เลือกตั้งระหว่างสงคราม : ผลักประเทศเข้าสู่จุดเปราะบางที่สุด

14 ธ.ค.2568- รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทตวมม เรื่อง เลือกตั้งระหว่างสงคราม: ผลักประเทศเข้าสู่จุดเปราะบางที่สุด มีเนื้อหาดังนี้

การผลักดันให้เกิดการยุบสภาระหว่างสงคราม ไม่ใช่เพียงการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างไร้ความรับผิดชอบเท่านั้น หากแต่เป็นการผลักประเทศเข้าสู่ภาวะเปราะบางที่สุดเท่าที่รัฐหนึ่งจะเผชิญได้ ในช่วงเวลาที่ความมั่นคงของชาติกำลังถูกท้าทาย การทำให้โครงสร้างอำนาจภายในอ่อนแรงลงโดยเจตนา ย่อมก่อคำถามใหญ่ต่อความรับผิดชอบของผู้มีส่วนทุกฝ่าย ว่าพวกคุณกำลังเล่นอะไรกันอยู่

ทันทีที่มีการประกาศยุบสภา ผลทางกฎหมายเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งแรกคือสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสภาพลงโดยสมบูรณ์ เหลือแต่วุฒิสภา กลไกฝ่ายนิติบัญญัติที่ทำหน้าที่ออกกฎหมาย ตรวจสอบ และถ่วงดุลฝ่ายบริหารหยุดทำงานในทันที

คณะรัฐมนตรีทั้งคณะกลายเป็นรัฐบาลรักษาการ แม้จะยังคงทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินได้ แต่อำนาจก็ถูกจำกัดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการตัดสินใจที่มีผลผูกพันระยะยาวหรือการกำหนดนโยบายใหม่ที่ส่งผลต่อรัฐบาลชุดถัดไป ในภาวะปกติ ข้อจำกัดเช่นนี้อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ในภาวะสงคราม ซึ่งการตัดสินใจด้านความมั่นคงต้องการความเด็ดขาด ต่อเนื่อง และชัดเจน ข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการย่อมกลายเป็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้างทันที

ที่สำคัญตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การยุบสภานำไปสู่ภาระผูกพันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45–60 วัน คำถามแรกจึงไม่ใช่ว่า “จะมีการเลือกตั้งหรือไม่” แต่คือ “การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างถูกต้องเป็นธรรมได้อย่างไร” ภายใต้เสียงปืนและระเบิดที่ยังกระหน่ำใส่บ้านเรือนและประชาชนอย่างรุนแรง

เมื่อพิจารณาในเชิงปฏิบัติ การจัดการเลือกตั้งในภาวะสงครามย่อมเผชิญข้อจำกัดรอบด้าน ตั้งแต่ความปลอดภัยของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่รัฐและคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไปจนถึงความเป็นไปได้ในการหาเสียงอย่างเสรีและเป็นธรรม พื้นที่บางส่วนคงไม่สามารถจัดกิจกรรมทางการเมืองได้ การเดินทางและการชุมนุมอาจถูกจำกัดด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ซึ่งล้วนกระทบต่อหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย

ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะสงครามคือช่วงเวลาที่รัฐต้องการเอกภาพของอำนาจและเสถียรภาพทางการเมืองมากที่สุด การยุบสภาทำให้ประเทศเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านโดยอัตโนมัติ ทั้งในเชิงอำนาจและความชอบธรรม ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงและกองทัพต้องการคำสั่งที่ชัดเจนและการสนับสนุนที่มั่นคงจากฝ่ายการเมือง สภาพ “รัฐบาลรักษาการ” และ “การรอเลือกตั้ง” ย่อมสร้างช่องว่างที่โลกก็ประเมินได้ว่าไทยกำลังอ่อนแรงจากความขัดแย้งแตกแยกภายใน

ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้กฎหมายกำหนดให้ต้องมีเลือกตั้ง แต่กฎหมายเองก็ยอมรับหลัก “เหตุจำเป็น” และ “เหตุสุดวิสัย” เมื่อเงื่อนไขของความปลอดภัย เสรีภาพ และความเป็นธรรมไม่อาจรับประกันได้อย่างครบถ้วน การเลือกตั้งที่ไม่สามารถจัดขึ้นอย่างปลอดภัยและเป็นธรรม หรือทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่อาจใช้สิทธิได้อย่างเสมอภาค ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการถูกตั้งคำถามถึงความถูกต้องตั้งแต่ต้น จนกลายเป็นประเด็นคัดค้านต่อต้าน สร้างให้เกิดชนวนแห่งความขัดแย้งระลอกใหม่ภายหลังการเลือกตั้ง

