
คาดว่าช่วงหัวค่ำวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.นี้ ประชาชนก็จะได้รู้ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ที่ชิงกัน 50 เก้าอี้ ว่าใครจะเข้าวินเป็นผู้ว่าฯ กทม. รวมถึงเก้าอี้ สก. 50 ที่นั่ง พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใดจะได้เก้าอี้ สก.ในสภากรุงเทพมหานครมากที่สุด
ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 28 มิ.ย. เราได้สัมภาษณ์พูดคุยเรื่องสนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร กับนักวิชาการ-นักรัฐศาสตร์อย่าง "ผศ. ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช-นักรัฐศาสตร์ นักวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองชื่อดัง"
โดย "ดร.เชษฐา" วิเคราะห์ว่า จากการติดตามบรรยากาศการหาเสียงของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หลายคน รวมถึงกระแสที่เกิดขึ้นตลอดการหาเสียงในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา สิ่งที่ค้นพบคือในช่วงการหาเสียงครั้งนี้มีช่วงที่เรียกว่า negative campaign หรือการหาเสียงเชิงลบที่เริ่มมีการขุดคุ้ยประเด็นเกี่ยวกับคอร์รัปชัน เช่นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการของกรุงเทพมหานคร เพื่อกล่าวหาผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.คือ ดร.ชัชชาติ
สิ่งที่ค้นพบคือ คะแนนการหยั่งเสียงก่อนหน้านี้เกิดปรากฏการณ์ว่ามีแบ่งแยกเป็น 2 ช่วง ช่วงก่อนที่จะเกิดกระแส negative campaign จริงๆ คะแนนของ ดร.ชัชชาติก็ดูเป็นที่นิยมอยู่แล้ว แต่พอมี negative campaign ขึ้นมา ปรากฏว่าตัวของ ดร.ชัชชาติกลับมีคะแนนจากการสังเกตในหลายๆ ที่พบว่า ดร.ชัชชาติมีคะแนนเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีก โดยสาเหตุที่ทำให้คะแนน ดร.ชัชชาติเพิ่มขึ้นกว่าเดิม
...จากที่ผมได้วิเคราะห์ที่เกิดจากการจับอารมณ์สังคมที่มาจากทางกระแสโลกโซเชียล อารมณ์สังคมเขาจะมองว่าตัวของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ที่ชื่อ ดร.ชัชชาติ ดูเหมือนว่าถูกรุมสกรัม ซึ่งการถูกรุมสกรัมจะมาจากหลายฝ่ายที่มีประมาณ 3-4 ฝ่ายรุมสกรัม แต่ปรากฏว่าอารมณ์สังคมมองว่า ดร.ชัชชาติเป็นเหยื่อ พอเป็นเหยื่อเลยเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าอารมณ์สงสารขึ้นมา เลยทำให้เกิดการเข้าข้าง ซึ่งบรรดาฐานเสียงที่เป็นฐานเสียงกลางๆ ก่อนหน้านี้ ที่ยังดูเหมือนไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นผู้ว่าฯ กทม. แต่พอหลังจากที่มีกระแสการหาเสียงเชิงลบเกิดขึ้นกับตัว ดร.ชัชชาติ ซึ่งเขาก็ออกมาชี้แจงทุกประเด็น อย่างเรื่องที่มีประเด็นว่ามีการทุจริตต่างๆ ใน กทม. เขาก็ชี้แจงว่าได้มีการลงโทษคนทุจริตไปแล้ว 41 คน และส่วนที่เหลือก็ยังอยู่ระหว่างดำเนินการไม่ได้มีการปล่อยปละละเลย หรือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการสังกัด กทม. ก็ชี้แจงว่าทำตามหลักเกณฑ์ที่มีการประเมินตามขั้นตอน
