
21ม.ค. 2569 - รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง วิกฤตอัตลักษณ์ของพรรคส้ม มีเนื้อหาดังนี้
~ เมื่อจิตวิญญาณปฏิกษัตริย์นิยม กลายเป็นบาดแผลที่พรรคไม่กล้าพูดตรง ๆ ~
ผมมองพรรคส้มต่างจากอินฟลูทุกสำนัก
ผมเห็นว่า พรรคส้มกำลังเจอ “วิกฤตอัตลักษณ์” อย่างแรง
แต่ไม่ใช่วิกฤตศรัทธาแบบที่นักวิเคราะห์ทั่วไปพูดกัน
วิกฤตของพรรคส้มเริ่มจากจุดเดียวที่ลึกที่สุด
....จิตวิญญาณของพรรคส้ม คือ “พรรคปฏิกษัตริย์นิยม”
และเมื่อพรรคนี้ถือกำเนิดจาก “พลังปฏิกษัตริย์นิยม”
แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องการเป็น “พรรคของคนทั้งประเทศ”
มันจึงติดกับดักที่หนีไม่พ้นคือ
พูดตรงก็พัง
ไม่พูดตรงก็เน่า
พูดสองแบบก็แตก
นี่คือวิกฤตอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพรรคส้ม ในสายตาของผม
---
1. พรรคส้มไม่ได้เป็นพรรคปฏิรูปธรรมดา
แต่เป็นพรรค “ปฏิกษัตริย์นิยม” ตั้งแต่ต้นน้ำ
ต้องพูดให้ชัดว่า
พรรคส้มไม่ได้โตขึ้นมาด้วย “นโยบายเศรษฐกิจ” เป็นหลัก
ไม่ได้โตด้วย “ความสามารถบริหาร” เป็นหลัก
แต่โตด้วย “พลังของอุดมการณ์ต่อต้านสถาบัน”
ซึ่งเป็นพลังที่ไวรัลที่สุดในยุคดาต้านิยม
เพราะมันคืออารมณ์ที่ผสมกันครบสูตร
โกรธ
คับแค้น
รู้สึกเป็นเหยื่อ
อยากเอาคืน
และอยากเป็นฝ่ายชนะทางศีลธรรม
นี่คือเชื้อเพลิงชั้นดีของการเมืองแบบอัลกอริทึม
และพรรคส้มเป็นพรรคแรกในเมืองไทยที่ "เชี่ยวชาญที่สุด" ในการใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้
---
2. วิกฤตอัตลักษณ์เริ่มเมื่อพรรคส้มอยาก “ล้างภาพ” แต่ไม่ยอม “ตัดแก่น”
เมื่อพรรคโตขึ้น
พรรคเริ่มรู้ว่า
ความเป็นพรรคปฏิกษัตริย์นิยมแบบตรง ๆ
ทำให้ชนชั้นกลางจำนวนมาก “กลัว”
ทำให้นายทุนจำนวนมาก “ไม่แตะ”
ทำให้ระบบรัฐ “ไม่ยอมรับ”
พรรคจึงพยายามทำสิ่งที่ฉลาดในเชิงการตลาดการเมืองคือ
ล้างภาพ แต่ไม่ตัดแก่น
แปลไทยเป็นไทยคือ
พยายามทำให้ดู “ซอฟต์”
แต่ยังเก็บ “ฮาร์ดคอร์” ไว้ข้างใน
และนี่แหละคือจุดเริ่มของความพัง
เพราะอัตลักษณ์ของพรรคการเมือง
ไม่ใช่สิ่งที่ “รีแบรนด์” แล้วจะรอดได้
อัตลักษณ์คือ “จิตวิญญาณ”
และจิตวิญญาณ “โกหกไม่ได้”
---
3. พรรคส้มจึงต้องเล่นเกม “พูดสองภาษา” ตลอดเวลา
ต่อหน้าคนกลาง พูดอีกแบบ
ต่อหน้าฐานเดิม พูดอีกแบบ
ต่อหน้าสื่อหลัก “ยิ้ม”
แต่ในโลกโซเชียล “ปลุกไฟ”
นี่ไม่ใช่แค่เทคนิค
แต่มันคือ Algorithmic Politics แบบเต็มขั้น
คือการเมืองที่ไม่ได้ยืนบน “ความจริงหนึ่งเดียว”
แต่ยืนบน “การจัดการการรับรู้หลายชุดพร้อมกัน”
และเมื่อพรรคส้มทำแบบนี้นานพอ
มันจะเกิดผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ
- คนกลางจะเริ่มรู้สึกว่า “พรรคไม่น่าไว้ใจ”
- ฐานเดิมจะเริ่มรู้สึกว่า “พรรคทรยศ”
สุดท้ายพรรคส้มจะเหลือแค่ “แฟนคลับ” แต่ไม่มี “มวลชนจริง”
---
4. พรรคส้มติดกับดัก “ชนะในโลกโซเชียล” แต่แพ้ในโลกอำนาจ
นี่คือจุดที่คนจำนวนมากยังไม่เข้าใจ
พรรคส้มชนะการสื่อสาร ออกสื่อหลักบ่อยสุด
ชนะการสร้างกระแส ผลโพลอันดับหนึ่งตลอด
แต่ทั้งหมดนั้นเป็น "ชัยชนะ" ในโลกของ virality เท่านั้น
ยังไม่ใช่ชัยชนะในโลกของ sovereignty
โลกโซเชียลให้ “ยอดแชร์”
แต่ไม่ให้ “อำนาจรัฐ”
และการจะได้อำนาจรัฐ
ต้องชนะความไว้วางใจของคนส่วนใหญ่จริง ๆ
ไม่ใช่ชนะเสียงเชียร์ของคนกลุ่มเดียวที่ดังที่สุดในโลกโซเชียล
---
5. วิกฤตอัตลักษณ์ของพรรคส้มคือ “ไม่กล้าพูดความจริงกับตัวเอง”
ถ้าพรรคส้มซื่อสัตย์กับตัวเองจริง
ต้องตอบคำถามนี้ให้ชัดก่อน
พรรคนี้เกิดมาเพื่อ “ล้มสถาบัน”
หรือเกิดมาเพื่อ “ปฏิรูปประเทศ”?
สองอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
และไม่มีทางเป็นเรื่องเดียวกันได้
เพราะถ้าเป้าหมายคือ “ปฏิรูปประเทศ”
คุณต้องสร้างความร่วมมือระดับชาติ
แต่ถ้าเป้าหมายคือ “ปฏิกษัตริย์นิยม”
คุณกำลังทำสงครามทางอัตลักษณ์
ซึ่งทำให้ประเทศแตกเป็นสองซีกโดยโครงสร้าง
และนี่คือเหตุผลที่พรรคส้มจะไม่มีวันพาประเทศไปข้างหน้าได้จริง
ต่อให้พูดเก่งแค่ไหนในเชิงนโยบาย
เพราะ “แก่น” ของพรรคคือความขัดแย้งระดับชาติ ระดับที่ก่อให้เกิดสงครามกลางเมือง ชักศึกเข้าบ้านได้ทุกเมื่อ
---
6. แกนนำพรรคส้มไม่ได้ขาดความสามารถแต่ขาด “ความเป็นรัฐบุรุษ”
ความเป็นรัฐบุรุษเริ่มจากการรู้ว่า
อะไรควรพูด
อะไรไม่ควรพูด
และอะไร “ต้องหยุด” แม้จะได้คะแนนจากการพูดมัน
แต่พรรคส้มยังไม่ยอมตัดวงจรนี้
เพราะการเมืองแบบอัลกอริทึมที่พรรคส้มใช้
เสพติด engagement
เสพติดความโกรธ
เสพติดการแบ่งข้าง
เสพติดการได้เป็น “เหยื่อผู้สูงส่ง”
และทั้งหมดนี้คือ "ทุนทางอำนาจ" ของพรรคส้มในยุคดาต้านิยม
---
บทสรุป
วิกฤตอัตลักษณ์ของพรรคส้ม
ไม่ใช่วิกฤตภาพลักษณ์
ไม่ใช่วิกฤตยุทธศาสตร์
ไม่ใช่วิกฤตการจัดตั้ง
แต่มันคือวิกฤตจิตวิญญาณ
เพราะจิตวิญญาณของพรรคนี้คือ “พรรคปฏิกษัตริย์นิยม”
แต่พรรคดันอยากสวมหน้ากากเป็น “พรรคประชาธิปไตยปฏิรูปประเทศ”
และเมื่อพรรคหนึ่งอยากได้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน
มันจะจบลงด้วยการไม่ได้อะไรเลย
พรรคส้มจึงไม่ใช่ปัญหาเพราะ “มีคนเทาในพรรค หรือทำงานไม่เป็น”
แต่เป็นปัญหาเพราะ “แก่นของพรรค” นำไปสู่ความแตกแยกโดยโครงสร้าง
ประเทศไทยจะปฏิรูปได้จริง
