจากแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นมรดกจากยุคสมัยจักรวรรดินิยมยุโรป เมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว แต่ว่ายังมีแผนที่อื่นๆที่ใช้แบ่งเขตแดนของไทย-กัมพูชาที่ฝั่งประเทศไทยใช้ นั่นคือ แผนที่ L7018 มาตราส่วน 1:50,000 ที่จัดทำโดยกรมแผนที่ทหารของไทย ซึ่งเป็นการปรับมาจากแผนที่ของสหรัฐอเมริกา ช่วงยุคสงครามเย็น อันประกอบด้วย

แผนที่ L7014 เป็นแผนที่เวียดนามทั้งประเทศ, แผนที่ L7015 เป็นแผนที่ลาวทั้งประเทศ แผนที่ L7016 เป็นแผนที่กัมพูชาทั้งประเทศ และ L7017 เป็นแผนที่ไทยทั้งประเทศ

ครั้นเมื่อเทคโนโลยีการทำแผนที่ดีขึ้น ประเทศไทยก็เอาแผนที่ L7017 ซึ่งสหรัฐทำไว้ในช่วงปี 1971-1974 มาปรับปรุงเป็น L7018 และไทยเราก็ได้ใช้แผนที่ L7018 นี้เรื่อยมา ส่วนแผนที่ 1:200,000 มีจุดมุ่งหมายเพื่อบอกตำแหน่งของ แนวสันปันน้ำ ว่าอยู่ตรงไหน?และ อย่างไร? เท่านั้น ทั้งยังจะไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชาในกรณีปราสาทตาเมือนธม และ ปราสาทตาเมือนโต๊ดอีกด้วย เนื่องจากแผนที่ไม่มีการระบุสัญลักษณ์ของปราสาททั้งสองไว้แต่อย่างใด ซึ่งก็จะต้องไปว่ากันในเรื่องของ “เส้นสันปันน้ำ” ที่เป็นความรับผิดของ JBC และ JTSC ระหว่างไทย-กัมพูชาต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีเอกสารอื่นๆ อีก เช่น “บันทึกวาจาหลักเขต” ที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 1908 ซึ่งมีคำบรรยายว่าหลักเขตแต่ละหลักเขตอยู่ตรงจุดใดบ้าง โดยทุกหลักจะมีบันทึกทำเป็น 2 ภาษาคือภาษาไทยกับฝรั่งเศส และมีการจัดทำแผนผังรายหลักเขต ซึ่งเป็นมาตราส่วนที่ละเอียดกว่า 1:200,000 เช่น มาตราส่วน 1:1,000 – 1:2,000 – 1:4,000 และ 1:10,000 เป็นต้น

9.ไทยเป็นภาคีศาลโลก ไม่เท่ากับยอมรับอำนาจศาลโลก

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เป็นองค์กรตุลาการของ UN เพื่อระงับข้อพิพาทตามกฎบัตรของสหประชาชาติ ข้อ 92 ตั้งอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

แม้ว่าตามกฎบัตรของสหประชาชาติที่ว่ารัฐสมาชิกสหประชาชาติทุกรัฐเป็นภาคีธรรมนูญศาลโลก ดังนั้น จึงทำให้ประเทศไทยเป็นภาคีธรรมนูญศาลโลกเช่นกัน แต่ว่าก็ไม่เกี่ยวกับการยอมรับขอบเขตอำนาจศาลโลก เพราะขอบเขตอำนาจศาลโลกจะพิจารณาคดีใดได้นั้นต้องได้รับความยินยอมจากรัฐต่างๆ เพราะรัฐทุกรัฐมีอำนาจอธิปไตยและไม่มีใครอยากให้คนนอกมามีอำนาจตัดสินใจหรือแทรกแซงกิจการภายในของตน ด้วยเหตุนี้ การใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ปัญหาเขตแดน จึงเป็นวิธีการที่ดีกว่าไปฟ้องศาลโลก

10.การยกเลิกการใช้กลไก JBC จะเป็นการเปิดช่องให้กัมพูชาใช้กลไกอื่นๆ และไทยเองก็ต้องไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลโลก เพราะว่ามีบทเรียนจากคดีปราสาทพระวิหารแล้ว ทั้งยังได้สร้างความเกลียดชังระหว่าง 2 ชาติและได้สร้างปัญหาอื่นๆตามมาอีกด้วย

นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าจะมีการนำเรื่องข้อพิพาทเขตแดน 3 ปราสาท และ 1 พื้นที่สามเหลี่ยมมรกตเข้าสู่ศาลโลกก็ตาม แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 จะไม่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบเนื่องจากแผนที่ไม่มีการระบุสัญลักษณ์ของปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาเมือนโต๊ดซึ่งก็ต้องไปสู้กันที่เรื่องของสันปันน้ำอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของปราสาท 3 แห่ง แม้ว่าไม่ปรากฏสัญลักษณ์บนแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่คณะกรรมาธิการร่วมจัดทำขึ้นมา แต่พบว่ายังมีเอกสาร “บันทึกวาจาหลักเขต” จัดทำเมื่อปี 1908 ซึ่งจะมีคำบรรยายว่าหลักเขตแต่ละหลักเขตอยู่ตรงจุดใดบ้าง โดยทุกหลักจะมีบันทึกทำเป็น 2 ภาษา คือภาษาไทย และฝรั่งเศส และมีการจัดทำแผนผังรายหลักเขตที่เป็นมาตราส่วนที่ละเอียดกว่า 1:200,000 กล่าวคือโดยใช้มาตราส่วน 1:1,000, 1:2,000, 1:4,000 และ 1:10,000 เป็นต้น

11.หมายความว่าการดำเนินตาม MOU-2000 นอกจากจะเป็นการผูกมัดกัมพูชาแล้วยังจะได้เขตแดนที่ชัดเจนแน่นอนอีกด้วย ทั้งยังไม่ต้องกลัวว่าจะเสียเปรียบ เพราะว่าการดำเนิน งานของ JBC เป็นแบบทวิภาคีที่ต้องเห็นชอบร่วมกันทั้งสองฝ่ายในทุกปัญหา!!

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชำแหละกัมพูชายับ! ซัดประชาธิปไตยล้มเหลว จับตา 5 ความฝัน 'ฮุน เซน'

อดีตนายทหารด้านความมั่นคงวิจารณ์กัมพูชาอย่างเผ็ดร้อน ชี้เป็นตัวอย่างของประเทศที่ประชาธิปไตยล้มเหลว ทั้งปัญหาสิทธิเสรีภาพ สื่อมวลชน และอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมวิเคราะห์ 5 เป้าหมายสำคัญของ “ฮุน เซน” ตั้งแต่เสริมกำลังชายแดน ฟื้นสัมพันธ์ทักษิณ ไปจนถึงความหวังเห็นพรรคประชาชนขึ้นเป็นรัฐบาลไทย ก่อนประเมินว่าหลายเรื่องอาจสวนทางกับความเป็นจริง

'นายกฯหนู' ดึงข้อศอก 'ฮุน มาเนต' ย้ำจุดยืนไทย เจรจาได้แต่ห้ามบังคับ

'อนุทิน' เผยดึงข้อศอก 'ฮุน มาเนต' คุยปมชายแดน ย้ำไม่ต้องการขัดแย้งกัน พร้อมเจรจาตามกรอบ แต่บังคับเมื่อไหร่หยุดทันที ลั่นไม่พูดเรื่องเปิดด่าน คำต้องห้ามเดี๋ยวคนไทยโกรธตาย

‘สว.ปริญญา’ เรียกร้อง ไทยทบทวนทุกความช่วยเหลือต่อเขมร

ที่รัฐสภา นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว. แถลงข้อเรียกร้องให้ไทยทบทวนทุกความช่วยเหลือต่อกัมพูชา กรณีสื่อกัมพูชาโต้ตัดความสัมพันธ์ระ

'อดีตเสธ.ทร.' เชื่อไทยรบเขมรรอบสาม มีโอกาสเกิด หลังกัมพูชาเร่งสะสมอาวุธได้รถถังจีน

อดีตเสนาธิการทหารเรือ ชี้ไทยรบเขมร รอบสามมีโอกาสเกิด หลังกัมพูชาเร่งสะสมอาวุธได้รถถังจีน เปิดไทม์ไลน์ประนอมภาคบังคับ ติมอร์เลสเตกับออสเตรเลียสองปีจบ เทียบกรณีไทย เข้ากระบวนการ UNCLOS

UNCLOS ประนอมภาคบังคับ จากติมอร์-เลสเต กับออสเตรเลีย สู่แนวรบ ไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หลังจากที่รัฐบาลไทยแสดงท่าทีเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้กติกา UNCLOS ขณะเดียวกันหลังจากมีข่าวว่า จีนเตรียมส่งมอบรถถัง T-59D