DSI เรียก 8 เจ้าของเรือแจง พบ 4 บริษัทโยงน้ำมันล่องหนสุราษฎร์

‘อธิบดีดีเอสไอ’ พร้อมรับโอนสำนวนตำรวจ ปคบ. ปมทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้งฯ เป็นคดีพิเศษ ด้านชุดสอบคดีกักตุนน้ำมันเรียก 8 บริษัท แจง 21 – 23 เม.ย. พบ 4 ราย โยงน้ำมันล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ 60 ล้านลิตร

20 เม.ย. 2569 – จากกรณีเมื่อวันที่ 9 เม.ย.69 คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติเอกฉันท์รับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 69 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบเป็นคดีพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องการลักลอบกักตุนน้ำมัน การประวิงเวลา การขนส่งน้ำมัน การกักตุนน้ำมัน การปฏิเสธจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

ขณะที่ดีเอสไอยังคงประสานข้อมูลรายละเอียดกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พลังงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด สรรพสามิต และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) เพื่อประมวลเนื้อหาว่ามีพฤติการณ์ทางคดีใดบ้างเข้าข่ายตามประกาศกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่อง มติคณะกรรมการคดีพิเศษให้คดีความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อน หรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชน หรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

ล่าสุด มีรายงานจากดีเอสไอว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นำโดย ตำรวจ ปคบ. ได้เข้าตรวจสอบคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง และพบพฤติกรรมครอบครองน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมากโดยไม่มีใบกำกับการขนส่งมาแสดง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ยังได้มีการเก็บตัวอย่างน้ำมันเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน และดำเนินคดีอาญาในความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงไปแล้ว นั้น อย่างไรก็ดี กคพ. ได้มีมติให้กรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชน หรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 69 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ รับสอบสวนเป็นคดีพิเศษ

ดังนั้น พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้มอบหมายให้กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค นำโดย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ประสานงานกับพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุว่ามีลักษณะเป็นคดีพิเศษตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษหรือไม่ เพื่อวางแผนการปฏิบัติงานร่วมกันต่อไป อีกทั้งกรณีดังกล่าว กองคดีคุ้มครองผู้บริโภคได้รับเป็นสำนวนสืบสวนที่ 42/2569 ไว้แล้ว ฉะนั้น เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 69 ที่ผ่านมา พ.ต.ต.วรณัน จึงได้สั่งการให้ ร.ท.ภชภณ สุพานิชวรภาชน์ ผู้อำนวยการส่วนคดีคุ้มครองผู้บริโภค 1 พร้อมคณะพนักงานสืบสวนลงพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ เขตพื้นที่ 1 เข้าประสานงานกับตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทองและพลังงานจังหวัดอ่างทองเกี่ยวกับคดีอาญาดังกล่าว เพื่อทราบข้อเท็จจริง

ดีเอสไอ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ภาคีเกี่ยวข้องและดีเอสไอ จึงได้เข้าร่วมตรวจสอบบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด (เลขที่ 49 หมู่ 4 ต.ตลาดกรวด อ.เมือง จ.อ่างทอง) ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 โดยยังพบอีกว่าสถานที่ดังกล่าวยังเป็นคลังน้ำมันที่มี บริษัท ทริลเลี่ยนออยล์ จำกัด (ตั้งอยู่เลขที่ 168/2 ห้อง 08 ถนนพระราม 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ) ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 อีกนิติบุคคลหนึ่ง เป็นผู้ขออนุญาตประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 คลังน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย โดยมีผู้จัดการคลังน้ำมันดังกล่าวเป็นผู้นำตรวจ พร้อมได้ทำการตรวจสอบเอกสารใบกำกับการขนส่ง จำนวนชนิดน้ำมัน ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงคงคลัง รายชื่อลูกค้า และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ พลังงานจังหวัดอ่างทองได้ทำการจัดเก็บตัวอย่างน้ำมันและวัดคุณภาพ จำนวน 2 ถัง จากจำนวน 5 ถัง (เดิมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคบ. ได้เคยอายัดไว้ก่อนแล้ว จำนวน 2 ถัง โดยมีถังไม่ได้ใช้งานจำนวน 1 ถัง)

สำหรับผลการตรวจสอบ มีดังนี้ 1.ถังที่อายัด ถัง TD2 ดีเซล B7 วัดได้ 102.2 ซม เป็นจำนวน 102,412 ลิตร 2.ถังที่อายัด ถัง TS4 เบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95 วัดได้ 96.8 เซนติเมตร (ซม.) เป็นจำนวน 140,879 ลิตร 3.ถัง ถังที TD3 (ไม่ได้ใช้งาน) เป็นดีเซล B7 วัดได้ 27 ซม. จำนวน 51,640 ลิตร 4.เก็บตัวอย่าง ถัง TD1 ดีเซล B7 ไร วัดได้ 222.3 ซม. จำนวน 291,250 ลิตร 5.เก็บตัวอย่าง ถัง TS5 เบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 วัดได้ 40.2 ซม. จำนวน 64,997 ลิตร ส่วนหลังจากนี้คณะพนักงานสืบสวนกองคดีคุ้มครองผู้บริโภคจะได้ประสานกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ในรายละเอียดเรื่องการรับมาทำการสอบสวนภายใต้ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ต่อไป

