'ผศ.ดร.นพดล' แนะถอดบทเรียนความเก่งของกัมพูชาก่อนไทยจะพลาดเกม!

26 มี.ค.2569 - ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตหัวหน้าโครงการวิจัยเพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติตามแนวชายแดน พ.ศ.2554 และอดีตผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองทัพบก พ.ศ.2557 ศิษย์เก่า ความปลอดภัยทางไซเบอร์และนโยบาย-ยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอนและมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และศิษย์เก่าวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธี มหาวิทยาลัย มิชิแกน ออกบทความเรื่อง “ถอดบทเรียนความเก่งของกัมพูชา ก่อนที่ไทยจะพลาดเกม
มองผ่านเลนส์ JCS” ระบุว่า “ศัตรูที่น่ากลัว ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่เข้าใจเกมได้ดีกว่าเรา”

หลักคิดก่อนอ่าน

บทความนี้ไม่ได้มีเจตนายกย่องฝ่ายใด หากแต่เพื่อให้ไทยเข้าใจว่า ถ้าเรา “ไม่รู้เขา” ต่อให้เรามีกำลังมากกว่า มีอานุภาพแรงกว่าก็อาจ “แพ้เกมใหญ่” นี่คือหลักเดียวกับ “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”

ถอดรหัสความเก่งของกัมพูชา

1.ความชาญฉลาดที่ 1 ของกัมพูชา คือ เปลี่ยน “พื้นที่สู้รบ” ให้เป็น “เวทีการเมือง” กัมพูชาไม่ได้มองชายแดนแค่ “เส้นแบ่งชายแดน” แต่ทำให้มันกลายเป็น “เวทีต่อรองทางการเมืองระดับชาติและนานาชาติ”

สิ่งที่เขาทำได้ดีคือ ยกระดับประเด็นให้มีน้ำหนักทางการเมือง ทำให้เรื่องชายแดน “ไม่ใช่แค่เรื่องทหาร” ดึงให้คนกัมพูชาทั้งประเทศมีส่วนร่วมทางอารมณ์ นี่คือการ “ขยายสนามรบ” จากชายแดนไปสู่ชัยชนะการเมืองในกัมพูชาและเวทีโลก

2.ความชาญฉลาดที่ 2 ของกัมพูชา คือ การ “ลาดตระเวนแสดงอธิปไตย” และสร้างความได้เปรียบในมุมกฎหมายระหว่างประเทศ การ “ลาดตระเวนแสดงอธิปไตย” จึงไม่ใช่แค่เรื่องทหารแต่คือการทำ 3 อย่างพร้อมกัน คือ (1) แสดงการควบคุมพื้นที่จริง (2) สร้างหลักฐานจากการกระทำของรัฐ (3) วางตำแหน่งทางกฎหมาย กัมพูชาเข้าใจทั้ง 3 มิตินี้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะความเก่งด้าน “การปรากฏตัวคืออธิปไตยในทางปฏิบัติ” กัมพูชามักใช้แนวทางเข้าไปปรากฏตัวในพื้นที่พิพาทอย่างสม่ำเสมอ มีการลาดตระเวน ใช้สัญลักษณ์ของรัฐ เช่น ธง หรือเจ้าหน้าที่รัฐ สิ่งนี้ในกฎหมายระหว่างประเทศหมายถึง “การใช้อำนาจรัฐจริงในพื้นที่”

กัมพูชากำลังได้เปรียบ ถ้าทำอย่างต่อเนื่องและฝ่ายประเทศไทยไม่คัดค้านอย่างจริงจัง อาจถูกมองว่า
“ฝ่ายกัมพูชามีอำนาจเหนือพื้นที่ในทางปฏิบัติ”

นอกจากนี้ กัมพูชายังแสดงความเก่งด้าน “การแสดงอธิปไตยเชิงสัญลักษณ์” การแสดงอธิปไตยไม่ได้มีแค่กำลัง แต่รวมถึง การใช้ธง การขุดเพลาะ การสร้างฐานใหม่ การถ่ายภาพ การประกาศ การให้ข่าว สื่อมวลชนไทยตีข่าวการขุดคูเพลาะ ยิ่งเข้าทางกัมพูชาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงในเวทีต่างประเทศได้ว่าฝ่ายไทยรับรู้อธิปไตยของกัมพูชา

