หมากของไทยในสมรภูมิมหาอำนาจ กระแสต้าน'สหรัฐ-จีน'ยังเชี่ยวกราก

“ปัญหาของไทยคือเรื่องกระแสจากกลุ่มแอนตี้สหรัฐ และไม่ไว้ใจจีน คอยปั่นข้อมูลในโลกโซเชียลเพื่อกำหนดทิศทางและวาระของสังคมให้เดินตาม”

ในสถานการณ์ที่รัฐบาลยังต้องเจอ “วิบากกรรม” จากผลพวงของโมเดลสร้างความเข้มแข็งให้องค์ประกอบทางการเมือง “ขั้วสีน้ำเงิน” จึงต้องเร่ง “ทำงาน” อย่างเต็มสูบ เพื่อใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ 

การพยุงกระแสด้วยนโยบาย “ประชานิยม” และเดินหน้านโยบายตามสโลแกน “พูดแล้วทำ" จึงต้องพึ่ง 3 มืออาชีพ หรือ “รมต. 3 แม่ครัว” ตามสำนวนของ “เต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

หลังเข้ามาบริหารประเทศหลายเดือน ทั้ง 3 รมต.ต่างเจอกับ “ดรามาถ้วนหน้า" โดยเฉพาะ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ที่ถูกแซะวิธีการแก้ไขปัญหาผลผลิตทางด้านการเกษตรตกต่ำ 

ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.การคลัง ถือว่ารับมือและจัดสมดุลระหว่าง “การเมือง” และ “ผลประโยชน์ชาติ” ได้ และยังคงเป็นกำลังหลักของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังเจอพายุความไม่พอใจของประชาชนจากปัญหาปากท้องที่ถาโถมทุกวัน

เช่นเดียวกับ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมตรีและ รมว.การต่างประเทศ ก็จัดสมดุลระหว่างสองส่วนนั้นได้ดี แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรับบทหนักหลายเรื่อง โดยเฉพาะนโยบายที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจที่มีความสลับซับซ้อน

ในยุคนี้ กระทรวงการต่างประเทศของไทยปรับทิศทางการทำงาน โดยเน้นหนักไปที่ความร่วมมือในลักษณะคู่ขนานระหว่างกระทรวงกลาโหม (กห.) และ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) หรือที่เรียกว่ากลไก การทูตความมั่นคง

เปลี่ยนจากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ ให้กลายเป็นการทำงานร่วมกัน เป็น "ทีมไทยแลนด์" และเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการทูตเชิงรุก สื่อสารกับสังคมในประเทศและต่างประเทศอย่าง ชัดเจน ไม่ยึดติด “จารีต” เดิมที่ต้องกำกวม คลุมเครือ ดังจะเห็นได้จากการสื่อสารในช่วงสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมา

ที่สำคัญคือการมอง “เทรนด์” ของโลกที่เปลี่ยนไปแบบมหาอำนาจสองขั้ว เป็นมหาอำนาจแบบหลายขั้ว และการกลับมาฟื้นฟูความเข้มแข็งภายในอาเซียนเพื่อใช้เป็นตัวขับเคลื่อนในระเบียบโลกใหม่นี้

อย่างไรก็ตาม จากภาพรวมปัญหาของประเทศ ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงาน รวมไปถึงการเดินเกมของสหรัฐต่อมาตรการขึ้นภาษีทางการค้า ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนเป็นวงกว้าง การวางแผนรับมือจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ปัจจุบันรัฐบาลเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจาทางเทคนิคด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้ โดยมี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำทีม

“ข้อมูลสำคัญที่จะนำไปประกอบการเจรจาคือบทบาทของภาคเอกชนไทยในเศรษฐกิจสหรัฐ โดยปัจจุบันภาคเอกชนไทยมีเงินลงทุนสะสมในสหรัฐเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแผนลงทุนเพิ่มเติมอีกมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศไม่ได้มีเพียงการซื้อขายสินค้า แต่ครอบคลุมถึงการลงทุน การผลิต และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน” น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ

