
26 มี.ค.2569 - ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2569 ออกบทความเรื่อง “น้ำมันไม่ใช่แค่ราคา…แต่คือโครงสร้างอำนาจของประเทศ ที่ต้องการการปฏิรูป” ระบุว่า มีผู้ตั้งคำถามกับผมใน Facebook ส่วนตัวของผมว่า “ถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะดึงโครงสร้างพลังงานกลับมาเป็นของภาครัฐ” ผมเห็นว่า นี่ไม่ใช่แค่คำถามธรรมดาแต่เป็น “คำถามใหญ่ของประเทศ” ที่ต้องตอบด้วยความรับผิดชอบ
โจทย์ไม่ใช่แค่ “จะเอาพลังงานกลับมาเป็นของรัฐหรือไม่” แต่คือ “จะออกแบบโครงสร้างพลังงานใหม่อย่างไร ให้รัฐคุมผลประโยชน์สาธารณะได้จริง ประชาชนได้ความเป็นธรรม ธุรกิจยังเดินได้ และประเทศไม่เสียเสถียรภาพ”
ผมเห็นว่า “เจ้าภาพ” ต้องไม่ใช่หน่วยงานเดียวแต่ต้องเป็น คณะกรรมการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับเชิงนโยบายและมีหน่วยงานหลักร่วมกันรับผิดชอบ ได้แก่ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หน่วยงานกำกับดูแลพลังงาน ตัวแทนภาคประชาชน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการแข่งขันทางการค้าและกฎหมายมหาชนเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเทคนิคพลังงานอย่างเดียวแต่เป็นเรื่อง กฎหมาย สัญญาสัมปทาน โครงสร้างตลาด ทรัพย์สินสาธารณะ ความมั่นคงของประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน พร้อมกันทั้งหมด
สิ่งที่สำคัญมากคือผมไม่เห็นด้วยกับการใช้คำว่า “ดึงกลับ” แบบสั้น ๆ ถ้าเรายังไม่รู้ว่าจะดึงอะไร กลับมาในรูปแบบไหน และเพื่ออะไร เพราะถ้าใช้พลังของอารมณ์มากกว่าพลังของข้อมูล ประเทศอาจเสียทั้งเวลา เสียทั้งคดี และเสียทั้งความเชื่อมั่น
สิ่งที่ควรเริ่มก่อน มี 5 เรื่องครับ
1) ตั้งโจทย์ให้ชัดก่อนว่า อะไรคือ “ของภาครัฐ” ที่ควรกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐมากขึ้นต้องแยกให้ออกระหว่าง ทรัพยากรต้นน้ำ โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ ระบบขนส่ง/คลังสำรอง ระบบสายส่งหรือโครงข่าย กิจการเชิงพาณิชย์และกลไกราคา ไม่ใช่เหมารวมว่าทุกอย่างต้องเป็นของรัฐทั้งหมด เพราะบางส่วนรัฐควร “เป็นเจ้าของ” บางส่วนรัฐควร “กำกับ” บางส่วนรัฐควร “ถือหุ้นเชิงยุทธศาสตร์” และบางส่วนควร “แข่งขันได้ แต่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม”
2) ทำ Energy System Audit ทั้งระบบ ก่อนจะปฏิรูป ต้องรู้ก่อนว่า ใครถืออะไร สัญญาใดผูกพันอยู่ กำไรเกิดตรงไหน ต้นทุนจริงอยู่ตรงไหน ส่วนใดเป็นคอขวดและส่วนใดกระทบประชาชนมากที่สุด ถ้าไม่มีการเอ็กซเรย์ทั้งระบบการปฏิรูปจะกลายเป็นแค่คำขวัญทางการเมือง
3) กำหนดหลักการใหญ่ของประเทศให้ชัด เช่น พลังงานเป็น “สินค้าตลาด” อย่างเดียว หรือเป็น “สาธารณูปโภคเชิงยุทธศาสตร์” ด้วย ถ้าคำตอบคืออย่างหลัง รัฐย่อมต้องมีอำนาจกำกับที่มากกว่าเดิม ไม่ใช่เพื่อทำธุรกิจแข่งกับเอกชนทุกเรื่องแต่เพื่อคุ้มครองความมั่นคงและความเป็นธรรมของประชาชน