สรุปคือ กัมพูชาไม่ได้พยายาม “ยึดพื้นที่ด้วยกำลัง” แต่พยายาม “ทำให้พื้นที่นั้นดูเหมือนเป็นของเขาในสายตาของโลก” และอาจถูกตีความในเวทีระหว่างประเทศว่าเป็นการรับรู้โดยปริยาย

แล้วไทยต้องเรียนรู้อะไร ถ้าไม่อยากเสียเปรียบ ไทยต้องทำ 5 เรื่อง

1.ต้องมีการปรากฏตัวในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ

2.ต้องมีหลักฐานรองรับทุกเหตุการณ์

3.ต้องตอบโต้ในทางกฎหมาย ไม่ใช่แค่ทางทหาร

4.ต้องสื่อสารให้โลกเข้าใจ

5.ต้องเข้าใจภาษาและความคิดของอีกฝ่าย

ข้อควรตระหนักที่ถอดบทเรียนได้จากความเก่งของกัมพูชา คือ “ในยุคนี้ อธิปไตยไม่ได้ถูกกำหนดด้วยปืนอย่างเดียว แต่มันถูกสร้างจากการกระทำซ้ำ ๆ และถูกตัดสินจากสายตาของโลก”

3.ความชาญฉลาดที่ 3 ของกัมพูชา คือ เล่นเกม “ความชอบธรรม” (Legitimacy War) กัมพูชามักสื่อสารให้ตนเองอยู่ในสถานะฝ่ายถูกกระทำในสายตาประชาคมโลก ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ สิ่งสำคัญของกัมพูชาคือ “ภาพที่โลกเห็น” เครื่องมือที่ใช้ เช่น การสื่อสารระหว่างประเทศ การอ้างกฎหมาย/เวทีโลก การเล่าเรื่องให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ เพราะในโลกปัจจุบัน “ใครดูถูกต้องกว่า” มีค่าไม่แพ้ “ใครมีกำลังมากกว่า”

4.ความชาญฉลาดที่ 4 ของกัมพูชา คือ ใช้ “ความไม่สมมาตร” (Asymmetric Strategy) กัมพูชาไม่ได้แข่งกับไทยแบบตรง ๆ แต่ใช้วิธีเลือกสนามที่ตัวเองได้เปรียบ หลีกเลี่ยงการปะทะที่เสียเปรียบ ใช้เวลาเป็นเครื่องมือ
เป้าหมายไม่ใช่ “ชนะทันที” แต่คือ “ทำให้ไทยเสียจังหวะ เสียสมดุล และสูญเสียการควบคุมเกม”

5.ความชาญฉลาดที่ 5 ของกัมพูชา คือ ใช้ “เหตุเล็ก” สร้าง “แรงกดดันใหญ่” ความขัดแย้งชายแดนมักเริ่มจากจุดเล็ก แต่สามารถถูก “ขยายผล” ได้ เช่น ทำให้เป็นประเด็นระดับประเทศ ทำให้เกิดแรงกดดันต่อรัฐบาลไทย กระตุ้นอารมณ์สังคมทั้งสองฝั่ง นี่คือการเปลี่ยน “เหตุการณ์” เป็น “แรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์”

6.ความชาญฉลาดที่ 6 ของกัมพูชา คือ เล่นเกม “เวลา” ไม่ใช่แค่ “กำลัง” กัมพูชาเข้าใจว่า เวลาคืออาวุธ จึงใช้วิธียื้อ กดดันเป็นช่วง สร้างความต่อเนื่องของประเด็น เพราะบางครั้ง “คนที่อยู่ได้นานกว่า” คือคนที่ได้เปรียบ

7.ความชาญฉลาดที่ 7 ของกัมพูชา คือ ใช้ “อารมณ์ของประชาชน” เป็นพลังอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ การเชื่อมโยงประเด็นชายแดน กับ “ความรู้สึกรักชาติ” ผลลัพธ์คือ เพิ่มแรงสนับสนุนภายใน สร้างแรงกดดันต่อฝ่ายตรงข้าม ทำให้สถานการณ์ “ควบคุมยากขึ้น”