ขณะเดียวกัน ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ อย่างน้อยร้อยละ 30 ของยอดเกินดุลการค้าของไทยกับสหรัฐ มาจากการส่งออกของบริษัทสหรัฐที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกข้อมูลสำคัญที่สะท้อนว่าห่วงโซ่อุปทานของไทยและสหรัฐมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

“กระแสข่าวเรื่องการนำความร่วมมือด้านอื่นมาเชื่อมโยงกับการเจรจาภาษีว่า การเจรจารอบนี้ยึดกรอบผลประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนเป็นหลัก ไม่มีการนำเงื่อนไขด้านความร่วมมือทางทหาร (การฝึกคอบร้าโกลด์) มาแลกกับผลประโยชน์ด้านภาษีตามที่มีกระแสข่าว” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมตรีระบุ

ประเด็นการยกเลิก หรือลดระดับการฝึก คอบร้าโกลด์ กลายเป็น “ข่าวร้อน” แบบข้ามคืน ซึ่งประเด็นดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ “ไทย” ถ้าสมมุติมีข้อเสนอหรือมีการให้ความเห็นในเรื่องนี้จริงๆ 

ทำนองเดียวกัน “ข่าว” ดังกล่าวได้ตอกย้ำภาพความเป็นพันธมิตรระหว่าง “ไทย-สหรัฐ” ให้ชัดขึ้น ส่งผลต่อ “เส้นเรื่อง” ความร่วมมือทางด้านการทหารผ่านการฝึกร่วมภายใต้รหัสคอบร้าโกลด์ที่เก่าแก่

เพราะในที่สุด “สหรัฐ” ไม่มีวันสูญเสียสัญลักษณ์ความเป็น “พี่ใหญ่” ในภูมิภาคนี้ไป หลังจากที่ “คอบร้าโกลด์” เป็นตัวแสดงมาหลายทศวรรษ

แม้ในช่วงหลังสหรัฐเองก็จำกัดงบและดูความจำเป็นเรื่องการทุ่มเงินในการฝึกครั้งนี้ให้สมเหตุสมผลมากขึ้น และใช้กำลังสำรองเข้าร่วมฝึกเป็นส่วนใหญ่ เพราะต้องใช้กำลังไปในภารกิจที่สำคัญๆ ในภูมิภาคอื่น

อย่างไรก็ตาม การขยับตัวของ “สหรัฐ” ไม่ได้ละเลยพื้นที่ความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก แม้จะเปลี่ยนชื่อยุทธศาสตร์ใหม่ ซึ่งไทยเองก็ติดตามข้อมูลด้านการข่าว และวิเคราะห์ ติดตามสถานการณ์ว่าในช่วง 2 ปีต่อจากนี้ สถานการณ์ในทะเลจีนใต้จะพัฒนาไปในทิศทางไหน 

ปรากฏการณ์ที่ ไม่ควรมองข้าม คือการเดินทางมาเยือนไทย และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกของนาย Elbridge A. Colby รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสงครามสหรัฐ หรือเทียบเท่ากับตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม รวมถึงได้หารือกับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย พร้อมคณะ ที่โรงแรมชื่อดังกลางกรุง

ไฮไลต์ คือเตรียมรับ Pete Hegseth รมว.กระทรวงสงครามสหรัฐ ที่จะเยือนไทยในห้วงถัดไป พร้อมเดินหน้าจัดทำ Joint Vision Statement 2026 หรือ JVS 2026 กรอบความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศฉบับใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาร่าง

การหารือมุ่งเน้นไปในเชิงความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม นอกจากเรื่องการฝึกคอบร้าโกลด์ 70 ที่เดินหน้าฝึกอย่างต่อเนื่องในห้วงการฝึกแบบ light year ที่อาจมีกำลังพล ยุทโธปกรณ์ โปรแกรมการฝึกที่แตกต่างจาก Heavy year แค่เล็กน้อยอยู่แล้ว