...เลยทำให้ข้อกล่าวหาที่มีน้ำหนักถูกลดทอนลง ทำให้ดูเหมือนว่าเป็นข้อกล่าวหามากกว่าข้อเท็จจริง กระแสสังคมเลยดูเหมือนว่ามีคนจำนวนหนึ่งหันมาสนับสนุนตัวของ ดร.ชัชชาติเพิ่ม เลยทำให้กระแสนิยมช่วงที่ 2 หลังจากที่เกิด negative campaign ทำให้ความนิยมในตัวอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ กลับเพิ่มมากกว่าช่วงก่อนเกิด negative campaign อีก ทำให้ช่วงท้ายของปรากฏการณ์การหาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย เลยดูเหมือนว่าคะแนนของ ดร.ชัชชาติ เชิงกระแสมันก็น่าจะห่างจากคนอื่นพอสมควร โดยการห่างดังกล่าวจากที่ได้พิจารณาดูจากการสำรวจต่างๆ มันห่างหลายช่วงตัว บางที 5 เท่าถึง 8 เท่า ตัวเลขจะเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์นี้ พอเหตุการณ์เกิดขึ้นแบบนี้ แม้ว่าช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งจะเหลือเวลาอีก 3-4 วัน แต่มันจะไม่เกิดกระแสแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ที่ทำให้คะแนนของ ดร.ชัชชาติจะเกิดการฟุบลงจนไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป ทำให้แนวโน้มจนถึงวันเลือกตั้ง ก็น่าจะเป็นดร.ชัชชาติที่ยังรักษากระแสในระดับสูงจนถึงวันสุดท้าย และน่าจะเข้าวินในการเลือกตั้ง
"ผศ. ดร.เชษฐา" วิเคราะห์ต่อไปว่า ส่วนผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ที่มีแนวโน้มจะมาอันดับสอง อันดับสาม และอันดับสี่นั้น มองว่ายังอาจมีสลับกันอยู่ว่าใครจะมาอันดับสอง สาม สี่ ตามแต่การจับกระแสของนักวิเคราะห์แต่ละคน ซึ่งช่วงก่อนหน้านี้อันดับสองจะเป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ส่วนอันดับสาม อันดับสี่ จะเป็นตัวบุคคล คือคะแนนของ ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน กับคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล ผู้สมัครอิสระ ค่อนข้างอยู่ในระดับเดียวกันที่เป็นตัวบุคคลในช่วงโค้งสุดท้าย และตามด้วย นายอนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรก็ตาม ประเมินแล้วกระแสคะแนนนิยมของกลุ่มที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ และกลุ่มที่จะเลือก ดร.ชัยวัฒน์-มัลลิกา และนายอนุชา รวมกันแล้วมันยังไม่เท่ากับที่ ดร.ชัชชาตินำไปแล้วแบบเท่าตัว ถึงบอกได้เลยว่าของ ดร.ชัชชาติมันจบไปแล้ว แต่ว่าผลเลือกตั้งที่จะออกมาในส่วนของคนที่จะมาอันดับสอง-สาม-สี่ ดูแล้วยังมีโอกาสพลิกได้เสมอ แต่อันดับสี่น่าจะพลิกยาก คือคงเป็นคุณอนุชา บูรพชัยศรี จากประชาธิปัตย์
"แต่อันดับสองกับสามยังพลิกได้เสมอ ว่าจะเป็นนายชัยวัฒน์หรือคุณมัลลิกา โดยขึ้นอยู่กับการหาเสียงในช่วงวันท้ายๆ ของการหาเสียงก่อนวันเลือกตั้งว่าใครจะมีไม้เด็ดงัดออกมาได้มากกว่ากัน"
