ประธานญาติวีรชน ซัด 'ประยุทธ์' พาประเทศชาติพังพินาศแต่ยังอำมหิตไม่ยอมลาออก

ประธานญาติวีรชน ชี้ฝ่ายค้านเปิดโปงความล้มเหลวของ”ประยุทธ์”พาประเทศชาติพังพินาศย่อยยับอย่างชัดเจนแต่ยังอำมหิตไม่ยอมลาออก เอาใจช่วยกลุ่มบุคคลที่ออกมาต่อต้านและหยุดอำนาจของประยุทธ์ลง ขอให้ทุกภาคส่วนให้กำลังใจสนับสนุนเพื่อประเทศชาติและประชาชนหลุดพ้นจาก ความซวย ที่มี นายกฯเฮงซวย และจะเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อชาติบ้านเมือง

20 ก.พ. 2565 – นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 เปิดเผยภายหลังอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 เสร็จสิ้นแล้ว ว่า จากข้อมูลของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เผยให้เห็นความล้มเหลวตลอดเกือบ 8 ปีของการอยู่ในอำนาจของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา พิสูจน์ชัดเจนว่า ความสามารถไม่ได้มาตรฐานระดับนายกรัฐมนตรี เศรษฐกิจประเทศพังยับเยิน ประชาชนล้มตายยิ่งกว่าทำสงคราม เกิดวิกฤติทุกด้าน จนถึงวันนี้บ้านเมืองอยู่ในภาวะฝีแตก และจะลุกลามพังทลายขยายต่อเนื่อง ปรากฎเป็นรูปธรรมที่ประชาชนทุกคนเผชิญกับตัวเอง ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่ไม่มีรายได้ ไม่มีงานทำ ตัวเลขคนตายหลายหมื่นศพ และจะมีล้มตายอีกมาก เพราะไร้ความสามารถตามมาตรฐานที่ควรมีในการรับมือโควิด-19 ของรัฐบาล ไม่สามารถกระตุกจิตสำนึกอำมหิตความรับผิดชอบใดๆจากผู้มีอำนาจ รับผิดชอบไม่เป็นเลย ประชาชนถูกกดให้ โง่ จน เจ็บ เพื่อที่รัฐบาลจะได้อำนาจต่อไป ขณะที่คนรวย เจ้าสัว นับวันยิ่งรวยขึ้น ชนชั้นปกครอง นับวันยิ่งขยายอำนาจ แต่พลังประชาชน พลังการตรวจสอบถูกกำหราบปราบปรามให้อ่อนแอไร้พลังจากการใช้กฎหมายอย่างอยุติธรรม

“วงจรการสืบทอดอำนาจของระบอบประยุทธ์ยังคงขับเคลื่อนต่อโดยไม่แยแสต่อความเสียหายและความทุกข์ของแผ่นดิน ไม่ใส่ใจที่จะปฏิรูปประเทศให้เจริญก้าวหน้าเพื่ออนาคตของลูกหลาน ไม่สร้างความสมานฉันท์ปรองดองกับประชาชน สังคมไทยแตกแยกร้าวลึกอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ความสงบยังไม่เกิดและยังไม่จบ เพราะประยุทธ์คือตัวปัญหา สิ่งที่หวั่นเกรงคือ สังคมไทยจะเดินไปสู่ยุคมิคสัญญี ที่คนไทยจะถูกเข่นฆ่าอีกครั้ง เพราะโดยกฎของธรรมชาติ ที่ใดมีการกดขี่ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้ และเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันเป็นร้อยเป็นพันครั้งว่าจะอยู่ต่อ อำมหิต ไม่ยอมลาออกตามเสียงเรียกร้อง และมองคนที่ร้องเตือนให้ลงจากอำนาจว่าเป็นศัตรู ดังนั้นการปราบปรามอย่างรุนแรงเด็ดขาด ก็ต้องเกิดขึ้น ซึ่งคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความอำมหิตเพียงพอ” นายอดุลย์ กล่าว

นายอดุลย์ กล่าวเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในสังคมที่เห็นแก่อนาคตของชาติได้ช่วยกันในทุกวิถีทาง เรียกร้อง เคลื่อนไหว กดดัน ให้พล.อ.ประยุทธ์ ลงจากอำนาจเสียแต่วันนี้ เพื่อไม่ให้ประเทศชาติเดินไปสู่หายนะหรือการนองเลือด และหลุดพ้นจาก ความซวย ที่มีนายกฯเฮงซวย ในสังคมประชาธิปไตยถ้ามีเสียงต่อต้านมากขนาดนี้ก็ต้องลาออกไปแล้ว แต่ยังหน้าด้านอยู่อีก ดังนั้น ทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา รวมทั้งนักการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล หรือกลุ่มบุคคลใดที่ออกมาต่อต้านประยุทธ์ ถือว่าเป็นพันธมิตรกับประชาชน แม้ยังไม่สำเร็จประชาชนต้องเอาใจช่วย และหากสามารถทำให้ประยุทธ์ลงจากอำนาจได้จะเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อชาติบ้านเมือง

