เมียนมาเผาทำลายยาเสพติดล็อตใหญ่มูลค่ากว่า 17,000 ล้านบาท

รัฐบาลทหารของเมียนมาทำการจุดไฟเผายาเสพติดล็อตใหญ่มูลค่ากว่า 17,000 ล้านบาท เพื่อแสดงเจตจำนงค์ในการต่อต้านยาเสพติดเนื่องในวันยาเสพติดโลก ขณะที่องค์การสหประชาชาติออกมาเตือนว่าการผลิตเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ในภูมิภาคนี้ กำลังพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ควันไฟพวยพุ่งจากการเผายาเสพติดล็อตใหญ่ในระหว่างพิธีทำลายเพื่อเฉลิมฉลอง "วันต่อต้านการใช้ยาเสพติดและการค้าที่ผิดกฎหมายสากล" ขององค์การสหประชาชาติ ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน (Photo by AFP)

เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2565 กล่าวว่า รัฐบาลเมียนมาทำพิธีเผายาเสพติดล็อตใหญ่ที่ยึดมาได้ โดยยาเสพติดเหล่านั้นแบ่งเป็น เฮโรอีนเกือบ 2 ตัน และยาบ้ากว่า 630 ล้านเม็ด ซึ่งทั้งหมดถูกเผาทำลายในเมืองต่าง ๆ ได้แก่ ย่างกุ้ง, มัณฑะเลย์ และรัฐฉานทางตอนเหนือ เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงออกต่อประชาคมโลกเนื่องในวันยาเสพติดโลก 26 มิถุนายน

แต่บรรดานักวิเคราะห์กลับมองว่า การกระทำของรัฐบาลเผด็จการเมียนมาในครั้งนี้ เป็นแค่การสร้างภาพต่อคนทั้งโลก และแสร้งทำเป็นจริงจังเกี่ยวกับการกำจัดยาเสพติด ทั้งๆที่รัฐบาลทหารไม่เคยจริงใจในการแก้ปัญหา เพราะการค้ายาเสพติดถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพวกเขา

"มีการสมรู้ร่วมคิดทางทหารอย่างจริงจังในการปกป้องแหล่งผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง ซึ่งรวมถึงรัฐฉาน ดินแดนที่เป็นแหล่งผลิตหลักของยาบ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ" นักวิเคราะห์กล่าวเสริม

เมื่อเดือนที่แล้ว องค์การสหประชาชาติออกมาเตือนให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก เพราะมีรายงานปริมาณยาบ้าในพื้นที่เหล่านี้กว่า 172 ตันในปี 2564 ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าช่วงสิบปีที่ผ่านมาถึง 7 เท่าเลยทีเดียว โดยรายงานของสหประชาชาติ กล่าวว่ายาบ้าเหล่านั้นถูกผลิตในรัฐฉาน ก่อนจะถูกส่งไปยังลาวและไทย ก่อนส่งต่อไปย้งมาเลเซีย และกระจายออกสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อีกทั้งปริมาณที่ออกสู่ตลาดมีมากอย่างล้นหลาม ทำให้ราคาซื้อขายยาบ้าตามท้องถนนในไทยและมาเลเซียมีราคาถูกลงมากจนเข้าถึงได้ง่าย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปลดล็อกต่างด้าว นายจ้างเริ่มยื่นบัญชีแรงงาน 4 สัญชาติผ่านออนไลน์ ถึง 15 ส.ค.นี้

รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว เพื่อรองรับการฟื้นฟูประเทศภายหลังการผ่อนคลายมาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา