'วัส ติงสมิตร' วิเคราะห์ 'วิบากกรรมจริยธรรมจากอนาคตใหม่สู่ก้าวไกล'

01 เม.ย.2569 - วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “วิบากกรรม "จริยธรรม" จาก “อนาคตใหม่” สู่ “ก้าวไกล”: บทวิเคราะห์นิติสงครามและบรรทัดฐานใหม่” ระบุว่า เส้นทางการเมืองของกลุ่ม "อนาคตใหม่-ก้าวไกล" ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้สู้กันเพียงแค่ในคูหาเลือกตั้ง แต่เป็นการต่อสู้บนบรรทัดฐานทางกฎหมายที่เข้มงวด โดยมีศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดชะตากรรมของเหล่าขุนพลการเมือง

1. ปฐมบท: อนาคตใหม่กับการสิ้นสภาพ "รายบุคคล" และ "รายพรรค"

ในช่วงปี 2562-2563 บทเรียนแรกเริ่มจากความบกพร่องในคุณสมบัติและระเบียบพรรคการเมือง:

คดีหุ้นสื่อ (วี-ลัค มีเดีย): ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พ้นจาก สส. เพราะถือครองหุ้นสื่อในวันสมัคร ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

คดีเงินกู้ 191.2 ล้าน: นำไปสู่การ ยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยศาลมองว่าเงินกู้จากหัวหน้าพรรคเป็นรายได้ที่ไม่ชอบตาม พ.ร.ป. พรรคการเมือง ส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคหลายคนต้องออกจากสภาทันที

2.ก้าวไกลกับ "บรรทัดฐานล้มล้างการปกครอง"

เมื่อมาถึงยุคพรรคก้าวไกล ประเด็นขยับจากการทำผิดระเบียบ ไปสู่เรื่อง "อุดมการณ์และการปกครอง":

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (7 ส.ค. 2567): สั่งยุบพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 10 ปี (รวมถึง นายพิธา และ นายชัยธวัช)

จุดชี้ขาด: ศาลมองว่าการเสนอแก้ไข ม.112 ไม่ใช่เพียงการใช้อำนาจนิติบัญญัติตามปกติ แต่มีพฤติการณ์รณรงค์ "นอกสภา" ที่ต่อเนื่องและเป็นระบบ รวมถึงการใช้ประเด็นนี้เป็นนโยบายหาเสียง ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โดยที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันศาลอื่นๆ ในคดีเกี่ยวเนื่องกันนี้ตามมาตรา 211 วรรคสี่ของรัฐธรรมนูญ 2560 จึงเป็นการยากที่ศาลอื่นๆ รวมทั้งศาลยุติธรรม จะวินิจฉัยคดีเกี่ยวเนื่องกันนี้ให้แตกต่างจากผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ได้

3.พรรคประชาชน กับ "ดาบสอง" คดีจริยธรรม 44 สส.

สถานการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ป.ป.ช. ได้รุกคืบยื่นคำร้องต่อ ศาลฎีกา เอาผิดอดีต 44 สส. ก้าวไกล (ซึ่งปัจจุบันบางส่วนสังกัดพรรคประชาชน) ในข้อหา "ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง" โดยมีประเด็นวิเคราะห์เชิงลึกที่น่าสนใจดังนี้:

ประเด็นที่ 1: พฤติกรรม "นอกสภา" คือหัวใจหลัก

ในการพิจารณาคดีจริยธรรม ศาลอาจไม่มองเพียงแค่การลงชื่อยื่นกฎหมายในสภา (ซึ่งเป็นสิทธิของ สส.) แต่จะดู "พฤติการณ์แวดล้อม" ประกอบ เช่น:

การแสดงความเห็นผ่านสื่อและโซเชียลมีเดียในลักษณะลดทอนคุณค่าสถาบันฯ

การเข้าร่วมมวลชนรณรงค์ที่มีลักษณะดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทตาม ม.112

พฤติกรรมเหล่านี้ถูกนำมาใช้พิสูจน์ "เจตนาที่แท้จริง" ว่ามุ่งหมายปรับปรุงกฎหมายหรือมุ่งสั่นคลอนสถาบันฯ กันแน่

ประเด็นที่ 2: ความย้อนแย้งระหว่าง ม.112 และ ม.134

ข้อสังเกตทางกฎหมายอีกระดับหนึ่งคือ "เจตจำนงในการคุ้มครองประมุข":

ผู้ถูกร้องมุ่งแก้ไข ม.112 (ซึ่งคุ้มครองพระมหากษัตริย์ไทย) โดยอ้างหลักสากล

แต่กลับเพิกเฉยต่อ ม.134 (ที่คุ้มครองผู้แทนรัฐต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระราชสำนักในลักษณะคล้ายกัน)

ความลักลั่นนี้อาจถูก ป.ป.ช. หยิบยกมาโต้แย้งในศาลว่า ผู้ถูกร้องไม่ได้มุ่งแก้ไขกฎหมายให้เป็นสากลอย่างจริงใจ แต่เป็นการ "มุ่งเป้ากระทำการต่อสถาบันหลักของไทยเพียงแห่งเดียว" ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมข้อ 5 และ 6 ว่าด้วยการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์

บทสรุปและทางแยกทางการเมือง

หากศาลฎีการับคำร้อง สส. 10 คนที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่อาจต้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และหากผลการวินิจฉัยออกมาว่าผิดจริง ทั้ง 44 คนจะถูก "ประหารชีวิตทางการเมือง" โดยถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต
นี่คือบทเรียนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ในบริบทการเมืองไทย "เอกสิทธิ์ของสภา" อาจไม่เพียงพอที่จะคุ้มครอง สส. หากการกระทำนั้นถูกมองว่าขัดต่อบรรทัดฐานจริยธรรมและระบอบการปกครองขั้นพื้นฐานของรัฐครับ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ประธานศาล รธน. มั่นใจสรรหาตุลาการศาลคนใหม่ จะผ่านอะไรมาความเป็นอิสระก็อยู่ตลอด

ประธานศาลรธน. มั่นใจความเป็นอิสระของตุลาการศาล แม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ผ่านความเห็น ชอบ สว.สีน้ำเงิน ชี้ มาตามกลไก รธน. 60 ด้าน "อุดม" พ้อ เจ็บช้ำน้ำใจถูกมองมาจาก สนช. เป็นผลไม้พิษ ถูกคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แม้ จะ ผ่านสว. ก็ไม่ติดใจ สามารถเช็ค ประวัติได้ ยก เพิ่งรู้มีขั้นตอน สส. ร่วมตรวจสอบคุณสมบัติด้วย

ศาลรธน. แจงคดีบาร์โค้ด เปิดไต่สวน 'กกต.' หรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลักฐาน

'นครินทร์' เผยความคืบหน้าคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง รอ กกต.-ผู้ตรวจฯ ส่งพยานหลักฐาน ชี้แจงเคลียร์ไม่ต้องเปิดไต่สวน ลับหรือไม่อยู่ที่ข้อกฎหมาย ดุลพินิจของตุลาการแต่ละคน ลั่นยึดรัฐธรรมนูญตัดสินคดี