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา เปิดเผยว่า การรับโอนกรณีของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ที่ดีเอสไอและหน่วยงานภาคีเกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบพฤติการณ์ในเรื่องการครอบครองน้ำมันเชื้อเพลิง ว่าจะมีการรับมาเป็นคดีพิเศษด้วยหรือไม่นั้น จากเบื้องต้นที่ได้ดูข้อมูลก็จะได้รับมาเป็นคดีพิเศษด้วยเช่นเดียวกัน โดยจะแยกเป็นคดีพิเศษอีกหนึ่งคดี ไม่ซ้ำกับเลขคดีพิเศษที่ 59/2569 อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอไม่ต้องรอให้ทางพาณิชย์จังหวัดอ่างทองเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่แต่อย่างใด เนื่องจากพฤติการณ์ทางคดีดังกล่าวนี้ ทางตำรวจ ปคบ. ได้สอบสวนเป็นคดีอาญาไว้ก่อนแล้ว แต่เพียงแค่เรารับรายละเอียดพฤติการณ์ทางคดีมาเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประสานงานด้านเอกสาร

ทั้งนี้ ดีเอสไออาจไม่จำเป็นต้องรอผลตรวจคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงที่พลังงานจังหวัดอ่างทองได้มีการสุ่มเก็บตัวอย่างจากถังน้ำมัน 2 ถัง จากทั้งหมด 5 ถังของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด เพื่อที่จะรับเป็นคดีพิเศษแต่อย่างใด เพราะขณะนี้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอก็มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลทุกอย่างเพื่อเสนอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณารับพฤติการณ์ทางคดีใด ๆ เป็นคดีพิเศษอยู่แล้ว ซึ่งในกรณีพฤติการณ์ของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ไม่ต้องเสนอรายละเอียดไปที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) อีกแล้ว เนื่องจากพฤติการณ์ทางคดีเข้าข่ายตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษให้คดีความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 9 เม.ย.69 ซึ่งเป็นกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางฯ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อน หรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรมฯ

ส่วนขั้นตอนถัดไปหากดีเอสไอได้รับโอนสำนวนจากตำรวจ ปคบ. กรณีบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด มาเป็นคดีพิเศษด้วยนั้น ก็จะเริ่มต้นด้วยการออกหมายเรียกพยาน เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในพฤติการณ์ทางคดีเข้าชี้แจงกับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ แม้ว่าบุคคลดังกล่าวจะไม่ได้ปรากฏรายชื่อในสัดส่วนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ก็ตาม ซึ่งประเด็นที่จะสอบสวนเพิ่มเติม ก็คือการขยายประเด็นไปยังกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทเข้ามาเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด หรือการเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด ซึ่งจะไม่เน้นแค่เฉพาะเรื่องการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่หากมีเรื่องผลตรวจสอบคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทฯ แล้วพบว่ามีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นกี่ถังก็ตาม ดีเอสไอก็จะได้ดำเนินการทางคดีเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน

สำหรับคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่จะมีหน่วยงานภาคีอื่นที่ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันกับดีเอสไอ มาร่วมเป็นพนักงานสอบสวนด้วยนั้น ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้มีการเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อลงนาม ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนตามลำดับชั้นของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าวนี้ จะได้ทำงานร่วมกันเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและคลี่คลายคดีการกักตุนให้มีประสิทธิภาพ

พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนกรณีที่พบข้อมูลของเรือวิ่งขนส่งน้ำมันกลางทะเลสุราษฎร์ธานีผิดปกติ จำนวน 12 ลำ (20 เที่ยวเรือ) โดยมีเจ้าของบริษัทเรือทั้งหมด 8 บริษัท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประวิงเวลา ชะลอการขนส่งน้ำมัน จนส่งผลให้มีน้ำมันล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตรนั้น จากรายงานข้อมูลการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบว่าโรงกลั่นน้ำมันในพื้นที่ภาคตะวันออกมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชะลอของเรือขนส่งน้ำมันในสุราษฎร์ธานีแต่อย่างใด เนื่องด้วยทางโรงกลั่นได้มีการจัดส่งน้ำมันให้เรือขนส่งน้ำมันจริง

ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่า คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำโดยกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ได้มีการออกหนังสือเชิญบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 8 บริษัท ซึ่งเป็นเจ้าของเรือทั้ง 12 ลำ (20 เที่ยวเรือ) เข้าให้ปากคำชี้แจงในฐานะพยาน ที่ กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ชั้น 10 ศูนย์ราชการฯ อาคารซี ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เนื่องจากในคดีการกักตุนน้ำมัน พบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือ จำนวน 20 เที่ยวเรือ ด้วยเรือ 12 ลำ (จาก 8 บริษัท) ที่เเล่นเข้ารับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออกไปยังคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนพบว่ามีน้ำมันหายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตร โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะเริ่มต้นสอบสวนปากคำตั้งแต่วันที่ 21 – 23 เม.ย. 69 ซึ่งประเด็นที่จะใช้ในการสอบถาม อาทิ การประกอบธุรกิจของบริษัทเป็นมาอย่างไร ใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ มีความเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันทางเรืออย่างไร เป็นต้น

โดยมีรายงานเปิดเผยถึงจำนวนบริษัทเจ้าของเรือ 4 บริษัทสำคัญจากทั้งหมด 8 บริษัท ดังนี้ 1.บริษัท บิ๊กซี จำกัด – BIG SEA CO.,LTD โดยเฉพาะบริษัท บิ๊กซี 101 (Big Sea 101) และบริษัท บิ๊กซี 105 (Big Sea 105) 2.บริษัท สตาร์ นาวี จำกัด – STAR NAVEE LIMITED PARTNERSHIP 3.บริษัท สยามนาวี จำกัด – SIAM NAVY COMPANY LIMITED และ 4.บริษัท เอ็น.ที.แอล. มารีน จำกัด – N.T.L.MARINE CO., LTD. ซึ่งบริษัทบางแห่งมีเรือมากกว่าสองลำและมากกว่าสองเที่ยวเรือที่เข้ามาเกี่ยวในการขนส่งน้ำมันไปยังคลังน้ำมันที่สุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะในช่วงของการเกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน แต่ทั้งนี้ รายงานข้อมูลการสืบสวนยังพบว่าจริง ๆ แล้วเป้าหมายคือเรือขนส่งน้ำมันถึง 15 ลำ จากทั้งหมด 10 บริษัทเรือ แต่ใน 4 บริษัทเรือสำคัญเหล่านี้คือการพบพฤติการณ์ที่มีเรือมาเกี่ยวข้องมากกว่า 1 ลำ ซึ่งจะต้องมีการขยายผลให้ครอบคลุมข้อเท็จจริงต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ดีเอสไอ' รับฟังข้อแก้ต่าง 2 บริษัทเรือก่อนเทียบพฤติการณ์

'โฆษกดีเอสไอ' ยืนยัน 'คณะพนักงานสอบสวน' รับฟังคำชี้แจง '2 บริษัทเรือ' โยงน้ำมันล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ธานี 60 ล้านลิตร ส่วนความคืบหน้าสำนวนคดีบริษัท ทริลเลี่ยนฯ จ่อชงขึ้นเป็นคดีพิเศษอีกหนึ่งสำนวน

สอบเรือขนน้ำมัน 2 ลำ รวม 8.3 ล้านลิตร เดินเรือช้ากว่าปกติ

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการปฏิบัติการกระทำความผิดกักตุนน้ำมัน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำเข้าตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัย จำนวน 2 ลำ บริเวณกลางทะเลอ่าวไทย

ราคาเหล็กพุ่งแรง 30% สต็อกใกล้หมด ผู้รับเหมาชะลองานก่อสร้างบ้าน เล็งปรับราคาใหม่

ขอนแก่นราคาเหล็กพุ่งแรง 30% หลังราคาน้ำมันยังคงผันผวน ขณะที่ผู้ประกอบการอั้นราคาเพื่อประคองลูกค้า แต่สต็อกใกล้หมด ด้านผู้รับเหมาชะลองานก่อสร้างบ้าน พร้อมปรับราคาหน้างานใหม่เพราะต้นทุนสูงขึ้น วอนรัฐเร่งแก้ต้นตอราคาน้ำมัน

นายกฯ วางกฎเหล็กงบปี 70 ตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส ย้ำใช้คุ้มค่าที่สุด

นายกฯ มอบนโยบายงบปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน ย้ำทุกบาททุกสตางค์ต้องเกิดประโยชน์สูงสุด ตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส วางกฎเหล็กเพิ่มขึ้นไม่เกิน 20% ยันรัฐบาลยึดหลักทำงาน 3 ประการ

DSI ลงพื้นที่อ่างทอง ตรวจคลังน้ำมันกลางเมือง พบน้ำมันในคลังเพิ่ม 2 ถัง กว่า 3.5 แสนลิตร

DSI ลงพื้นที่อ่างทอง ประสานตำรวจท้องที่ พลังงานจังหวัด ตรวจคลังน้ำมันบริษัทแห่งหนึ่ง พบน้ำมันในคลังเพิ่มสองถัง กว่า 350,000 ลิตร ประสานพลังงานตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน ตรวจสอบใบกำกับการขนส่ง