เพราะอย่างคุณมัลลิกา เขาชัดเจนในการหาเสียงด้วยการออกแคมเปญเพื่อดึงฐานเสียงกลุ่มอนุรักษนิยมให้มาลงคะแนนให้กับเขาทั้งก้อน ไม่ให้แตกแถว ถามว่าจะแตกไปที่ใคร ส่วนใหญ่จะแตกไปที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นหลัก เพราะเคยขึ้นชื่อว่าเป็นอนุรักษนิยมเดิม หรือบางทีคะแนนบางส่วนอาจไปที่ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครอิสระ รวมถึง พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช จากพรรคเศรษฐกิจ ทำให้คุณมัลลิกาเลยพยายามหาเสียงโดยมัดก้อนอนุรักษนิยมให้มาเป็นก้อนมาลงคะแนนให้เขา ส่วนดร.โจ ชัยวัฒน์ จากพรรคประชาชน ถึงตอนนี้ฐานเสียงของฝ่ายที่เคยนิยมชมชอบที่ลงคะแนนเสียง สส.เขต กทม.ให้กับพรรคส้ม จะมีการเทไปที่ ดร.ชัชชาติพอสมควร ทำให้นายชัยวัฒน์อาจประสบกับวิกฤตที่ว่าอาจจะไม่สามารถรักษาฐานเสียงก้อนใหญ่ที่เคยลงให้กับพรรคสีส้มตอนสมัยเลือกตั้งใหญ่เมื่อ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่จะทำให้ ดร.ชัยวัฒน์จะมีฐานเสียงลดลง
"เพราะฉะนั้นจึงมีโอกาสว่า นายชัยวัฒน์จะมาที่สองหรือมาที่สามก็ได้ หรือหากคุณมัลลิกา ถ้าทำแคมเปญสุดท้ายได้ดี มัดฐานเสียงอนุรักษนิยมไม่ให้แตกฉานซ่านเซ็น ก็มีสิทธิ์จะขึ้นมาเป็นที่สอง แล้ว ดร.โจไปอยู่อันดับสาม แต่หากเอาตอนนี้ทั้งสองคนสูสีกันมาก เพราะว่ามันยังไม่ทิ้งขาดแบบ ดร.ชัชชาติ ผลจะออกมาอย่างไร จะมีอะไรพลิกหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับแคมเปญการหาเสียงช่วงสองถึงสามวันสุดท้าย"
ศึกชิง 50 เก้าอี้ สก. กลุ่มไหน-พรรคใดเข้าวิน?
"ผศ. ดร.เชษฐา" ยังได้วิเคราะห์สนามเลือกตั้ง สก. ว่าเป็นสนามเลือกตั้งที่สนุก เพราะจากที่พรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัคร สก.ครบทั้ง 50 เขต โดยก็มีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มคนทำงาน กทม. ที่บอกว่าเป็นกลุ่มอิสระ ใช้สีเขียวในการหาเสียง ที่ก็ชัดเจนว่ากลุ่มคนทำงาน คนที่อยู่ข้างหลังในการช่วยขับเคลื่อนก็คือ อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ดร.ชัชชาติสมัยที่ผ่านมาที่ชื่อ ต่อศักดิ์ โชติมงคล ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนเพื่อให้กลุ่มคนทำงานได้เป็น สก. เพื่อที่หากมีการเลือกผู้สมัครของกลุ่มเข้าไป จะได้เข้าไปสนับสนุนการทำงานของผู้ว่าฯกทม.ที่มีการส่งผู้สมัครทั้งสิ้น 33 เขต
นอกจากนี้ก็มี กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว ที่ส่งผู้สมัครประมาณ 17-18 เขต โดยเชื่อมกับพรรคเพื่อไทย คือไม่ได้ส่งในนามพรรค แต่เชื่อมกับพรรค แล้วก็มีกลุ่มของ ดร.จอห์น (สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา) อดีต สก. ลาดกระบัง ที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า "Better Bangkok" ที่ส่งประมาณ 6-7 เขต โดยมีอดีต สก.อยู่ในกลุ่มด้วย นอกนั้นก็เป็นอดีต สก.ครั้งที่ผ่านมา ที่ลงสมัครอีกครั้งแต่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด ก็จะมีอยู่หลายเขตเหมือนกันน่าจะร่วมๆ 10 เขต ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีฐานเสียง
ซึ่งก่อนถึงวันเลือกตั้ง ฐานเสียงของกลุ่มผู้สมัคร สก. สองอันดับแรก ค่อนข้างจะไล่เลี่ยกันคือกลุ่มพรรคประชาชน ที่เป็นเพราะเขาส่งคนลงเยอะ กับกลุ่มคนทำงานที่ถูกขับเคลื่อนโดยอดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ ชัชชาติ พบว่าทั้งสองฝ่ายคือพรรคประชาชนกับกลุ่มคนทำงาน คะแนนไล่เลี่ยกันมากอยู่ในระดับเดียวกัน แต่อาจจะเหลื่อมกันเล็กน้อย แต่คะแนนยังอยู่ในระดับสูสีกัน
และรองลงมาจากสองกลุ่มข้างต้น ก็จะเป็นผู้สมัคร สก.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ตามมาอยู่ห่างๆ และที่รองลงมา ก็จะเป็นกลุ่มที่เรียกว่า กลุ่มอิสระที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด แต่เป็นผู้สมัคร สก.ที่เขาประกาศลงเลือกตั้งในเขตของเขาเอง ที่มีอยู่ประมาณ 8-10 คนตามที่บอกไว้ข้างต้น และรองลงมาก็จะเป็นกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัวที่มีอดีต สก.บางส่วนอยู่ในกลุ่มดังกล่าว
สามารถแบ่ง Level ได้คือ กลุ่มคนทำงานกับกลุ่มผู้สมัคร สก.พรรคประชาชนอยู่ในระดับไล่เลี่ยกัน รองลงมาคือประชาธิปัตย์ แล้ว level ลงมาอีกก็คือกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัวกับกลุ่มผู้สมัคร สก.อิสระ ที่มีอดีต สก.อยู่ในกลุ่มนี้ และตามด้วยกลุ่ม Better Bangkok ซึ่งมีอดีต สก.ที่มีกระแสในพื้นที่ซึ่งแข็ง ที่น่าจะมี สก.ได้ในการเลือกตั้ง ทำให้การแข่งขันก็จะอยู่ในกลุ่มเหล่านี้เป็นหลักที่มีประมาณ 6 กลุ่ม แต่เท่าที่สังเกตก็ยังมีกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจพอสมควร เพราะฉะนั้นการที่มันจะพลิกได้มันขึ้นอยู่กับคะแนนที่ไม่ตัดสินใจ มันจะออกมาให้กับสีเขียวกลุ่มคนทำงาน สีส้มพรรคประชาชน หรือสีฟ้าพรรคประชาธิปัตย์
...ซึ่งมันก็มีกระแสบางอย่างอยู่ เช่น พรรคประชาชนบอกว่าให้เลือกผู้สมัคร สก.ของพรรคให้ครบ 50 เขต เพื่อจะได้ไปทำหน้าที่ตรวจสอบในสภา กทม. ก็อยู่ที่ว่าประชาชนจะเลือกการตรวจสอบเป็นหลักหรือไม่ หากเลือกแนวนี้ก็จะเลือกพรรคสีส้ม 50 เขต แต่ถ้าผู้สมัคร สก.สีเขียวของกลุ่มคนทำงานบอกว่า สภา กทม.คือการทำงานการเมืองท้องถิ่น ไม่ควรจะดึงการเมืองระดับชาติ ลงมาปะปนกับการเมืองท้องถิ่น เพราะการเมืองท้องถิ่นไม่ควรจะเล่นเป็นการเมือง แต่ควรเน้นเรื่องการทำงานให้กับเมือง จึงควรเป็นสภาที่หลากหลายเพื่อที่สภา กทม.จะได้มีความคิดที่หลากหลาย มาช่วยกันแนะนำผู้ว่าฯ กทม.ในการทำงาน ก็จะเห็นได้ว่ามีการนำเสนอแบบคนละโจทย์ให้กับคนกทม.เป็นต้น จึงอยู่ที่โค้งสุดท้ายว่าใครจะหาเสียงได้ดีกว่า แล้วประชาชนจะรับแนวคิดของกลุ่มใด
-ประเมินแล้วหากผลเลือก สก.ออกมาตามที่วิเคราะห์ หาก ดร.ชัชชาติกลับมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. การบริหารงาน กทม.และการทำงานกับสภา กทม.จะราบรื่นหรือไม่?
