อดีตผู้พิพากษาอาวุโสยังติดใจคำวินิจฉัย กกต.ปมอาชีพกลุ่ม 10

30 ก.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ถอดรหัส ‘กลุ่ม 10’ สว. : เมื่อคำวินิจฉัย กกต. ตอบว่า คนขายหมูและคนขายก๋วยเตี๋ยว “อยู่กลุ่มนี้” แต่ยังไม่ตอบว่า “กลุ่มนี้คือใคร?”“ ระบุว่า กระแสข่าวฮั้ว สว. เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 กลายเป็นประเด็นที่สังคมกลับมาตั้งคำถามและถกเถียงกันอย่างเข้มข้นอีกครั้ง เมื่อสื่อมวลชนนำคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่สำนักงาน กกต. ได้เผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักงานว่า ให้ยกคำร้องเกี่ยวกับคุณสมบัติของ สว. จังหวัดอำนาจเจริญ 2 คน ได้แก่ นางแดง กองมา (คำวินิจฉัย กกต. ที่ 249/2567 ลว. 23 ธ.ค.67) และ นายสมพาน พละศักดิ์ (คำวินิจฉัย กกต. ที่ 17/2568 ลว. 13 ม.ค.68)

คำวินิจฉัยทั้งสองฉบับสรุปใจความสำคัญตรงกันว่า ผู้สมัครทั้งสองรายประกอบอาชีพค้าขายจริง มีประสบการณ์เกิน 10 ปี มีพยานบุคคลรับรอง และไม่มีหลักฐานหักล้าง กกต. จึงรับฟังได้ว่าทั้งคู่เป็นผู้มีสิทธิสมัครใน “กลุ่ม 10” ... นับเป็นเหตุผลธรรมดาที่โลกไม่ลืม!

แต่เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยอย่างลึกซึ้ง กลับพบปมปัญหากฎหมายที่สำคัญยิ่งกว่าเรื่อง “ใครขายหมู” หรือ “ใครขายก๋วยเตี๋ยว” จริงหรือไม่... เพราะคำถามระดับโครงสร้างที่ กกต. ยังคงทิ้งไว้ให้เป็นปริศนาก็คือ: “กลุ่ม 10 ตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มีขอบเขตและนิยามทางกฎหมายอย่างไรกันแน่?”

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ผู้สมัคร” แต่อยู่ที่ “ขอบเขตของกลุ่ม”

หลายคนอาจเข้าใจว่า คดีนี้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องข้อเท็จจริงว่า แม่ค้าขายหมูหรือพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวประกอบอาชีพนั้นจริงถึง 10 ปีหรือไม่ แต่ในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ จุดสำคัญกลับอยู่ที่การจำแนกประเภทกลุ่มผู้สมัคร

รัฐธรรมนูญ มาตรา 107 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 มาตรา 11 มิได้แบ่งกลุ่มผู้สมัครเพียงแค่ “ชื่ออาชีพ” เท่านั้น แต่สั่งให้แบ่งตาม: ความรู้, ความเชี่ยวชาญ, ประสบการณ์, อาชีพ / ลักษณะ / ประโยชน์ร่วมกันออกเป็น 20 กลุ่ม เพื่อให้วุฒิสภาเป็นตัวแทนของ “ภาคส่วนที่หลากหลายในสังคม”บุคคลคนหนึ่งอาจมีทักษะหลายด้าน แต่เมื่อลงสมัคร ย่อมต้องเลือกสังกัดกลุ่มที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ดังนั้น โจทย์ที่แท้จริงจึงไม่ใช่ “ผู้สมัครขายหมูหรือขายก๋วยเตี๋ยวจริงไหม?” แต่คือ “การค้าขายดังกล่าว ทำให้ผู้สมัครมีสถานะเป็นตัวแทนของ ‘กลุ่ม 10’ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่?”

กลุ่ม 9 | กลุ่ม 10 | กลุ่ม 19 ต่างกันอย่างไร?

เมื่อเปิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 มาตรา 11 พิจารณาเปรียบเทียบ จะเห็นตัวบทที่เขียนไว้ต่างกันชัดเจน:

กลุ่ม 9: กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น (SMEs)

กลุ่ม 10: กลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการตาม (9)

กลุ่ม 19: กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน

สิ่งที่น่าสังเกตอย่างยิ่งคือ “ภาษาทางกฎหมาย”:

ผู้ร่างกฎหมายเลือกใช้คำว่า “ผู้ประกอบกิจการ” ในกลุ่ม 9 และกลุ่ม 10 ขณะที่กลุ่ม 19 กลับใช้คำว่า “ผู้ประกอบอาชีพอิสระ” หากเราตีความแบบเหมาเข่งว่า “พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ก็คือผู้ประกอบกิจการชนิดหนึ่ง” นั่นเท่ากับเรากำลังทำให้ กลุ่ม 19 ไร้ความหมายและซ้ำซ้อนกับกลุ่ม 10 ทันที!  ซึ่งขัดกับหลักการตีความกฎหมายสากลที่ว่า “ถ้อยคำทุกคำในกฎหมายต้องมีความหมายและมีผลในทางปฏิบัติ (Redundancy Principle)”