8.ความชาญฉลาดที่ 8 ของกัมพูชา คือ บังคับให้ไทย “เล่นตามเกม” ถ้าไทยโกรธเร็ว ตอบโต้เร็ว ใช้อารมณ์นำ สิ่งที่เกิดคือ ไทยจะ “หลุดจากเกมของตัวเอง” แล้วเข้าไปอยู่ในเกมของอีกฝ่ายที่ถนัดทันที

กล่าวโดยสรุป กัมพูชาไม่ได้พยายาม “ชนะไทยในสนามรบ” แต่พยายามทำให้ไทยเสียจังหวะ เสียความชอบธรรม เสียความนิ่ง และเสียการควบคุมเกม แล้วไทยต้องเรียนรู้อะไร ถ้าอยาก “ชนะโดยไม่ต้องรบ” ไทยต้อง (1) คุมเกม ไม่ใช่ตอบโต้เกม (2) คุมอารมณ์ มากกว่าคุมปืน (3) รักษาความชอบธรรม มากกว่าการเอาชนะเฉพาะหน้า (4) ไม่เล่นในสนามที่อีกฝ่ายเลือก (5) ทำให้การยกระดับ “ไม่คุ้ม” สำหรับอีกฝ่าย “รู้เขาคือเห็นเกม รู้เราคือคุมเกม แต่ชัยชนะที่แท้จริง คือไม่ปล่อยให้ใคร…เป็นคนกำหนดเกมแทนเรา”

สุดท้ายนี้ ผมขอฝากแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ว่า ในภารกิจชายแดนไทยกับกัมพูชาที่ยืดเยื้อ ทหารไทยควรเรียนภาษาเขมรก่อนวิชายิงปืนเพราะการเข้าใจภาษาคือการเข้าใจความคิด และการเข้าใจความคิดคือการลดโอกาสของสงคราม

วันนี้…โจทย์ของไทยไม่ใช่แค่ ‘รุกรบจบเร็วได้หรือไม่’ แต่คือ ‘เข้าใจเกมมากพอหรือยัง’ ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องหยุดมองกัมพูชาเป็นเพียง ‘คู่ขัดแย้ง’ แล้วหันมาเริ่มมองกัมพูชาในฐานะ ‘คู่เรียนรู้เชิงยุทธศาสตร์’ เรียนรู้ความเก่งของเขา…ไม่ใช่เพื่อยอมแพ้ หรือรู้สึกด้อยค่าตัวเอง แต่เพื่อไม่พลาดเกมที่เราไม่ทันได้รู้ ไม่ทันได้เข้าใจเขา
ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องเลิกดูถูกคู่แข่งและเริ่มถอดบทเรียนความเก่งของเขาอย่างจริงจัง ก่อนที่เราจะพลาด...ในเกมที่เราอาจจะไม่ค่อยเข้าใจมันเลย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กกต. ผุดอีเวนต์สัมมนาใหญ่ ถอดบทเรียนเลือกตั้ง-ประชามติ 25-27 มี.ค. ที่เชียงราย

กกต.ลุยถอดบทเรียนเลือกตั้ง-ประชามติ สัมมนาใหญ่ 25-27 มี.ค.นี้ ที่เชียงราย แบ่ง 5 กลุ่มย่อย สรุปข้อผิดพลาด บกพร่อง เตรียมรับมือการเลือกตั้งครั้งต่อไป พร้อมทำCSR เติมบุญวัดห้วยปลากั้ง

ทบ. ยันไม่พบลักลอบส่งน้ำมันไปกัมพูชาผ่านลาว กกล.สุรนารีควบคุมเข้มงวด

ทบ. แจงข้อเท็จจริง ไม่พบการลักลอบส่งน้ำมันไทยไปกัมพูชาผ่านลาว ชี้กองกำลังสุรนารีคงมาตรฐานการควบคุมการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเข้มงวด

'ผศ.ดร.นพดล' วิเคราะห์สงครามอิหร่านกำลังเข้าถึงจุดเปลี่ยนสู่การลดระดับ!

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์

‘นักวิชาการ’ แนะนำไทยเดินยุทธศาสตร์ 2 ขา สถานการณ์ตะวันออกกลาง 

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำวิชา ความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม