ปฐมเหตุแห่งการทุจริต .. ในมนุษยชาติ!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในระหว่าง ๒๑-๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๙ ได้รับนิมนต์เพื่อเป็นองค์แสดงธรรม นำอบรมจิตภาวนา ทั้งที่กระทรวงคมนาคมและมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยมีตัดสินอธิกรณ์สงฆ์ร่วมอยู่ด้วยหนึ่งเรื่อง จึงเห็นควรกระทำ สัตตาห
กรณียะ ตามพุทธานุญาตให้พระภิกษุผู้อยู่จำพรรษาออกไปค้างแรมที่วัดอื่นได้ชั่วคราวไม่เกิน ๗ วัน โดยไม่ทำให้พรรษาขาด ซึ่งต้องมีเหตุตามพระวินัยและตั้งใจกลับมาภายในกำหนด ซึ่งจะต้องอยู่ภายในกรอบกรณียกิจ ๔ ประการ หนึ่งในสี่ ได้แก่ นิมนต์ไปเพื่อบำเพ็ญกุศล ฟังธรรม รับไทยธรรม ด้วยการตั้งใจ (การผูกใจ) ว่าจะกลับมาภายใน ๗ วัน นับตั้งแต่วันกระทำสัตตาหะ

การรับนิมนต์ไปบรรยายธรรมที่ กระทรวงคมนาคม ในวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๙ มีการตั้งหัวข้อที่น่าสนใจ ท้าทายต่อ กระแสสังคมทุจริตครองเมืองในปัจจุบัน ได้แก่...

“ปลุกจิตสำนึกด้วยหิริโอตตัปปะ .. ไม่ทนต่อการทุจริต!!” ซึ่งเมื่อเห็นหัวข้อบรรยายถูกจัดขึ้นที่กระทรวงคมนาคม.. หลายท่านบอกว่า “ช่างกล้าหาญจริงๆ” ที่สำนักปลัดกระทรวงฯ กล้าจัดบรรยายธรรมให้ข้าราชการ-เจ้าหน้าที่ได้รับฟังในหัวข้อนี้  ทั้งนี้ ด้วยภาพลักษณ์ของ กระทรวงคมนาคมที่มีงบประมาณมากกว่า ๔ แสนล้านบาท

หัวข้อบรรยายดังกล่าว จุดกระแสตอบรับจากสังคมดีมาก จึงมีคณะศรัทธาจำนวนไม่น้อยจากภายนอก แสดงความต้องการเข้าไปรับฟังถึงแนวทางการใช้ ธรรมวิธี เพื่อทำลายระบบทุจริตคดโกงให้สิ้นซากไปได้อย่างไร

เมื่อได้รับหัวข้อบรรยายดังกล่าว.. เริ่มแรกเกิดความรู้สึกที่ดีมาก ว่าเรายังมีหน่วยงานภาครัฐระดับกระทรวง ร่วมสนใจต่อการที่จะคิดช่วยกัน แก้ไข ป้องปราม กระแสทุจริตในจิตวิญญาณปุถุชนในสมัยวัตถุนิยมเป็นใหญ่

แต่เมื่อตั้งสติพิจารณาลงไปลึกๆ.. ย้อนกลับไปสุดสายของการอุบัติเกิดโลกขึ้นมา.. ที่สืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพื่อไล่เรียงสืบสาวย้อนกลับไปหา สาเหตุเริ่มต้น ของ..

เหตุปัจจัยของการทุจริต คดโกง คอร์รัปชัน.. การประพฤติชั่วช้าเลวทราม ว่าเป็นมาอย่างไร.. เมื่อใด.

อะไรเป็นสารตั้งต้นของโรคทุจริต คอร์รัปชัน.. ที่นำไปสู่ การเบียดเบียน ฉ้อโกง แก่งแย่ง ฉกชิง วิ่งราว.. ลักทรัพย์ หลอกลวง.. ประพฤติชั่ว....