ก็ต่อเมื่อการเมืองไทยเลิกเสพติดการเผาบ้านตัวเองเพื่อได้ยอดแชร์
และกลับมาสร้างประเทศ
ด้วยความจริง
ด้วยความรับผิดชอบ
และด้วยสติของคนที่รู้ว่า
ไฟที่ปลุกขึ้นมา…มันเผาได้ทั้งแผ่นดิน
~ สุวินัย ภรณวลัย
มหาวิทยาลัยไร้รอย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'พริษฐ์' เปิดหลักฐานเส้นเงิน อ้างโยงขบวนการโกง สว. 2 จังหวัด
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ขบวนการโกง สว. ที่กำลังถูกกล่าวหานั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัครเพื่อแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมในการจ้างคนมาลงสมัคร เพื่อให้มาลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครตัวจริงที่ทางขบวนการได้ล็อกตัวไว้ผ่านโพยใบสั่ง
'เอ็ดดี้ อัษฎางค์' วิเคราะห์ใครอันตรายกว่ากัน ส้มรื้อราก-น้ำเงินรวบอำนาจ
นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่บทความเรื่อง "ใครอันตรายกว่ากัน" ส้มรื้อราก น้ำเงินรวบอำนาจ มีเนื้อหาดังนี้การเมืองไทยในวันนี้ดูเหมือนกำลังบีบให้ประชาชนเลือกอยู่ระหว่างความเสี่ยงสองแบบ
'เดชรัต' ผู้รับผิดชอบนโยบายปฏิรูป สปสช. พรรคส้ม แจง 3 ข้อ ยืนยันไม่คิดล้มบัตรทอง
นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคตของพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ในดราม่าเรื่อง พรรคประชาชน จะล้ม บัตรทอง หรือ สปสช. มีหลายข้อกล่าวหาด้วยกัน ผมในฐานะผู้ดูแลนโยบายด้านคุณภาพชีวิตของพรรคประชาชน ขอชี้แจงหลัก 3 ข้อ และขอสรุปข้อรับฟังที่ผมรับฟังจากทุกท่านในส่วนที่เหลือ
'ทนายอั๋น' หอบหลักฐานยื่น 'ปชน.' ชง อสส. ฟ้องศาล ฟันแก๊งฮั้ว สว.
'ทนายอั๋น' หอบหลักฐานยื่น สส.ปชน. ชงอัยการสูงสุดส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ลากคอขบวนการฮั้ว สว. ผิดมาตรา 49 พร้อมฟันกกต. ผิด 157 ด้าน 'ภัณฑิล' ย้ำต้องคุ้มครองพยาน ไม่ใช่ข่มขู่
'สุขสมรวย' โต้ฝ่ายค้านปมฮั้ว สว. ย้ำคลิปเป็นงานผ้าขาวม้าเมื่อ 2 ปีก่อน บอกฮั้วจริงน้องสะใภ้คงฉลุย
‘สุขสมรวย’ โต้ฝ่ายค้านปมฮั้ว สว. ย้ำคลิปเป็นงานผ้าขาวม้าเมื่อ 2 ปีก่อน ไม่เกี่ยวเลือก สว. ชี้ กกต.ตรวจสอบจบแล้ว ซัดอย่านำข้อมูลเก่ามาบิดเบือน ชี้ถ้าฮั้วจริง น้องสะใภ้ คงฉลุยแล้ว พร้อมสั่งฝ่ายกม. ถอดเทปรายการดัง หลังเนื้อหาสร้างความเกลียดชัง โอดผิดหวังคนรุ่นใหม่ใช้วิธีนี้
ไม่เห็นหัวปชช.! 'ไหม' ซัดรัฐบาลเกณฑ์ 'บัตรคนจน' ผิดพลาดซ้ำซาก ไม่สะท้อนความเดือดร้อนจริง
‘ศิริกัญญา’ จี้รัฐบาลเร่งแก้เกณฑ์ บัตรคนจน เหตุผิดพลาดซ้ำซาก ไม่สะท้อนความเดือดร้อนจริง