4) เลือกโมเดลปฏิรูปที่ทำได้จริง การคืนสู่ภาครัฐไม่จำเป็นต้องแปลว่า “รัฐซื้อกลับทั้งหมด” เสมอไป แต่อาจใช้หลายเครื่องมือร่วมกัน เช่น เพิ่มอำนาจรัฐในโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ ตั้งกองทุนหรือบริษัทโฮลดิ้งของรัฐเพื่อถือหุ้นสำคัญ กำหนด Golden Share ในกิจการที่กระทบความมั่นคง ปรับกติกากำกับดูแลราคาและการแข่งขัน เพิ่มคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์หรือแยก “กิจการสาธารณะ” ออกจาก “กิจการเชิงพาณิชย์” ให้ชัด
5) เปิดเวทีสาธารณะให้ประชาชนเรียนรู้ก่อนเคลื่อนใหญ่ เพราะเรื่องพลังงานซับซ้อนมาก ถ้าประชาชนตื่นตัวแต่ยังไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องจะถูกพาไปด้วยอารมณ์ง่าย สิ่งที่ต้องทำคือเปลี่ยน “พลังความไม่พอใจ” ให้เป็น “พลังปฏิรูปที่มีวุฒิภาวะ” ดังนั้น ถ้าถามว่า เริ่มยังไงดี
ผมเสนอให้เริ่มแบบนี้ครับ เริ่มจากการเรียกร้อง “คณะกรรมการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานแห่งชาติ” อย่างเป็นทางการ พร้อม 3 ภารกิจเร่งด่วนภายใน 90 วัน
1.เปิดข้อมูลทั้งระบบ ต้นทุน โครงสร้างราคา สัญญา สิทธิประโยชน์ การถือครอง และกำไรในแต่ละช่วง
2.ทำแผนที่อำนาจของระบบพลังงานไทย ให้ประชาชนเห็นว่า ใครกำหนดอะไร ใครได้อะไร ใครรับความเสี่ยง และประชาชนอยู่ตรงไหนในระบบนี้
3.เสนอ Roadmap ปฏิรูป 3 ระยะ
ระยะสั้น: เพิ่มความโปร่งใสและความเป็นธรรม
ระยะกลาง: ปรับกติกาและลดอำนาจผูกขาด
ระยะยาว: คืนบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ให้รัฐในส่วนที่จำเป็นต่อความมั่นคงและประโยชน์สาธารณะ
ถ้าถามว่า “ใครควรเป็นเจ้าภาพ” ในเชิงบุคคลหรือการเมือง คำตอบคือ ต้องเป็นผู้นำที่กล้าพอจะชนกับโครงสร้างผลประโยชน์ แต่สุขุมพอจะไม่ทำให้ประเทศเสียเสถียรภาพเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การสู้กับราคาแต่เป็นการสู้กับ “โครงสร้างอำนาจ” ที่ฝังมานาน
ผมอยากตอบด้วยความจริงอีกข้อหนึ่งว่า ถ้าประชาชนส่วนใหญ่เริ่มตื่นตัว นั่นเป็นสัญญาณสำคัญมาก แต่การตื่นตัวจะมีพลังจริง ก็ต่อเมื่อเดินต่อไปสู่ 3 เรื่องคือ เรียนรู้ร่วมกัน สื่อสารอย่างมีวินัย และผลักดันข้อเสนอที่ทำได้จริง ไม่เช่นนั้น กระแสจะมาเร็วและจบเร็วแต่โครงสร้างจะไม่เปลี่ยน
ขอฝากประโยคนี้ไว้เป็นพลังขับเคลื่อนขอให้เกิดขึ้นจริง นะครับ ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องเลิกถามเพียงว่า “น้ำมันวันนี้ลิตรละเท่าไร” แล้วเริ่มถามให้ลึกกว่านั้นว่า “ใครออกแบบโครงสร้างราคาแบบนี้ และประชาชนได้ความเป็นธรรมหรือยัง” และถ้าจะเริ่มวันนี้ ผมเสนอให้เริ่มด้วยการร่วมกันเรียกร้อง 3 ข้ออย่างสงบ แต่หนักแน่น ดังนี้ ครับ