หากตั้งตุ๊กตาไว้ว่า ดร.ชัชชาติชนะเลือกตั้งกลับมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้งหนึ่ง หาก สก.เป็นสีเดียวหมดก็ทำงานยากเหมือนกัน เพราะหาก สก.เป็นสีเดียวเลย จะเกิดการเล่นการเมืองอะไรหรือไม่ อย่างนี้เป็นต้น เพราะว่าหากสก.เป็นสีใดเลยสีเดียว ก็ทำให้มีการคุยกันในสีเดียวกัน ที่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นการสนับสนุนหรือจะมาคัดค้านผู้ว่าฯ แบบเต็มเหนี่ยว ที่หากเป็นแบบนี้ก็จะทำให้การทำงานของผู้ว่าฯ กทม.ก็จะทำงานได้ยาก แต่หากเป็นสภา กทม.ที่มี สก.หลายสี โดยที่มี สก.ที่สนับสนุน ดร.ชัชชาติมากกว่า ก็จะทำให้เกิดความสมดุลในสภา กทม.ว่ามีทั้งซีกที่คอยตรวจสอบจากบางสี และซีกสนับสนุนการทำงานของผู้ว่าฯจาก สก.บางสี หากมีการทำนโยบายดีๆ ออกมา มันก็ทำให้สภา กทม.รู้สึกว่าผ่อนคลายลง มีทั้งตรวจสอบผู้ว่าฯ บ้าง สนับสนุนผู้ว่าฯ กทม.บ้าง มันก็ทำให้การบริหารเมืองกทม.ไม่เป็นการเล่นการเมืองมากนัก
โดยสรุปคือหากเป็น สก.สีเดียวเลยอาจทำให้ผู้ว่าฯ ทำงานยาก เพราะหากเป็น สก.สีเดียว แล้วคิดเห็นไปในทางเดียวกัน แล้วพร้อมใจกันขัดแข้งขัดขามันก็ทำงานยาก แต่ถ้า สก.หลากสี เช่นมี 4-5 สี หรือมี 4-5 กลุ่มในสภากทม. ผสมไปด้วยสีส้ม เขียว ฟ้า และสีอิสระอื่นๆ ก็จะทำให้เกิดความเห็นหลากหลาย ซึ่งพอมีความเห็นหลากหลาย ก็ทำให้ไม่มีใครครองสภา กทม.แค่สีใดสีเดียว ทำให้คุยกันได้หลากหลายกว่า พลังที่จะไปขัดขวางการทำงานฝ่ายบริหารมันก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะมีทั้งฝ่ายตรวจสอบและฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานไปพร้อมกัน ที่ผมเดาว่าการบริหารงาน กทม.อาจจะชอบแบบสภา กทม.ที่มีหลากสีมากกว่า
-ประเมินว่า ดร.ชัชชาติ มีโอกาสจะได้คะแนนเกินหนึ่งล้านคะแนนหรือไม่ หรือได้เกือบเท่าเดิมตอนเลือกตั้งปี 2565?
ผมคิดว่าเกินล้านแน่นอน เท่าที่ผมสำรวจติดตามในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาจนถึงโค้งสุดท้าย เนื่องจากแนวโน้มของ ดร.ชัชชาติกระแสพุ่งขึ้น คะแนนยังไงเกินล้านแน่นอน ตอนนี้เขาลุ้นอย่างเดียวว่าคะแนนจะได้เท่ากับครั้งที่แล้ว คือประมาณ 1 ล้าน 3 แสนกว่าคะแนนหรือไม่ หรือจะได้มากกว่ารอบที่แล้ว
ผมมีข้อสังเกตให้อย่างหนึ่งคือ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ครั้งที่แล้วมีคนกรุงเทพฯ ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งประมาณ 60% โดย ดร.ชัชชาติได้คะแนน 1.38 ล้านเสียง เท่ากับประมาณ 52% ของคนที่ออกมาเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งรอบนี้เท่าที่ผมดูกระแสตลอด 1 เดือนของการหาเสียง ดูเหมือนคนสนับสนุน ดร.ชัชชาติเชิงกระแสมากกว่าครั้งที่แล้ว
โดยครั้งนี้หากคนออกมาเลือกตั้งประมาณเฉลี่ย 60% เท่าครั้งที่แล้ว คะแนนของคุณชัชชาติจะทำลายสถิติครั้งที่แล้ว จากรอบที่แล้วได้ 1.38 ล้าน เท่ากับจะเกิน 1.38 ล้านคะแนน เช่นอาจ 1.5 ล้านถึง 1.7 ล้านคะแนน ในกรณีหากคนออกมาเลือกตั้ง 60% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่หากคนออกมาเลือกตั้งน้อยกว่าครั้งที่แล้ว เช่นออกมาประมาณสัก 55% ก็จะทำให้คะแนนของ ดร.ชัชชาติก็อาจจะเท่าครั้งที่แล้วคือประมาณ 1.38 ล้าน หรือ 1.4 ล้านคะแนนประมาณนี้ เพราะฉะนั้นถ้าให้ผมประเมินก็ขอประเมินว่า คะแนนของ ดร.ชัชชาติไม่น่าน้อยกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 อาจเสมอตัวหรือได้คะแนนเพิ่มขึ้น เพราะกระแสปัจจุบัน ไม่คิดว่าคนกรุงเทพฯ จะออกมาเลือกตั้งน้อย เพราะดูแล้วมีความตื่นตัวอยู่ ก็น่าจะออกมาเลือกตั้งพอๆ กับปี 2565 คือประมาณ 60% บวกหรือลบเล็กน้อย ซึ่งถ้าออกมาเลือกตั้งประมาณ 60% บวกลบ ผมคิดว่าคะแนนของ ดร.ชัชชาติก็น่าจะไม่น้อยกว่าครั้งที่แล้ว และเผลอๆ จะได้คะแนนมากกว่ารอบที่แล้วด้วยซ้ำ
-หาก ดร.ชัชชาติได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่สอง คิดว่าหากกลับไปบริหาร กทม.อีกครั้ง ในเรื่องที่เคยถูกโจมตีตอนหาเสียงเช่นเรื่องระบอบอากง หรือการซื้อขายตำแหน่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการของ กทม. หรือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของกทม. ดร.ชัชชาติควรที่จะบริหารงานอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดข้อโจมตีลักษณะดังกล่าวขึ้นอีกครั้ง เช่นมีการเปิดเผยข้อมูลโครงการต่างๆ ของ กทม.ให้โปร่งใสมากขึ้นหรือไม่?