เช่น การพัฒนาความร่วมมือด้านเทคโนโลยีความมั่นคงสมัยใหม่ ทั้ง AI ไซเบอร์ อวกาศ อากาศยานไร้คนขับ และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ เพื่อรองรับภัยคุกคามในอนาคต ซึ่ง “ปลัดกระทรวงกลาโหม” เพิ่งไปดูงานการผลิตอากาศยานไร้คนขับราคาประหยัด LUCAS จนมีข่าวออกมาว่าจะมีการร่วมทุนใช้ไทยเป็นฐานการตั้งโรงงานผลิตในอนาคต แต่นั่นก็เป็นเพียงการสานต่อ Roadmap ที่กระทรวงกระโหมสองชาติเห็นชอบร่วมกันเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

การขยับตัวของสหรัฐครั้งนี้ยังเกิดขึ้นหลังจาก พล.ร.อ.ต่ง จวิน รมว.กลาโหมจีน อดีต ผบ.กองเรือดำน้ำจีน เยือนกระทรวงกลาโหมไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา

ในขณะที่ “ไทย” และ “จีน” เน้นย้ำความสัมพันธ์ทางด้าน “เศรษฐกิจ-วัฒนธรรม” ที่มีความต่อเนื่องยาวนาน ส่วนการพัฒนาความสัมพันธ์ทางด้านการทหารเน้นไปที่การฝึก ศึกษา และความร่วมมือในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

การขยายขอบเขตด้านการทหารออกไปยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ท่ามกลางโจทย์และคำถามจากคนไทยที่มีต่อทางการจีน ในการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์และเสริมศักยภาพให้กองทัพกัมพูชา แม้ทางการจีนจะย้ำเสมอว่าเป็นออร์เดอร์เก่าที่เกิดขึ้นก่อนการสู้รบก็ตาม

กระนั้น ความขัดแย้งระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ยังอยู่ในระดับวงที่สามของสถานการณ์ความมั่นคงในย่านนี้ แต่หากเกิดการใช้กำลังทางทหารของมหาอำนาจในพื้นที่ใกล้เคียง ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะถูกผนวกโซนเข้ากับแนวปะทะด้วย

ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของไทยยังคงเป็นที่ต้องการของทั้ง “จีน” และ "สหรัฐ” ที่ต้องการใช้เราเป็นฐานทัพ แต่ในอดีตก็ไม่เคยทำได้สำเร็จ ไทยงัดกลยุทธ์และการต่อรองจนมหาอำนาจไม่สามารถเข้ามา “ปักธง” หรือใช้เราเป็นฐานได้ แม้กระทั่งสหรัฐที่มีเอ็มโอยูและความร่วมมือทางด้านการทหารเป็นลายลักษณ์อักษร ก็ทำได้ในแง่การได้รับการสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุง แต่ก็ไม่สามารถขยายอิทธิพลครอบงำไทยได้เต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม ในสมรภูมิการสู้รบที่ผ่านมา เป็นบททดสอบเชิงประจักษ์ถึง ความเป็นพันธมิตรแท้ ได้ชัดเจนขึ้น และเป็นฐานข้อมูลที่เราจะใช้วางแผนในเรื่องการส่งกำลังบำรุง และปรับทิศทางด้านการทหารอย่างไรเพื่อไม่ให้ประสบปัญหาอย่างเช่นที่เจอมาเมื่อปีก่อน

ต่างจากกัมพูชา ที่ผู้นำเดินเกมต่างประเทศพลาด ทำให้สถานการณ์ในประเทศตกต่ำทุกด้าน “จีน” จึงสามารถควบคุมและวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการทหาร อุปกรณ์ด้านข่าวกรองในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางทะเล และกำลังขยายอิทธิพลมากขึ้น จนกลายเป็นเป้าให้สหรัฐต้องขัดขวางและลดความได้เปรียบของจีนในเส้นทางเดินเรือทางยุทธวิธี

ส่วนปัญหาของไทย น่าจะเป็นเรื่อง “กระแส” ที่มีกลุ่มที่ แอนตี้สหรัฐ และ ไม่ไว้ใจจีน เผชิญหน้ากันในโนโลกโซเชียล เพื่อกำหนดทิศทางและวาระของสังคมให้เดินตาม มีทั้งกลุ่มที่สวมรอยหวังเอนเกจเมนต์และรายได้จากการปั่น รวมถึงกลุ่มที่หวังผลประโยชน์ทางการเมือง ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบนัยสำคัญจากการแทรกแซงจากเครือข่ายต่างชาติอยู่ไม่น้อย

