'รสนา' ปลุก! ร่วมกันคัดค้านรัฐบาลไม่ให้กู้ 1.5 แสนล้านใส่กองทุนน้ำมันเพื่ออุ้มโรงกลั่น

7 เม.ย.2569-รสนา โตสิตระกูล อดีตสว. โพสต์ข้อความว่า ร่วมกันคัดค้านรัฐบาลไม่ให้กู้ 1.5 แสนล้านใส่กองทุนน้ำมันเพื่ออุ้มโรงกลั่น !!

มีข่าวว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่วาระแรกจะพิจารณาการกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาทให้กองทุนน้ำมันเพื่อชดเชยราคาน้ำมันนั้น ขอเสนอว่ารัฐบาลต้องหยุดกู้เงินมา
สร้างภาระให้ประชาชนได้แล้ว

จากโครงสร้างราคาน้ำมันที่แสดงล่าสุด คือวันที่ 3 เมษายน 2569 มีน้ำมันฯ เพียง 3 ชนิด ที่ได้รับการชดเชย ได้แก่

1)ไบโอดีเซล บี7 ชดเชย 14.27 บาทต่อลิตร

2)ไบโอดีเซล บี 20 ชดเชย 16.64 บาทต่อลิตร

3)เบนซิน อี20 ชดเชย 2.66 บาทต่อลิตร

เบนซินชนิดอื่นลอยตัวตามราคาตลาดโลก แถมถูกรีดเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ได้แก่

-เบนซิน 95 ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 6.59 บาทต่อลิตร

-แก๊สโซฮอล์ 91,95 ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 43 สตางค์ต่อลิตร

-แก๊สโซฮอล์ อี85ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 3.31 บาทต่อลิตร

การเอาน้ำมันชีวภาพเช่น เอทานอล ไบโอดีเซลมาเติม ไม่ได้ทำให้น้ำมันผสมมีราคาถูกลง มีแต่เติมแล้วกลับแพงขึ้น เช่นบี 20 (เติมไบโอดีเซล 20%) ต้องชดเชยมาก กว่าน้ำมัน บี7 (ที่ผสมไบโอดีเซล 7 % ) ทั้งที่การผสมไบโอดีเซลถึง 20% ควรมีราคาถูกลงด้วยเนื้อน้ำมัน แต่กลายเป็นยิ่งเติมมาก ยิ่งแพงขึ้น การที่ บี20 มีราคาถูกกว่า บี 7 ลิตรละ5 บาท ไม่ใช่เพราะมีไบโอดีเซลถูกกว่า แต่ที่มีราคาถูกกว่า5 บาท เพราะใช้มายากลทางคณิตศาสตร์มาตบตา โดยเอาเงินกองทุนฯ ที่ควักจากกระเป๋าประชาชนผู้ใช้น้ำมันมาอุ้มเพิ่มให้อีกลิตรละ 2.37 บาท, รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตให้อีก 97 สต.ต่อลิตร และลดค่าการตลาดลงไป 86 สต. นอกนั้นก็ได้ลดจากภาษีแวต รวมๆลดไป 5บาท จึงหลอกตาให้คนมาเติม บี20 เพราะเข้าใจผิดว่าราคาถูกกว่าบี7 ถึง 5 บาท

การที่โรงกลั่นเป็นธุรกิจเอกชน จึงไม่ควรมีสิทธิมาบังคับประชาชนให้เติมน้ำมันผสม และใช้เล่ห์กลเอาเงินประชาชนมาอุ้ม เข้าตำรา “อัฐยายซื้อขนมยาย” การที่ไม่ยอมบอกราคาว่าเอทานอลลิตรละเท่าไหร่ ไบโอดีเซลลิตรละเท่าไหร่ ถือว่าเป็นการจงใจปิดหูปิดตาประชาชน ใช่หรือไม่

ในต่างประเทศ เขาใช้รถ Flex Car คือรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบยืดหยุ่น ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกว่าจะเติมน้ำมันพื้นฐาน ผสมน้ำมันชีวภาพกี่เปอร์เซ็น โดยการเติมผสมกันเองตามราคาถูกแพงของเนื้อน้ำมันตามที่เป็นจริง ไม่ใช่มีราคาถูก เพราะล้วงเงินประชาชนจากกองทุนน้ำมันมาชดเชย

น้ำมันชีวภาพวิ่งได้ระยะทางน้อยกว่า ราคาเนื้อน้ำมันต้องถูกกว่า จึงจะสามารถแข่งขันได้ โดยไม่มีเงินชดเชยมาอุ้ม การใช้กองทุนฯมาอุ้มราคาน้ำมันชีวภาพไม่ได้ช่วยเกษตรกรอย่างที่อ้าง แต่เป็นการแสวงหากำไรของโรงกลั่น โดยเอาน้ำมันชีวภาพราคาแพงใกล้เคียงน้ำมันพื้นฐานมาแทรกขายให้ประชาชนแบบบีบบังคับ โดยเอาเงินของประชาชนจากกองทุนน้ำมันมาอุ้มราคา อุ้มราคากี่บาทก็คือประชาชนเป็นหนี้ต้องใช้คืนเงินจำนในนั้นแบบผ่อนส่ง
น้ำมันผสมจึงมีราคาแพงกว่าน้ำมันพื้นฐาน แต่พรางตาว่า