จากการค้นคว้าหลักธรรมของการอุบัติเกิดขึ้นของโลกและสัตว์โลก พบว่า เงื่อนไขปัญหาตามที่กล่าวเริ่มต้นเกิดมาจากความชอบชิดติดใจ ทรัพยากรสาธารณะ ที่เป็นสมบัติของโลก เมื่อสมาชิกในโลกได้ใช้สอย

อันเป็นเหตุให้เกิดการแสวงหา (ปริเยสนา) เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้นๆ ที่ต้องการ... จึงนำไปสู่หลักปัจจยาการ.. ที่แสดง ธรรมเพื่อชีวิต ขึ้น เพื่อแจกแจงให้เห็นความสัมพันธ์ในจิตระหว่างมนุษย์ด้วยกันที่เป็น “สัตว์สังคม” .. ในวิถี ปัจจยาการทางสังคม ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า..

“อานนท์.. ด้วยประการนี้แล อาศัย เวทนา จึงมี ตัณหา, อาศัย ตัณหา จึงมี ปริเยสนา (การแสวงหา), อาศัย ปริเยสนา จึงมี ลาภะ (การได้), อาศัย ลาภะ จึงมี วินิจฉัย (กะการกำหนด), อาศัย วินิจฉัย จึงมี ฉันทราคะ (ชอบชิดติดพันให้กระสัน), อาศัย ฉันทราคะ จึงมี อัชโฌสาน (หลงใหลครอบครอง), อาศัย อัชโฌสาน จึงมี ปริคคหะ (การยึดถือครอบครอง), อาศัย ปริคคหะ จึงมี มัจฉริยะ (หวงแหนหวงกั้น), อาศัย มัจฉริยะ จึงมี อารักขะ (การเก็บกั้นป้องกัน) และอาศัย อารักขะ สืบเนื่องอารักขะ จึงมี การถือไม้มีด การทะเลาะ การวิวาท.. ขึ้นเสียงคำว่า มึง.. กู.. การส่อเสียด มุสาวาท.. บาปอกุศลธรรม (ปัญหาความชั่วร้าย) ทั้งหลาย เป็นอเนก ย่อมเกิดมีพรั่งพร้อมด้วยอาการอย่างนี้..”

หากวิเคราะห์โครงสร้างปฏิจจสมุปบาท หรือปัจจยาการทางสังคม จะพบว่า จุดเริ่มต้นจาก กิเลส สู่ การกระทำ (กรรม).. ที่มี วิบาก เป็นผล และผลดังกล่าวมาสนับสนุนสืบเนื่องกิเลสให้ดำเนินต่อไปในกระแสจิต.. ที่เริ่มต้นจาก อวิชชา (ความรู้ที่ผิดธรรม) ให้นำไปสู่การปรุงแต่งแบบผิดๆ เพี้ยนๆ ไปจากธรรม ผ่านความคิดที่วิปลาสธรรม ส่งต่อพฤติกรรม (สังขาร) ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ในสังคม ผ่านกระบวนการ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา.. เพื่อสื่อสู่ภายนอกเมื่อเกิดความรู้สึก พอใจ .. ไม่พอใจ หรือระหว่างกึ่งกลางขึ้นที่เรียกว่า เวทนา ที่ผลักดันไปสู่ ตัณหา (ความทะยานอยาก) และ อุปาทาน (ความยึดมั่นยึดถือ) อันเป็นจุดต่อสำคัญยิ่งที่เริ่มแสดงการเป็นปัญหาทางสังคม

เมื่อ อุปาทาน (ความยึดติดยึดถือ) นำไปสู่ การสร้างระบบกรรม และ การกระทำร่วมกัน ความตั้งขึ้นของความเป็น (ภพ) เกิดภาวะสังคมรูปแบบต่างๆ (ชาติ) จึงเกิดขึ้น ที่นำไปสู่ การแย่งชิง การเบียดเบียน การขัดแย้ง ความเสื่อมสลาย.. สู่ความทุกข์ยากของคนในสังคมโดยรวม..