กระแสเหล่านี้ถูกตอกย้ำด้วยนักแปลและนักค้นคว้า ที่กลายเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ซึ่งสื่อต้องการตัวเพื่อใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ ซึ่งปัจจุบันมีตัวเลือกอยู่น้อยนิด แต่ขณะเดียวกัน ข้อวิเคราะห์เหล่านั้นก็ถูกนำไปใช้เป็นวาระในการปลุกกระแส ชี้นำสังคมให้ลุกฮือไปในทิศทางตามที่ตัวเองต้องการ

ภาพรวมสถานการณ์ทั้งหมดนั้น เป็นความท้าทายของรัฐบาลและรัฐมนตรีมืออาชีพทั้งหลาย จะมองเกมทั้งกระดานนี้อย่างไร และจะสื่อสารแบบไหนให้กลุ่มต่างๆ เข้าใจสภาพการณ์ โดยไม่ต้องเปิดเผย “หมาก” ที่เราจะเดิน

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ศิลปะในการต่อรอง เจรจา ที่ไม่ได้มีแค่บนโต๊ะ อาจต้องพึ่งมือที่มองไม่เห็นเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันในช่วง 2 ปีแห่งความหน้าสิ่วหน้าขวานนี้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘หนู’ไม่กลัวซักฟอก คุยลั่น!ถามอะไรมาตอบได้หมดยืนยันเสียงรัฐบาลเข้มแข็ง

"อนุทิน" เกทับซักฟอกไม่ใช่ข่าวใหม่ รู้อยู่แล้วว่าฝ่ายค้านมีสิทธิ์ยื่นปีละครั้ง คุยลั่นตอนนี้ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาล มีแต่รัฐบาลของประชาชนชาวไทย ไม่ต้องเก็งข้อสอบเพราะทำงานทุกวัน ปฏิเสธไม่เกี่ยวฮั้ว สว. เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ ยันรัฐบาลเข้มแข็ง "เท้ง" ชี้รัฐบาลที่เข้าสู่อำนาจแบบไม่ถูกต้องพยายามใช้อำนาจต่อเติมกำแพงให้หนาขึ้น

‘อนุทิน’ขึงขัง ยกภัยออนไลน์ วาระแห่งชาติ

นายกฯ คิกออฟรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร ครั้งที่ 1 ออกตัวเสียงยังแหบ ลั่นรัฐบาลยกเป็นวาระแห่งชาติ หลังประชาชนตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ ด้าน “ไชยชนก” รับเคยถูก “คอลเซ็นเตอร์” โทร.หลอกยันห้องทำงาน เตือน ปชช.ต้องมีสติ โว 8 เดือนแก้ปัญหาลดฮวบกว่า 50%

นายกฯ คิกออฟต้านภัยออนไลน์สัญจร ครั้งที่ 1 ยกปราบอาชญากรรมไซเบอร์เป็นวาระแห่งชาติ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมนิทรรศการณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร (DE Digital Shield Forum) ครั้งที่ 1 โดยมีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

จนท.ไปรษณีย์ไทย ถือพวงมาลัยขอบคุณนายกฯ หลังรอดชีวิตจากภารกิจหัวใจติดปีก

จนท.ไปรษณีย์ไทย ถือพวงมาลัยขอบคุณนายกฯ หลังได้รับหัวใจจากภารกิจหัวใจติดปีก ด้าน “อนุทิน” ขอให้รักษาสุขภาพ

“โสภณ” ลุยวันหยุด ทำบุญเข้าพรรษา 435 วัด–พบ 360 ผู้นำนักเรียน ปลูกเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย

วันที่ 15 สิงหาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายศักดิ์ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย นายอำเภอ ตำรวจ ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษา และประชาชนในพื้นที่ 6 อำเภอของจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกิจกรรมทำบุญเนื่องในโอกาสเข้าพรรษา

นายกฯหนู ลั่นถามอะไรมาตอบได้หมด ไม่ต้องรอซักฟอก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าจะมีการยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมสภาหน้าแน่นอน กังวลหรือไม่ โดยนายอนุทินย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า