ดีเอสไอ ยื่นขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน 2 ชาวลาว ลอบขนเฮโรอีนข้ามชาติพัวพันคดีแอร์สาว

ดีเอสไอ เตรียมรวบรวมหลักฐานสำคัญยื่นอัยการสูงสุด ขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน "สองพ่อลูกชาวลาว" คดีสั่งการขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ใช้ริมฝั่งแม่น้ำโขงในไทย ลอบส่งพัสดุซุกเฮโรอีนจากลาว เตรียมส่งปลายทางออสเตรเลีย-ไต้หวัน หลังเร่งสอบปากคำพยานสำคัญ-ขยายผล คาด อาจมีผู้ต้องหาเพิ่มในกลุ่มเครือข่ายคนไทยริมแม่น้ำโขง จ่อสรุปสำนวนสั่งฟ้องอัยการภายใน 2 เดือน ขณะที่ ท้าวอุ่น เนาวะราด ผู้ต้องหาชาวลาว มือไม้ของท้าวสายัน ยังคงหลบหนี สปป.ลาว อยู่ระหว่างแกะรอยจับกุมตัว

21 กรกฎาคม 2569 - จากกรณีที่สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ส่งสำนวนคดียาเสพติดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีและสืบสวนขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิดเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ตามที่ได้มีการตรวจค้น และสืบสวนพบว่าเครือข่ายยาเสพติดมีพฤติการณ์รับจ้างจากผู้ว่าจ้างชาวลาว ให้นำกล่องพัสดุที่ซุกซ่อนเฮโรอีนส่งผ่านบริษัทรับส่งพัสดุไปยังจุดหมายในกรุงเทพมหานคร ก่อนลำเลียงออกนอกราชอาณาจักรไปยังประเทศออสเตรเลีย และไต้หวัน

โดยเมื่อวันที่ 3 ก.ค.69 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีคำสั่งให้ทำการสอบสวนเป็นคดีพิเศษที่ 99/2569 จากนั้นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหา 2 ราย และจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้ง 2 ราย คือ นายอุทิศ (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี ชาวไทย และนางทัดสะพอน (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ชาวลาว ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน

โดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้แจ้งข้อกล่าวหา สอบสวนปากคำ และนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ขออำนาจศาลอาญาฝากขังเพื่อดำเนินคดีเมื่อวันที่ 4 ก.ค.69 ที่ผ่านมา ส่วนผู้ต้องหาชาวไทย 1 ราย คือ นายแคล้ว โบราณ (กิ๊กของนางทัดสะพอน) ซึ่งถูกจับกุมในคดียาเสพติดอีกคดีหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเชียงคาน จังหวัดเลย และปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดเลย ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะได้ประสานงานและดำเนินการอายัดตัวตามหมายจับในคดีพิเศษต่อไป

ต่อมาจากการสืบสวนสอบสวนและขยายผล คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้รวบรวมพยานหลักฐาน และขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมอีก 4 ราย คือ 1.นายหรือท้าวสายัน บัวระพา ชาวลาว 2.นางนัน บัวระพา ชาวลาว (บุตรสาวของท้าวสายัน) 3.นายแคล้ว โบราณ ชาวไทย และ 4.นายหรือท้าวอุ่น เนาวะราด ชาวลาว โดยหน่วยบังคับใช้กฎหมายของ สปป.ลาว ทำการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับชาวลาวได้ 2 ราย คือ นายหรือท้าวสายัน บัวระพา และนางนัน บัวระพา พร้อมตรวจยึดยาเสพติดของกลางจำนวนหนึ่งในพื้นที่

ทั้งนี้ สปป.ลาว ยังคงอยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามกฎหมายของตนเองและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม พร้อมทั้งแกะรอยเพื่อติดตามจับกุมตัวท้าวอุ่น เนาวะราด (ผู้ต้องหาชาวลาว) ที่ยังคงหลบหนีหมายจับ ตามที่มีการรายงานข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

ล่าสุด วันนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 99/2569 เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ทางการลาวสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาชาวลาว 2 รายได้ตามหมายจับศาลอาญารัชดาภิเษก คือ 1.ท้าวสายัน บัวระพา 2.นางนัน บัวระพา (สองพ่อลูก) พร้อมของกลางยาเสพติด ยาบ้าและไอซ์จำนวนหนึ่งนั้น ทั้งคู่ถือเป็นระดับผู้สั่งการให้เครือข่ายลูกน้องนำพัสดุภัณฑ์ที่ซุกซ่อนยาเสพติดเฮโรอีนไปนำส่งให้เครือข่ายคนไทยบริเวณริมแม่น้ำโขง ตรงข้ามเชียงคาน จังหวัดเลย เพื่อให้คนไทยนำพัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติดนี้ไปส่งกับบริษัทขนส่งสาขาในจังหวัดท้องที่ เข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน ซึ่งจะมีรายชื่อของผู้รับ/ผู้รับหิ้ว/ผู้ที่เดินทางต่างประเทศบ่อยครั้ง รอรับปลายทาง และจะนำพัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติดเฮโรอีนนี้ติดตัวไว้กับกระเป๋าสัมภาระ และเดินทางออกนอกประเทศโดยอากาศยาน (เครื่องบิน) เพื่อไปส่งให้ผู้รับปลายทางอย่างเช่นที่ประเทศออสเตรเลีย และไต้หวัน