ถูกกว่าด้วยเงินของประชาชนทั้งสิ้น เพื่อกำไรของโรงกลั่น เป็นหลัก ใช่หรือไม่

รัฐบาลจึงไม่ควรปล่อยให้ระบบเช่นนี้ดำรงอยู่เพื่อขูดรีดประชาชนอีกต่อไป ด้วยการปล่อยให้ใช้เล่ห์กลทางตัวเลขราคา ที่มีการคำนวณถ่างราคาด้วยการล้วงเงินจากกระเป๋าประชาชนผู้ใช้น้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันไปประกันกำไรสูงสุดให้ผู้ค้าน้ำมันที่ไม่เคยเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกับประชาชนที่กำลังเดือดร้อนกันทั้งประเทศจากวิกฤตน้ำมัน

ยิ่งกว่านั้นประชาชนยังถูกซ้ำเติมเด้งที่2 จากแก๊งลักลอบกักตุนน้ำมัน และแก๊งน้ำมันเถื่อน ที่หาประโยชน์จากการกักตุนจนน้ำมันจนขาดแคลน สร้างความเสียหายต่ออาชีพประชาชน เช่นสินค้าเกษตรเสียหายจากการไม่มีน้ำมันไปส่งสินค้า ข้าวในนาเสียหายเพราะขาดน้ำมันเติมเครื่องสูบน้ำ การกักตุนเพื่อรอเวลาที่จะโกงราคาน้ำมันจากการกักตุน โดยใช้สต๊อคเดิมขายในราคาใหม่ ซึ่งไม่ต่างจากการปล้นประชาชน ใช่หรือไม่

ราคาน้ำมันแพงที่แพงเกินจริง ทำให้ต้นทุนสินค้าอย่างอื่นพุ่งขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ของแพงทั้งแผ่นดิน

จึงขอเรียกร้องรัฐบาลให้ยกเลิก พรบ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ 2562 จะดีกว่า เพราะกองทุนน้ำมันทำหน้าที่ในการประกันกำไรให้กับฝ่ายผู้ประกอบการ มากกว่าดูแลราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มที่เป็นธรรมให้กับประชาชน กองทุนน้ำมันกลายภาระประชาชนที่ซ่อนกำไรโรงกลั่น เป็นเกราะกำบังสายตาประชาชนจากราคาน้ำมันที่ไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ตามที่อ้างแต่อย่างไร

สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำเพื่อปลดแอกประชาชนจากกองทุนน้ำมัน คือ กำหนดโครงสร้างก๊าซหุงต้มเสียใหม่ คือเปลี่ยนให้ครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มที่ผลิตได้จากอ่าวไทยในราคาในประเทศ ดังที่เคยปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ถูกยกเลิกก๊าซหุงต้มที่เป็นสินค้่ควบคุมราคา โดยไปอ้างอิงราคานำเข้าจากซาอุดิอารเบีย ทั้งที่ก๊าซหุงต้มเป็นทรัพยากรของประเทศไทย ที่ผลิตได้เองภายในประเทศถึงปีละ 3 ล้านตัน ครัวเรือนไทยใช้แค่ 2 ล้านตัน

หากรัฐบาลเปลี่ยนแนวทางกำหนดราคา ให้ครัวเรือนใช้ก๊าซหุงต้มเป็นราคาในประเทศ กองทุนน้ำมันจะไม่มีภาระต้องชดเชยแม้แต่บาทเดียวให้ผู้ประกอบการที่ขายก๊าซหุงต้มที่ผลิตเองภายในประเทศ ด้วยราคาตลาดโลก ใช่หรือไม่ ?!
กรณีก๊าซหุงต้ม (LPG) สมัยรัฐบาลพล.อ เปรม ติณสูลานนท์ พบแหล่งก๊าซเชิงพาณิชย์ในอ่าวไทย และรัฐบาลมีมติให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มก่อน ส่วนที่เหลือจึงให้ภาคส่วนอื่นใช้ เช่น ภาคยานยนต์ ภาคอุตสาหกรรม และภาคปิโตรเคมี

แต่ปัจจุบัน ปิโตรเคมี ที่เป็นบริษัทลูกของบมจ.ปตท. กลับได้ใช้ก๊าซLPG ก่อน เป็นราคาในประเทศแทนครัวเรือน แต่การขายผลิตภัณฑ์พลาสติกของปิโตรเคมี ก็ขายในราคาตลาดโลก ไม่ได้ขายราคาถูกกว่าเพราะใช้ทรัพยากรในประเทศ แต่อย่างไร ใช่หรือไม่

ในช่วงวิกฤตยามนี้ จึงทำให้เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกพาเหรดขึ้นราคาสูงลิ่วตามราคาตลาดโลกตีคู่กับราคาน้ำมัน ใช่หรือไม่

