
11 ม.ค.2569- รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง รัฐมนตรีคนนอก : ประชาธิปไตยที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนอย่างถูกกฎหมาย มีเนื้อหาดังนี้
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสอนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า คำถามสำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตยมิใช่เรื่องของความสามารถเฉพาะบุคคล หากแต่คือ อำนาจนั้นมาจากไหน และต้องรับผิดชอบต่อใคร ความชอบธรรมของอำนาจไม่ได้เกิดจากผลลัพธ์ของการบริหารเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนให้ความยินยอมตั้งแต่ต้น
ภายใต้กรอบคิดเช่นนี้ แนวคิดเรื่อง “รัฐมนตรีคนนอก” ที่เข้าสู่ตำแหน่งบริหารโดยไม่ผ่านสนามการเลือกตั้ง จึงเป็นปัญหาเชิง “หลักการ” ที่กระทบหัวใจของประชาธิปไตยแบบตัวแทนโดยตรง แม้ในทางกฎหมาย รัฐมนตรีคนนอกอาจอยู่ภายใต้กลไกตรวจสอบของรัฐสภา แต่ “ความถูกต้อง” ตามตัวบทไม่อาจทดแทน “ความชอบธรรม” ทางประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ผู้ใช้อำนาจต้องได้รับความยินยอมจากประชาชนก่อนใช้อำนาจเสมอ
จุดอ่อนเชิงโครงสร้างของ “รัฐมนตรีคนนอก” อยู่ที่สภาวะความรับผิดหรือ accountability ที่บิดเบี้ยว ความรับผิดที่มิได้เชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรง หากเชื่อมโยงผ่านผู้แต่งตั้งหรือข้อตกลงทางการเมือง นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แม้จะมีข้อบกพร่องมากมาย แต่ยังต้องแบกรับต้นทุนทางการเมือง ต้องเผชิญการตัดสินของประชาชน และมีความเสี่ยงสูงที่จะถูก “คัดออก” ผ่านบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานที่ทำให้พวกเขาไม่อาจลอยตัวเหนือสังคมได้ ในขณะที่รัฐมนตรีคนนอกไม่ต้องจ่ายราคานี้ แม้อาจจะบริหารล้มเหลวหรือเละเทะเพียงใดก็ตาม
เมื่อพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบ ประเทศประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพต่างให้ความสำคัญกับความยึดโยงระหว่างอำนาจบริหารกับประชาชนอย่างเคร่งครัด ในประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภาอย่างสหราชอาณาจักร หลักการพื้นฐานคือรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หากผู้นำฝ่ายบริหารต้องการผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก บุคคลนั้นย่อมต้องเข้าสู่ระบบรัฐสภาอย่างเป็นทางการเพื่อให้ยังคงอยู่ภายใต้ตรรกะของความเป็นผู้แทนและความรับผิดทางการเมือง ขณะที่ในระบบประธานาธิบดีอย่างสหรัฐอเมริกา แม้จะเปิดช่องให้แต่งตั้งรัฐมนตรีจากคนนอกได้ แต่กระบวนการก็ถูกถ่วงดุลด้วยกลไกของวุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่กลั่นกรอง ตรวจสอบ และเปิดให้สาธารณชนรับรู้ก่อนรับมอบอำนาจบริหารอย่างเป็นทางการ
เมื่อหันกลับมามองบริบทของไทย ความแตกต่างที่สำคัญคือ รัฐมนตรีคนนอกมักเข้าสู่อำนาจผ่านการตกลงกันในสนามกอล์ฟหรือซอกหลืบที่ลึกลับ ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองต่อหน้าประชาชน รูปแบบที่สังคมคุ้นชินมาแต่อดีตคือ ผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจหรืออิทธิพลทางการเมืองหลีกเลี่ยงการลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อไม่ต้องเผชิญการตรวจสอบจากสาธารณะ แล้วใช้การให้ “ทุน” สนับสนุนพรรคการเมือง จาก “ตัวเลข” ผ่านเข้าสู่อำนาจตามโควตารัฐมนตรีในฐานะ “คนนอก” กลไกเช่นนี้ทำให้พรรคการเมืองลดบทบาทจากตัวแทนประชาชน กลายเป็นเพียงตัวกลางจัดสรรอำนาจ และทำให้การเลือกตั้งลดคุณค่าลงเป็นเพียงพิธีกรรม มากกว่ากระบวนการตัดสินใจทางการเมืองที่แท้จริง