ปัจจุบันนี้ทราบว่าทางการลาวยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนปากคำผู้ต้องหา รวบรวมหลักฐาน และขยายผลเครือข่ายที่อยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จึงยังไม่มีการประสานมาว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาชาวลาว 2 ราย (ท้าวสายัน และนางนัน) ให้กับทางการไทยอย่างไร หรือไม่ ส่วนในกรณีของท้าวอุ่น เนาวะราด (ผู้ต้องหา) ก็ยังคงอยู่ระหว่างการพยายามแกะรอยติดตามจับกุมตัว

อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยผู้ต้องหาชาวลาวทั้ง 3 รายนี้ (ท้าวสายัน,นางนัน,ท้าวอุ่น) เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลไทย คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงพิจารณาพยานหลักฐานร่วมกัน หลังจากที่ได้มีการขยายผลอย่างเข้มข้นระหว่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนปากคำพยานสำคัญที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าอาจเป็นหนึ่งในเครือข่าย และเมื่อได้ข้อมูลข้อเท็จจริงอันพอสมควรแล้ว ก็จะได้มีการรวบรวมเอกสารหลักฐานเหล่านี้ยื่นเสนอต่ออัยการสูงสุด เพื่อขอให้อัยการสูงสุดประสานทำคำขอไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้องของทางการลาว เพื่อขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ”ท้าวสายัน และนางนัน“ มาดำเนินคดีตามกฏหมายของไทย

ซึ่งกระบวนการจะขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร ซึ่งเราเองก็ต้องมีพยานหลักฐานพอสมควรที่จะนำเสนอขึ้นสู่ศาลของทางการลาว เพื่อที่ศาลของลาวจะพิจารณาอนุมัติให้มีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ อีกทั้งผู้ต้องหายังสามารถอุทธรณ์ปฏิเสธการให้ศาลลาวส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้อีกด้วย ซึ่งก็เป็นขั้นตอนปกติที่กฎหมายเปิดพื้นที่ให้เพื่อความเป็นธรรม

แต่ระหว่างนี้ เราก็ยังคงเดินหน้าทำทุกอย่างคู่ขนานไปให้ทันกับระยะเวลาการฝากขังของผู้ต้องหาชาวไทยกลุ่มแรกที่จับกุมตัวได้และฝากขังศาลอาญารัชดาภิเษกไปแล้ว คือ กรณีของสองสามีภรรยา นายอุทิศ และนางทัดสะพอน รวมถึงนายแคล้ว (กิ๊กของนางทัดสะพอน) แต่หากระหว่างนี้มีการสอบสวนขยายผลแล้วพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องอื่นเพิ่มเติม ก็จะได้มีการดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถสรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งฟ้องกับพนักงานอัยการได้ภายใน 2 เดือน

สำหรับการรับผิดชอบสำนวนการสืบสวนสอบสวนและการขยายผล ในส่วนของดีเอสไอ จะดำเนินการในภาพรวมของขบวนการเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ ที่มาจากทางฝั่ง สปป.ลาว และเชื่อมโยงเครือข่ายบริเวณจุดเชียงคาน จังหวัดเลย

ขณะที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) จะรับผิดชอบสอบสวนในคดีที่เกี่ยวข้องกับแอร์โฮสเตท (น.ส.มีนา) ที่ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมตัว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของผู้อยู่เบื้องหลังบัญชี Facebook ชื่อ ”Rose Rose" อย่าง น.ส.จันทรา ที่เป็นผู้ทักแชตเฟสบุ๊คพูดคุยฝากหิ้วสิ่งของซุกซ่อนยาเสพติดกับ น.ส.มีนา โดยตรง หรือกลุ่มของไรเดอร์ที่นำเอากล่องพัสดุซึ่งซุกซ่อนยาเสพติดเฮโรอีนไปส่งไว้ที่คอนโดมิเนียมของ น.ส.มีนา เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วต้นทางยาเสพติดของกรณีที่มาพัวพันกับ น.ส.มีนา พบว่ามีความเชื่อมโยงกับฝั่งประเทศเมียนมาร์ กลุ่ม พ.อ.จะลอโบ่ ผู้นำกองกำลังมูเซอในรัฐฉาน โดยอาศัยพื้นที่ต้นทางอย่างจังหวัดเชียงรายในไทยในการลักลอบนำส่งยาเสพติดให้เครือข่ายกระจายเข้าสู่พื้นที่ตอนในของกรุงเทพมหานคร