สรุปข้อเสนอต่อรัฐบาลท่านอนุทิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์

1)โครงสร้างราคาพลังงาน หากใช้ราคาอิงสิงคโปร์ ควรตัดค่าพรีเมี่ยมที่ประกอบด้วยค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทางจากสิงคโปร์มาไทย เพราะน้ำมันกลั่นในประเทศไทยทั้งหมดจึงไม่มีค่าใช้จ่ทยดังกล่าว ค่าปรับปรุงคุณภาพระหว่าน้ำมันสิงคโปร์ ที่ต่างจากไทย และค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง ควรตัดออกทั้งหมด จะช่วยลดราคาลงได้ลิตระ 1บาท

2)กำหนดเพดานค่าการกลั่นที่ 2 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้เกิดลาภลอยเมื่อมีวิกฤตการณ์ที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นโดยไม่ใช่ประสิทธิภาพของโรงกลั่น

ที่เสนอคุมเพดานค่าการกลั่นที่2 บาทต่อลิตร เพราะการกลั่นน้ำมันเพื่อการใช้ภายในประเทศ ปีละ 60,000 ล้านลิตร ค่าการกลั่น 2บาทต่อลิตร ก็ได้ค่าการกลั่นปีละ 120,000 ล้านบาทแล้ว เป็นค่าการกลั่นที่เป็นธรรมต่อผู้ใช้น้ำมันในประเทศ และโรงกลั่นมีกำไร

หากเพิ่มค่าการกลั่นเป็น3 บาทตามที่นักวิชาการสายโรงกลั่นเสนอ เท่ากับเพิ่มกำไรให้โรงกลั่นอีกปีละ 60,000 ล้านบาทไปเนาะๆทีเดียว

3)รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังควรพิจารณาปรับลดสรรพสามิตน้ำมันตามสถานการณ์เพื่อลดภาระราคาน้ำมันแพงให้ประชาชน

4)รัฐบาลควรยกเลิกพรบ.กองทุนน้ำมัน พ.ศ 2562 ปัจจุบันราคาเบนซินถูกปล่อยลอยตัวอย่างสมบูรณ์ แต่ยังถูกรีดเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อชดเชยดีเซล และก๊าซหุงต้ม จึงเสนอให้ลอยตัว โดยไม่มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันอีก และไม่ต้องกู้เงิน 1.5 แสนล้านมาเป็นภาระหนี้ของประชาชน

รัฐบาลควรช่วยแก้ปัญหาน้ำมันแพงตามความจำเป็น โดยช่วยเหลือตรงไปที่กลุ่มเปราะบาง 5กลุ่มตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยอุดหนุนจากภาษีของรัฐบาล

5)เปิดให้มีการขายน้ำมันพื้นฐาน ดีเซลและเบนซินล้วน ตามโครงสร้างราคาใหม่ โดยไม่มีการโก่งราคา ไม่มีการผสมน้ำมันชีวภาพ

น้ำมันชีวภาพทั้งเอทานอล และไบโอดีเซล ควรเป็นทางเลือกให้ประชาชนเลือกเติมด้วยราคาที่แข่งขันได้ ไม่ใช่ด้วยการชดเชยจากเงินของประชาชนผ่านกองทุนน้ำมัน

6)เปลี่ยนให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มก่อนภาคส่วนอื่นที่เป็นราคาที่เป็นธรรมในประเทศเหมือนสมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะสามารถตัดการชดเชยจากกองทุนน้ำมันได้

หากรัฐบาลท่านอนุทินทำได้เช่นนี้ จึงจะถือได้ว่าท่านทำเพื่อประชาชนที่ได้เลือกท่านมา ไม่ใช่ใช้วาทกรรมสวยหรู แต่ผลจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำ กลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังที่เห็นๆกันอยู่คนรู้กันทั้งประเทศ แต่ท่านนายกฯรู้ช้ากว่าคนอื่น ใช่หรือไม่ !!??

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ดร.กิตติธัช' งัดข้อมูล ญี่ปุ่นใช้งบฯ 1.8 แสนล้านบาทอุดหนุนน้ำมัน โต้ แก๊งทวงคืนพลังงาน

ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้าน ปรัชญาการเมือง โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

'เอ็ดดี้' ชำแหละวิกฤตน้ำมัน! ก่อนเชื่อใคร ลองถามตัวเองด้วย 5 คำถามนี้

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความ กรณีการวิพากษ์วิจารณ์วิกฤตราคาน้ำมันว่า คนที่วิจารณ์รัฐบาล เคยมีอำนาจ เหตุใดเพิ่งรู้

นักเศรษฐศาสตร์แนะรัฐบาลส่งสัญญาณให้ชัด ถ้าลอยตัวน้ำมันก็ลอย ไม่งั้นจะเกิดวิกฤตศรัทธา

เพจ Dr. Nuch NOTES ของ ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังและภาษี โพสต์ข้อความให้ความรู้