นายอดุลย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับบทบาทของคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ในโอกาสครอบครบรอบ “30 ปีพฤษภาประชาธรรม” จะร่วมกับภาคีเครือข่ายกดดัน พล.อ.ประยุทธ์ ต่อเนื่องจนกว่าพล.อ.ประยุทธ์จะลงจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี โดยในวันที่ 23 ก.พ.นี้ วลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.ประสานมิตร) จะจัดเวที “ประสานมิตร : ถอดบทเรียนการรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ จาก รสช. ถึงเหตุการณ์ 17 พฤษภาคม 35 บทบาททหารกับการเมืองไทย” เพื่อสรุปบทเรียนและบทบาทของกองทัพ ป้องกันไม่ให้ทหารทำการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองอีกต่อไป

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จับตา 'โรงเรียนแพทย์ภาคอีสาน' แห่งหนึ่ง เกิดวิกฤตครั้งใหญ่ 'หมอ-พยาบาล' จ่อยกทีมลาออก

เพจประชาคมแพทย์ โพสต์จะมีข่าวใหญ่ โรงเรียนแพทย์ภาคอีสานแห่งหนึ่ง เกิดวิกฤตครั้งใหญ่ หมอ พยาบาลยกทีมลาออก ปัญหาระบบสาธารณสุข คือ Domino ระดับประเทศแล้วกำลังกู่ไม่กลับ

ญาติวีรชนฯชื่นชมนายกฯอนุทินเดินหน้าพรบ.สร้างสันติสุข

ประธานญาติวีรชนฯชื่นชมนายกฯอนุทิน-ปธ.วิปรัฐบาลที่ยืนยันร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขกลับไปให้วุฒิสภาพิจารณา วอนปธ.วุฒิสภาและสว.ทุกคน เห็นชอบ3วาระรวดก่อนวันที่ 12 พ.ค.นี้ จะเป็นการสร้างกุศลร่วมกัน เป็นการทำบุญใหญ่ให้กับสังคม คนต้องคดีการเมืองจะได้ดำเนินชีวิตปกติสุข พี่น้องร่วมชาติจะเป็นพลังสู้วิกฤตได้ 10 พฤษภาคม 2569 - นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’๓๕ อดีตกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) กล่าวว่า ญาติวีรชนพฤษภาฯ ขอขอบคุณคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีมติร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ คือ ร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... อันเนื่องจากต้องหยุดชะงักจากการยุบสภา และต้องชื่นชมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กับนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ที่ได้ประสานงานกับพรรคร่วมรัฐบาลจนทำให้ทุกฝ่ายได้เห็นชอบยืนยันร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข กลับไปให้รัฐสภาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งจะช่วยกันสร้างสามัคคีของคนในชาติในภาวะวิกฤตเช่นปัจจุบัน เชื่อว่าหากท่านนายกฯ รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนเช่นนี้ และรู้จัก ”ให้ผู้อื่นก่อน“ ก็จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ร่วมกันแก้วิกฤติของบ้านเมืองได้ นายอดุลย์ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร 3 ร่าง ประกอบด้วย ร่างของพรรคภูมิใจไทย, พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน และได้ผ่านวาระแรกของวุฒิสภาแล้ว หลังจากนี้วุฒิสภาสามารถพิจารณาต่อจากวาระที่ค้างอยู่ได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นกระบวนการนับหนึ่งใหม่ จึงฝากควาวหวังไว้กับนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา และวิปวุฒิสภา ได้ประสานงานกับสมาชิกวุฒิสภา(สว.)ทุกคน ร่วมกันพิจารณาผ่านร่างพ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข 3 วาระรวด ก่อนวันที่ 12 พ.ค.นี้ ถือเป็นการสร้างกุศลร่วมกันเพื่อให้เกิดความสามัคคีสมานฉันท์ของคนในชาติ บ้านเมืองจะกลับสู่ความสงบสุขดังเดิม จึงกราบขอบพระคุณท่านประธานมงคลฯ และสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน มา ณ โอกาสนี้ “กว่าสองทศวรรษบ้านเมืองไทยบอบช้ำจากความแตกแยกทางความคิด แบ่งเสื้อสี แบ่งขั้วกันอย่างรุนแรง บาดลึกถึงครอบครัวและเยาวชนคนรุ่นใหม่ ญาติวีรชนพฤษภาฯ ในฐานะผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง มีความผูกพันกับแกนนำทางการเมืองทุกเสื้อสี ซึ่งล้วนแต่เป็นเพื่อนพ้องพี่น้องกันทั้งสิ้น โดยส่วนตัวได้ตระเวนพบปะกับแกนนำทุกระดับที่เคยชุมนุมทางการเมือง ทุกคนก็มีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง แต่มีความคิดต่างกัน บางครั้งก็ต้องฟาดฟันกันเอง บางคนโดนคดีความด้วยความทุกข์ยาก โดยเฉพาะเยาวชนอายุ 18 ปี ทุกฝ่ายมีความห่วงใยอนาคตของชาติ ได้หาทางออกให้หลุดพ้นคดี จึงเห็นร่วมกันว่าถึงเวลาทุกฝ่ายต้องสามัคคีผลักดันให้ร่างพ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เชื่อได้ว่าความปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ที่ต้องคดีจะได้ดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข ถือเป็นการทำบุญใหญ่ให้กับประเทศและสังคมไทย ดังคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีบุญใดเท่ากับการให้อภัย” และทุกฝ่ายซึ่งเป็นพี่น้องร่วมชาติจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศให้ผ่านพันวิกฤตครั้งนี้ได้” นายอดุลย์ กล่าว