อีกทั้งในสำนวนคดียาเสพติดของดีเอสไอ และตำรวจ ปส. ก็พบว่ามีการใช้คนในเครือข่ายเป็นคนละกลุ่มกัน พฤติการณ์แผนประทุษกรรมแตกต่างกันบ้าง เช่น ในสำนวนของดีเอสไอพบว่าผู้ต้องหาและเครือข่ายค้ายาเสพติดจะใช้วิธีการส่งพัสดุในพื้นที่เพื่อเข้าสู่ตอนในของกรุงเทพมหานคร ส่วนสำนวนของตำรวจ ปส. พบว่าจะเป็นการส่งยาเสพติดแบบมือชนมือ (หิ้วของไปส่งให้ถึงผู้รับหิ้ว)

แต่อย่างไรท้ายสุดแล้ว ก็อาจจะมีบางจุดที่เชื่อมโยงถึงกันได้ แม้จะเป็นคนละกลุ่มนายทุนกันก็ตาม โดยเฉพาะ “คนตรงกลาง“ ที่จะรับหน้าที่เป็นผู้รับหิ้วสิ่งของที่ซุกซ่อนยาเสพติด เพื่อไปส่งยังประเทศทางที่สาม เพราะคนตรงกลางกลุ่มนี้ก็มักจะเป็นคนชอบเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ หรือเป็นคนที่รับจ้างหิ้วฝากสิ่งของ ซึ่งผู้กระทำความผิดมักจะเล็งเป็นเป้าหมายกลุ่มแรกไว้อยู่แล้ว เพื่อให้สิ่งของที่ซุกซ่อนยาเสพติดไปให้ถึงผู้รับปลายทางให้ได้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดโอกาสชีวิตใหม่ ผนึกชุมชน-ฝ่ายปกครอง บำบัดต่อเนื่องตัดวงจรติดยา

จากผู้เสพสู่ผู้กล้า! บ้านไร่ผนึก สสส. ชุมชน-ตำรวจ ฝ่ายปกครอง บำบัดต่อเนื่อง เปิดโอกาสผู้ก้าวพลาดมีชีวิตใหม่ สร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ คืนคนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

สนองนโยบาย 'ฝ่ายปกครองภูเก็ต' ตั้งจุดตรวจเข้ม คุมอาวุธปืน–ยาเสพติด

อธิบดีกรมการปกครอง สั่งยกระดับความปลอดภัย ฝ่ายปกครองภูเก็ต ตั้งจุดตรวจเข้ม คุมอาวุธปืน–ยาเสพติด ป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่

สกัดจับหน้าโรงพัก สองหนุ่มควบกระบะบุโรทั่ง ขนเฮโรอีน-ไอซ์ มูลค่า 100 ล้าน

ว่าที่ร้อยตรีรวยรุ่ง ใครบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พล.ต.ต.ศักดิ์ชาย สาดมะเริง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม (ผบก.ภ.จว.นครพนม) พ.ต.ท.ณรายุทธ ไตรยสุทธิ์ รองผู้กำกับสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม

ตำรวจ ปส. ทลายเครือข่ายยาเสพติด 'Dark Farm 888' ที่ร้อยเอ็ด ยึดทรัพย์กว่า 95 ล้าน

ตำรวจ ปส.ทลายรังเครือข่าย “Dark Farm 888” ที่ร้อยเอ็ด ใช้เงินยาเสพติดเนรมิต พื้นที่กว่า 4 ไร่ เป็นฟาร์มสัตว์ ยึดทรัพย์กว่า 95 ล้านบาท 

ครม. อนุมัติ 16 ล้านบาท ร่วมมือ 3 ประเทศ สกัดกั้นยาเสพติด สารตั้งต้นก่อนเข้าสู่ไทย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการเสริมสร้างและยกระดับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสกัดกั้นยาเสพติดและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินรวม 16 ล้านบาท ตามที่กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือสำนักงาน ป.ป.ส.

'สีหศักดิ์' เปิดวาระถก 'มิน อ่อง หล่าย' ชู 'ปราบสแกมเมอร์-ยาเสพติด-มลพิษ'

'สีหศักดิ์' เผยวาระถก 'มิน อ่อง หล่าย' ชูปราบสแกมเมอร์-ยาเสพติด-มลพิษแม่น้ำกก หนุนสันติภาพเมียนมา ยินดี ICRC พบ 'ซูจี' มองเป็นสัญญาณดีต่อบรรยากาศการเมือง