ด้วยเหตุนี้ การตั้งคำถามต่อการยุบสภา และการร้อนรนว่าต้องมีเลือกตั้ง จึงไม่ใช่การต่อต้านประชาธิปไตย หากแต่เป็นการปกป้องสาระสำคัญของประชาธิปไตยไม่ให้ถูกบิดเบือนจนเหลือเพียงปาหี่พิธีกรรมทางกฎหมาย ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนความถูกต้อง เสรีภาพ และความปลอดภัยของประชาชน มิใช่บนการบังคับให้กระบวนการเลือกตั้งเดินหน้าท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อสิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านั้น

ในมิติของความรับผิดชอบทางการเมือง นักการเมืองในยามสงครามควรถูกคาดหวังให้แสดงวุฒิภาวะมากกว่าปกติ การแข่งขันทางอำนาจอาจเป็นหัวใจของประชาธิปไตยในภาวะปกติ แต่ในภาวะวิกฤตสูงสุดของรัฐ หน้าที่ลำดับแรกของผู้นำทางการเมืองคือการประคับประคองประเทศให้ยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง การชะลอการแข่งขันทางการเมืองลงชั่วคราวเพื่อรักษาเอกภาพของชาติ จึงไม่ใช่ความอ่อนแอ หากเป็นความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

การรักษาความเป็นปึกแผ่นของประเทศในยามสงคราม ไม่ได้หมายถึงการปิดปากความเห็นที่แตกต่าง แต่หมายถึงการขอให้ทุกฝ่ายวางผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้นลง หยุดใช้เกมการเมืองแบบฉวยโอกาส หยุดวาทกรรมที่สวยงามแต่กลบความจริง เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งภายในซ้ำเติมภัยคุกคามจากภายนอก เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ความสงบและความปลอดภัยกลับคืนมา การเลือกตั้งและการแข่งขันทางการเมืองตามครรลองประชาธิปไตยย่อมกลับมาได้อย่างสมบูรณ์และมีความหมายมากกว่าเดิม

การยุบสภาในยามสงครามจึงเป็นบททดสอบสำคัญของวุฒิภาวะทางการเมืองของนักการเมืองและพรรคการเมืองทั้งระบบ ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปราะบางที่สุด จุดที่ทุกการตัดสินใจจะส่งผลยาวไกลเกินกว่ารอบเลือกตั้งรอบใดรอบหนึ่ง

ประชาธิปไตยไม่อาจงอกงามได้ท่ามกลางความโกลาหลของสงคราม หากรัฐไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้ก่อน การประคับประคองความมั่นคงของประเทศในยามนี้ จึงไม่ใช่การถอยหลังจากประชาธิปไตย หากคือการรักษาพื้นดินที่มั่นคงพอให้ประชาธิปไตยกลับมายืนได้อย่างสง่างามอีกครั้งในวันที่บ้านเมืองปลอดภัยและสงบลงอย่างแท้จริง

 

 

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สิทธิของปชช.ในวิกฤตน้ำมันแพง กับอำนาจ 'รัฐบาลรักษาการ'

'ดร.นพดล' ออกบทความเรื่อง 'สิทธิของประชาชนในวิกฤตราคาน้ำมัน เมื่ออำนาจของรัฐบาลรักษาการถูกจำกัดด้วยกฎหมาย จุดกระแสสังคมกำลังมองข้าม'

กลัวไม่เป็นข่าว! เจ๊นันทนาเหน็บอนุทินบริหารแบบพลัสๆ แต่ชาวบ้านไม่รู้น้ำมันเหลือสำรองเท่าไหร่

'นันทนา' จี้ รัฐบาลรับมือเหตุตะวันออกกลางอย่างมืออาชีพ แนะ 'อนุทิน' อย่าใช้ปากบริหาร หลังโพล่งวลี 'โควิดกระจอก' สมัยก่อน เหน็บบริหารแบบพลัสๆ คนยังไม่รู้น้ำมันเหลือสำรองเท่าไหร่

แล้วกัน! อดีตผู้สมัครสส.ระยอง พรรคส้ม รับเอง 'บัตรเขย่ง' ทำให้ตัวเองได้คะแนนเพิ่ม

นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 จ.ระยอง พรรคประชาชน เบอร์ 6 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า บัตรเขย่ง???

'นักวิชาการ' ชี้วิกฤตความชอบธรรมของการเลือกตั้งไทย แนะใช้โอกาสนี้ปฏิรูป กกต.

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง กกต.กับวิกฤติความชอบธรรมของการเลือกตั้งไทย มีเนื้อหาดังนี้