ผมว่าเขาทำแน่ เพราะว่าพอมันเป็นประเด็นแล้วก็เหมือนกับเป็นสัญญาประชาคม ซึ่ง ดร.ชัชชาติได้มีการไปพูดบนเวทีดีเบต 3-4 เวที ที่ผมก็ติดตามดูอยู่ของผู้สมัครแต่ละคน เขาก็พูดตลอด เพราะฉะนั้นที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้อยู่แล้วในเรื่องข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง ก็จะให้มีการเปิดเผยมากขึ้นกว่าเดิมอีก จะให้มีการปรับแก้ไขข้อบัญญัติ-ระเบียบต่างๆ ให้มีการเปิดเผยมากขึ้นก่อนเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย แล้วจะมีการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ มากกว่าเดิม ผมว่า ดร.ชัชชาติเขาทำเพราะว่าสัญญาประชาคมแล้ว
ส่วนเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการใน กทม. ก็มีการชี้แจงว่ามีระบบคณะกรรมการพิจารณาอยู่แล้ว แต่ต่อไปก็จะเปิดเผยมากขึ้นว่า กระบวนการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องระบบอากงสรุปแล้วก็ยังไม่มีหลักฐานอยู่ดี อันนี้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับ ดร.ชัชชาติ ซึ่งผมว่าหาก ดร.ชัชชาติชนะเลือกตั้งเข้าไปเป็นผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้ง เขาก็คงเปิดเผยโปร่งใสทุกเรื่อง เพราะว่าจากที่ดูจากนโยบาย ก็จะทำให้กรุงเทพฯ เป็น Open Data อยู่แล้ว ซึ่ง Open Data ก็ทำให้คนเข้าถึงข้อมูล แต่ก็คงจะเปิดเผยเต็มที่กว่าเดิม
ผมว่าการเป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่สองของ ดร.ชัชชาติ มันเป็นสมัยสุดท้ายแล้ว คงไม่มีอะไรกั๊กเขาก็เปิดเผยเต็มที่ เพราะว่าเป็นสมัยสุดท้ายของเขาที่ต้องฝากผลงานเอาไว้
-มองในเชิงการเมือง หาก ดร.ชัชชาติชนะเลือกตั้งแล้วได้คะแนนเกินหนึ่งล้านเสียง ในอนาคต ดร.ชัชชาติมีแนวโน้มจะตั้งพรรคการเมืองเองหรือไม่ หรือว่าจะกลับไปเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้?
เนื่องจากข้อจำกัดของ พ.ร.บ.กรุงเทพมหานคร กับข้อกฎหมายเพิ่มเติม ทำให้เป็นผู้ว่าฯ กทม.ได้ไม่เกินสองสมัย ดร.ชัชชาติยังไงก็ต้องฝากผลงานไว้ในสมัยที่สอง และหากดูจากคะแนนนิยมจากที่ผมติดตามทางโซเชียลมีเดีย ดูเหมือนคนที่นิยม ดร.ชัชชาติ จะมีประชาชนที่ไม่ได้เป็นคนกรุงเทพฯ ด้วย ก็ถือว่าเป็นเชื้ออันดีที่ ดร.ชัชชาติหากหมดจากผู้ว่าฯ กทม.แล้ว ก็อาจมองไปที่การเมืองระดับชาติก็ได้ แต่ผมว่าเขายังไม่ตัดสินใจเร็ว คงขอดูผลงานการเป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่สอง ที่หากผลงานดีจนคนประทับใจ ก็อาจจะมองการเมืองระดับบน แต่ถ้าเขารู้สึกว่าเขายังทำไม่ได้อย่างที่ต้องการ ก็อาจจะพักก่อนก่อนก็ได้ ทำให้ก็อาจจะหยุดก่อนหรืออาจจะไปต่อกับการเมืองระดับบนก็ได้ ซึ่งเขาเลือกได้ทั้ง 2 ทางเพราะว่าถึงตอนนี้ถือว่าคะแนนนิยมยังดีอยู่.
โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
⚪️LIVE ‘นันทเดช’ ปักหมุด ‘หนู 2’ อยู่ยาวเกินคาด พรรคส้มกู่ไม่กลับ!? | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2569
⚪️ LIVE ไฟลามทุ่งมหาดไทย! | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569
⚪️ LIVE มหาดไทยรวน!! เรื่องฉาวเข้าไม่หยุด | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569
⚪️ LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | ยกสุดท้าย..! ศึกชิงผู้ว่าฯกทม.
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569
⚪️ LIVE ผลไม้พิษ.. เดี้ยงยกแผง!! | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ดร.ณัฏฐ์ ชี้ กกต.ยึดพยานหลักฐานคดีฮั้ว สว. ‘เส้นเงิน-โพย’ ชี้ชะตา 229 ผู้ถูกกล่าวหา
“ดร.ณัฏฐ์” ระบุคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ระหว่างการวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ กกต. ต้องยึดข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก โดยเฉพาะ “เส้นเงิน” และ “โพย” ที่เชื่อมโยงการกระทำเป็นขบวนการ พร้อมย้ำผู้ถูกกล่าวหา