รัฐธรรมนูญต้องการแบ่ง “ภาคส่วนสังคม” ไม่ใช่แค่ชื่ออาชีพ

ประเด็นนี้ยิ่งเด่นชัดเมื่อย้อนกลับไปอ่านหนังสือ “ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตรา ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560” โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และจัดพิมพ์โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า: การแบ่งกลุ่มต้องทำในลักษณะที่ทำให้ประชาชนผู้มีสิทธิสมัครทุกคน สามารถเข้าสังกัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้อย่างถูกต้อง และเน้นย้ำว่า “ต้องแยกออกเป็นกลุ่มที่มีลักษณะต่าง ๆ กันให้มากที่สุด” นั่นแปลว่า กลุ่ม 10 ถูกออกแบบมาคู่กับ กลุ่ม 9 ️

• หาก กลุ่ม 9 คือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

• กลุ่ม 10 ซึ่งใช้คำว่า “กิจการอื่นนอกจาก (9)” ย่อมถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับ “ธุรกิจขนาดใหญ่ (Large Enterprises) กิจการเฉพาะทาง หรือธุรกิจนิติบุคคลอื่น ๆ” (Corporate Sector)

แต่การที่ กกต. ปล่อยให้ผู้ค้ารายย่อยจัดตัวเองเข้าสู่กลุ่ม 10 โดยอ้างเพียงว่า “ฉันไม่ได้เป็น SME ฉันจึงเป็น 'กิจการอื่น'“ ได้นั้น ยิ่งทำให้กลุ่ม 10 กลายเป็น “กลุ่มรับขยะ (Garbage Can Group)” ที่บิดเบือนโครงสร้างตัวแทนภาคธุรกิจระดับไปโดยสิ้นเชิง!

สิ่งที่คำวินิจฉัย กกต. ยังไม่ได้อธิบายให้สังคมกระจ่าง

คำวินิจฉัย กกต. ที่ 249/2567 และ 17/2568 จึงน่าจะถูกโตแย้งได้ และ กกต. ยังไม่ได้ตอบคำถามสำคัญเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย:

1.“ผู้ประกอบกิจการ” กับ “ผู้ประกอบอาชีพอิสระ” มีเส้นแบ่งทางกฎหมายอยู่ตรงไหน?

2.เหตุใดแผงขายหมูที่ไม่มีใบประกอบกิจการตามกฎหมาย หรือร้านก๋วยเตี๋ยว ที่มีเพียงใบทะเบียนพาณิชย์ จึงจัดเป็น “กิจการอื่นตามกลุ่ม 10” แทนที่จะเป็น “อาชีพอิสระตามกลุ่ม 19”?

3.เส้นแบ่งรายได้ ขนาดการจ้างงาน หรือรูปแบบองค์กร ระหว่างกลุ่ม 9 และ 10 อยู่ตรงไหน?

บทส่งท้าย : บทบาทที่หายไปขององค์กรอิสระ

บางครั้ง... สิ่งที่สำคัญที่สุดในคำวินิจฉัยขององค์กรอิสระ ไม่ใช่ผลลัพธ์ว่า “ยกคำร้อง” หรือ “ขาดคุณสมบัติ” หากแต่คือ “ตรรกะทางกฎหมาย” ที่อธิบายว่าเหตุใดกฎหมายจึงนำไปสู่ผลเช่นนั้น

คำวินิจฉัย กกต. ทั้งสองฉบับมีน้ำหนักน้อยที่จะตอบสังคมได้ว่า ผู้สมัครทั้งสองคนสามารถลงสมัครในกลุ่ม 10 ได้ และไม่เพียงพอที่จะตอบได้ว่า “ผู้ประกอบกิจการกลุ่ม 10 คือใครกันแน่?”

ตราบใดที่ กกต. ยังไม่วางบรรทัดฐานการแบ่งกลุ่มอาชีพให้ชัดเจน การเลือกกันเองของ สว. ตามระบบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็จะยังคงถูกตั้งคำถามเรื่อง “การแยกย้ายกันเข้ากลุ่มต่าง ๆ เพื่อความได้เปรียบทางการเมือง (Strategic Selection)” หรือเหตุใด สว. จำนวนมากไม่ปรากฏชื่อเสียงเกียรติคุณเพียงพอที่ผ่านรอบการเลือกระดับประเทศได้ หากไม่ใช่เกิดจากการจัดตั้งขนาดใหญ่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งย่อมมีปัญหาต่อความชอบธรรมในการเป็นตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยิ่งชีพไปอ่านด่วน! คำวินิจฉัย กกต.ปม 'แม่ค้าขายหมู-พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวไก่' เผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์

เปิดคำวินิจฉัย กกต. ดูเหตุผลชัดๆ ทำไม 2 สว.อำนาจเจริญ 'นางแดง' แม่ค้าขายหมู 'สมภาร' พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวไก่ คุณสมบัติจึงผ่านฉลุยนั่งเก้าอี้ สว.ได้ หลัง 'ยิ่งชีพ' บอกอยากดูมากเคยเรียกร้อง กกต.แต่ไม่ได้รับการตอบรับ

‘วัส’ ชี้ช่องโหว่กฎหมายปม ‘หมอสรณ’ 

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึง กรณี "หมอสรณ" ต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่? เมื่อกฎหมายมีช่องว่าง รัฐควรเดินอย่างไร

‘วัส’ วิเคราะห์แง่มุมกฎหมายคดีปลด ‘หมอสรณ’ พ้นกสทช.

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ  บทวิเคราะห์คดีหมอสรณ: เมื่อ "ลักษณะต้องห้าม" กลายเป็นคำถามถึง "ความชอบกฎหมายของกระบวนการสรรหา กสทช."