มาปัจจุบันอาจมีความพยายามโต้แย้งว่า มีพรรคการเมืองบางพรรคเปิดตัว “คนดีคนเก่ง” โดยไม่ได้ใช้เงินมาเป็น “รัฐมนตรีคนนอก” ตั้งแต่ช่วงหาเสียง บุคคลเหล่านั้นก็เผชิญกับการตรวจสอบจากสาธารณะอย่างเข้มข้น ไม่ต่างจากผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทว่าในทางรัฐศาสตร์ การถูก “วิพากษ์วิจารณ์” จากสังคม กับการได้รับ “อาณัติโดยตรง” จากประชาชน เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง การตรวจสอบโดยสังคมเป็นเพียงการตั้งคำถามที่ไม่มีกลไกการตัดสินเชิงอำนาจรองรับ ต่างจากการเลือกตั้งซึ่งประชาชนสามารถใช้บัตรเลือกตั้งเป็นเครื่องมือรับรองและถอดถอนผู้ใช้อำนาจได้โดยตรง ความพยายามทำให้ประชาชนเชื่อว่าการยอมรับกระแสสังคมสามารถทดแทนความเห็นชอบผ่านคูหาเลือกตั้งได้ จึงเท่ากับการลดทอนคุณค่าของสิทธิเลือกตั้ง และเปิดช่องให้การเข้าสู่อำนาจรัฐสามารถหลบเลี่ยงกระบวนการคัดกรองที่สำคัญที่สุดได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ในทำนองเดียวกัน เหตุผลด้านความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาปกป้องรัฐมนตรีคนนอก ก็เป็นข้ออ้างที่อันตรายในเชิงหลักการ เพราะความเชี่ยวชาญสามารถบริหารจัดการได้ผ่านระบบที่ปรึกษา กลไกราชการ หรือการดึงบุคลากรเข้าสู่ระบบผ่านการเลือกตั้งในแบบบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองได้ โดยไม่จำเป็นต้องยกอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายให้กับผู้ที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อคะแนนเสียง ความเก่งที่ขาดความยึดโยงกับประชาชนและบริบททางสังคม มักนำไปสู่นโยบายที่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม และที่น่าขนลุก คือ เมื่อสังคมเริ่มยอมรับตรรกะนี้จนเห็นเป็นเรื่องปกติ ประชาธิปไตยก็จะค่อย ๆ ถูกทำให้กลวงเปล่า โดยไม่จำเป็นต้องถูกทำลายอย่างโจ่งแจ้ง
ในสังคมที่ประชาธิปไตยยังเปราะบาง การทำให้รัฐมนตรีคนนอกกลายเป็นเรื่องปกติจึงไม่ใช่ความก้าวหน้า หากเป็นกระบวนการทำให้สังคม “เคยชิน” กับอำนาจที่ไม่ผ่านประชาชน และเมื่อความเคยชินนี้ฝังรากลึก การตรวจสอบก็จะอ่อนแรงลงโดยปริยาย ขณะที่อำนาจซึ่งไม่ต้องรับผิดโดยตรงกลับแข็งแรงขึ้นอย่างเงียบงัน
หากยึดหลักประชาธิปไตยอย่างไม่ประนีประนอม คำตอบย่อมชัดเจนว่า อำนาจบริหารควรเป็นของผู้ที่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนเท่านั้น การเปิดช่องให้รัฐมนตรีคนนอกอาจถูกต้องตามกฎหมายในบางช่วงเวลา แต่ไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติในเชิงหลักการ เพราะประชาธิปไตยที่สามารถ “หลบเลี่ยงประชาชน” ได้ตั้งแต่ต้น ย่อมไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง หากแต่เป็นฉากหน้าของอำนาจที่ไม่ต้องรับผิด และเมื่อถึงจุดนั้น สิ่งที่สึกกร่อนไปก่อนเป็นลำดับแรก ย่อมไม่ใช่กฎหมาย หากแต่คือความหมายของการเลือกตั้งและอำนาจอธิปไตยของประชาชนเอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'Spectre C' จากโครงสร้างความคิดเดียวกัน เงาที่หลอกหลอน 'โลกเก่า'
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง Spectre: จากโครงสร้างความคิดเดียวกัน มีเนื้อหาดังนี้
'ภาษาจีน Plus' พื้นที่การเรียนรู้ที่มากกว่าภาษา สะท้อนวิสัยทัศน์การศึกษานานาชาติของม.รังสิต
มหาวิทยาลัยรังสิต สะท้อนภาพการพัฒนาทางการศึกษาของสถาบันตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ โดยเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2528 และได้ดำเนินภารกิจด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 41 ปี ภายใต้ปรัชญาสำคัญคือ การยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่สังคม ประเทศชาติ และประชาชน
'ฮั้วสว. - Spectre C ' ความลับสาธารณะ : เมื่อทุกฝ่ายรู้ แต่ไม่มีใครยอมรับ
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิตเผยแพร่บทความ เรื่อง 'ความลับสาธารณะ : เมื่อทุกฝ่ายรู้ แต่ไม่มีใครยอมรับ' มีเนื้อหากดังนี้
สโมสรนักศึกษา ม.รังสิต ออกแถลงการณ์ เรียกร้องนับคะแนนการเลือกตั้งใหม่ทั่วปท.
สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต เรื่อง ขอเรียกร้องให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นับผลคะแนนการเลือกตั้งปี 2569 ใหม่
'นักวิชาการ' ชำแหละ 'ลอตเตอรี่ใบเสร็จ' บิดหลักการเก็บภาษีกลายเป็น 'การพนัน' แก้ปัญหาผิดจุด
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธรสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง ลอตเตอรี่ใบเสร็จ : เมื่อภาษีกลายเป็นการพนัน มีเนื้อหาดังนี้
นโยบาย 'เพี้ยน' ขัดรัฐธรรมนูญ ขัดกฎหมายระหว่างประเทศ กับความเงียบงันของ กกต.
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง นโยบาย “เพี้ยน” กับความเงียบงันของ กกต. มีเนื้อหาดังนี้