การอุบัติเกิดขึ้นของโลก... เมื่อจิตเข้าไปยึดถืออารมณ์ เกิดการรับรู้ในอารมณ์.. มีความรู้สึกพอใจ .. ไม่พอใจ หรือระหว่างกึ่งทั้งสอง และการเข้าไปเสวยรสของความรู้สึกนั้น (เวทนา) จึงทำให้เกิด ฉันทะ ราคะ นันทิ และตัณหา ขึ้น.. นั่นหมายถึง ความเป็นสัตว์ในกระแสจิตได้เกิดขึ้น ด้วยความสำคัญมั่นหมายว่า เป็นตัวเรา ของเรา ที่ส่งต่อไปสู่กระแสทุกข์.. จึงกล่าวว่า.. โลกจึงเกิดด้วยประการนี้!

ดังใน ทฤษฎีการเกิดโลกในพระพุทธศาสนา ที่อธิบายว่า โลกและจักรวาล ไม่มีจุดเริ่มต้นที่แน่ชัด แต่เป็น วัฏจักรของ เกิด ดับ.. แตกสลาย ชี้ให้เห็นความเป็นจริงว่า.. สภาวะแวดล้อมแปรเปลี่ยนไปตามกิเลสและพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต ภายใต้ คติ จิตสร้างโลก จึงเกิดกระบวนการกำเนิดและวิวัฒนาการของโลก โดยอ้างอิงหลักธรรมที่ปรากฏจุดเริ่มแนวคิดดังกล่าวใน ปาฏิกสูตร และขยายละเอียดใน อัคคัญญสูตร ซึ่งอธิบายว่า โลกและจักรวาล ไม่มีจุดเริ่มต้นที่แน่ชัด แต่เป็นวัฏจักรของการเกิด-ดับ-แตกสลาย โดยมี..

  • ช่วงโลกพินาศ (สังวัฏฏกัป) .. โลกม้วนเข้า โดยเมื่อโลกผ่านไปยาวนาน.. สมัยโลกและระบบจักรวาลถึงคราว พินาศ ด้วย ไฟ น้ำ ลม

- สัตว์โลกจึงย้ายที่อยู่ เพื่อหนีโลกาวินาศ โดยส่วนใหญ่จะไปอุบัติขึ้นในชั้น อาภัสสรพรหม ซึ่งเป็นพรหมชั้นสูง มีชีวิตด้วยปีติ.. มีแสงสว่างในตนเอง ล่องลอยไปในอากาศ

  • ต่อมาเข้าสู่ วิวัฏฏกัป.. ช่วงโลกอุบัติเกิดขึ้นใหม่ เรียกว่า โลกคลี่ออก.. โดยเมื่อเวลาผ่านไปนานๆ โลกเริ่มเย็นตัว และกลับตั้งขึ้นมาใหม่ โดยสภาวะเริ่มแรก โลกมีแต่นั้น พื้นโลกมีแต่น้ำ และมีความมืดมนอนธการ ยังไม่มีพระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาว..

เมื่อสัตว์พรหมจากอาภัสสรพรหมได้จุติ (ตาย) ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ในยุคแรก (มนุษย์ต้นกัป) ยังมีกายทิพย์ มีแสงสว่างจากกาย ไม่กินอาหารหยาบ

จนเข้าสู่สมัย ง้วนดินตั้งขึ้น เกิดภาวะแผ่นดินลอยเหนือน้ำ มีลักษณะคล้ายเนยใสเนยข้น มีกลิ่นหอมชวนลิ้มลอง.. จิตของสัตว์ที่จุติจากพรหมโลก มีความโลภขึ้นครอบงำ ได้นำนิ้วมือไปจิ้มง้วนดินมาลิ้นรส.. ความเสื่อม จึงอุบัติขึ้นในจิตของสัตว์เหล่านั้นในยุคแรก ด้วยเกิด ถูกใจ ชอบใจ เพลิดเพลิน ยินดีในรสชาติ.. จึงเกิด ตัณหา ขึ้น..