เปิดข้อมูลทั้งระบบ ตั้งคณะปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ วางโรดแมปคืนอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ให้รัฐในส่วนที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ เพราะพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือเรื่อง อธิปไตยทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของชาติ และศักดิ์ศรีของประชาชน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ดร.นพดล แพร่บทความ 'สแกมเมอร์ยุคใหม่' เมื่อเด็กถูกบังคับให้เป็นคนร้าย
เมื่อเด็กจำนวนมากกำลังถูกบังคับให้เป็นคนร้าย ผู้ใหญ่จะปกป้องพวกเขา หรือจะผลักพวกเขาออกไปจากอนาคต เราอาจกำลังเห็นเด็กและเยาวชนจำนวนมาก ยืนอยู่ในฐานะผู้ต้องหา
'อดีตสว.สมชาย' ชงรื้อโครงสร้างพลังงาน 4 เรื่อง แก้วิกฤตน้ำมัน
นายสมชาย แสวงการ อดีตประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ข้อเสนอเพื่อให้เกิดการปรับโครงสร้างพลังงานเชื้อเพลิง
น้ำมันที่หายไป 57 ล้านลิตร เมื่อความจริงกำลังถูกท้าทาย อันตรายกว่าวิกฤตพลังงาน
ดร.นพดล ชี้หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่แยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ ไม่ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล และเชื่อกรอบการเล่าเรื่องที่ถูกปั่นกระแรงโซเชียลแรงที่สุด ประเทศจะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า ‘ความเชื่อเข้าแทนที่ความจริง’ ซึ่งอันตรายกว่าวิกฤตพลังงานเสียอีก
นักวิชาการ ไขโครงสร้างน้ำมันไทย ชี้น้ำมันแพงเพราะโครงสร้างภาษี ไม่ใช่ต้นทุนกลั่น
นักวิชาการ "ไขข้อเท็จจริงพลังงานไทย" เปิดข้อเท็จจริงที่โซเชียลไม่พูดถึง งัดข้อมูลวิชาการ กระเทาะเปลือก "โครงสร้างน้ำมันไทย" อยู่ภายใต้ระบบสัมปทาน เอกชนลงทุน-รัฐจัดเก็บรายได้ พร้อมชี้น้ำมันแพง เพราะโครงสร้างภาษี ไม่ใช่ต้นทุนกลั่น
นักวิชาการ สะท้อนวิกฤตพลังงานครั้งนี้คือ มะเร็งระยะสุดท้าย
วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม ร่วมกับ สถาบันปฏิรูปประเทศไทย มหาวิทยาลัยรังสิต จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ “6 บาทที่ต้องตอบ... ผู้นำไทยจะพาประเทศออกจากวิกฤตพลังงานอย่างไร?” ระดมสมองนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ทางรอดประเทศ ชี้สถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่แค่ปัญหาราคา แต่คือ “วิกฤตศรัทธา” ต่อโครงสร้างพลังงานที่ไม่เป็นธรรม
สิทธิของปชช.ในวิกฤตน้ำมันแพง กับอำนาจ 'รัฐบาลรักษาการ'
'ดร.นพดล' ออกบทความเรื่อง 'สิทธิของประชาชนในวิกฤตราคาน้ำมัน เมื่ออำนาจของรัฐบาลรักษาการถูกจำกัดด้วยกฎหมาย จุดกระแสสังคมกำลังมองข้าม'