สิ่งที่แปรตามมา ได้แก่ อาหาร ที่เปลี่ยนไปตาม ตัณหา จากง้วนดินใน ยุคโลกคลี่ออก สู่กระเบียดดิน.. ข้าวสาลีไม่มีรำ ผลใหญ่.. ที่ส่งผลให้เกิดสภาพ เพศหญิง-ชาย ขึ้นมาปรากฏ แสดงสภาวะร่างกายที่หยาบขึ้น จึงเป็นสาเหตุนำไปสู่ การเสพเมถุน.. การสร้างบ้านครองเรือน.. การเสพวัตถุกามเป็นใหญ่.. จนเข้าสู่ ระบบสังคมของมนุษยชาติ ที่จะต้องมี สถาบันการปกครองทางสังคม ขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหา ความโลภของมนุษยชาติ ที่ดำเนินไปภายใต้อำนาจ มัจฉริยะ ความตระหนี่ถี่เหนียว ด้วยการมีการกักตุนทรัพยากรขึ้น.. จึงส่งผลที่ขัดแย้งกับกฎธรรมชาติ ส่งผลคืนกลับมนุษย์ด้วยการทำให้ทรัพยากรธรรมชาติแปรเปลี่ยน เสื่อมคุณภาพ.. และมีปริมาณจำกัด ไม่เพียงพอต่อความต้องการของมหาชน

..ที่เคยคำนึงว่า.. “มีไว้ มีใช้” กลายเป็น “มีไว้ครอบครอง”.. “พออยู่พอกิน” กลายเป็น “กินให้พอ” จึงต้องมีมากกว่า ดีกว่าคนอื่น.. ความริษยา มาควบคู่กับ มัจฉริยะ.. จึงเกิดขึ้นในจิตใจของสัตว์สังคมทั้งหลาย ที่มีความเกียจคร้านไหลเข้ามาควบคุมบนความสัมพันธ์กับ ถีนมิทธะ ก่อเกิดความไม่กระตือรือร้น ในสิ่งที่ควรทำ แต่อยากได้มาก โดยไม่อยากลงแรงอย่างถูกต้อง จึงเกิด พฤติกรรมทุจริต ฉ้อโกง คอร์รัปชัน ขึ้นมา

ระบบธรรมชาติ จึงแสดงผลตามเหตุ.. เมื่อทรัพยากรถูกใช้เกิน.. ทรัพยากรก็ต้องลดลง.. จนที่สุดนำไปสู่การประพฤติทุจริต.. เพื่อการได้มา จนกลายเป็นปัญหาสังคมในวันนี้.. ที่ทุกฝ่ายต้องศึกษา!!.

 

เจริญพร

dhamma_araya@hotmail.com

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นพ.สรณ ทำอะไรผิด จึงต้องหลุดจากกสทช วิบากกรรม ยังไม่จบ!.

การทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือกสทช.ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ไม่สามารถเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไปได้

จะแก้ไขโรคทุจริต .. ในสังคมได้อย่างไร!?

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีคำกล่าวว่า ..เธอจงระวังความคิดของเธอ เพราะความคิดจะกลายเป็นความประพฤติ.. เป็นนิสัย อุปนิสัย ที่กำหนดชะตาชีวิตของเธอ!

ระเบียบใหม่ตะวันออกกลาง อิหร่าน คือชาติมหาอำนาจ

สงครามตะวันออกกลางที่เป็นการสู้รบกันระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ถึงขณะนี้ก็ยังไม่แน่ชัดว่า หลังจากนี้ จะกลับมาเปิดฉากสู้รบ-ปะทะกันอย่างหนักอีกหรือไม่

ดร.เอนก เตือนสังคมศาสตร์ไทย ไร้รากเหง้า ระวังกลายเป็น 'ศาสตร์ไร้จิตวิญญาณ'

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ชวนสังคมศาสตร์ไทยกลับมาศึกษารากเหง้าตัวเอง ชี้ใช้ทฤษฎีตะวันตกได้ แต่ต้องรู้ประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม-ภูมิปัญญาไทยให้พอกัน เตือนหากเอาแต่เป็