
“เชื่อใจคนนี้ เขาทำจริง”
เราได้ยินคำพูดแบบนี้อยู่เสมอเป็นเหตุผลที่คนไทยเลือกบริจาค และส่วนใหญ่ก็จริงค่ะ
สังคมไทยมีคนจำนวนมากที่ทุ่มเทช่วยเหลือคนอื่นจริงๆ มีพระที่ดูแลเงินวัดอย่างระมัดระวัง มีคนทำงานภาคสังคมที่ใช้เงินทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่า และมีอาสาสมัครที่ทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน หลายคนทำงานได้เร็ว และเข้าถึงคนเดือดร้อนในจุดที่หน่วยงานภาครัฐเข้าไปไม่ถึงด้วยซ้ำ
ความเชื่อใจในตัวบุคคลจึงไม่ใช่เรื่องผิด และเป็นพลังสำคัญของการให้ในสังคมไทย
แต่ข่าวสองเรื่องในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาทำให้ดิฉันกลับมาคิดเรื่องนี้จริงจังอีกครั้ง
เรื่องแรก ตำรวจตั้งข้อกล่าวหาว่าเจ้าอาวาสวัดดังแห่งหนึ่งร่วมกับผู้ใกล้ชิดยักยอกเงินวัดกว่า 92 ล้านบาท ในจำนวนนี้ ตำรวจระบุว่ามีใบอนุโมทนาบัตรมูลค่า 89 ล้านบาทที่อ้างว่าเก็บไว้บำรุงวัด แต่เมื่อตรวจบัญชีกลับไม่พบเงินก้อนนี้ คำถามเชิงระบบคือ เหตุใดระบบบัญชี การรับเงิน และการตรวจสอบภายในจึงไม่สามารถทำให้ความผิดปกติถูกตรวจพบได้เร็วกว่านี้
อีกเรื่องเป็นดราม่าในโลกออนไลน์ มีการยื่นหนังสือให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบเส้นทางเงินบริจาคของมูลนิธิที่ก่อตั้งโดยผู้มีชื่อเสียงด้านงานช่วยเหลือสังคม ขณะที่ฝั่งมูลนิธิยืนยันว่ายื่นเอกสารครบถ้วนตามกำหนดและปฏิบัติงานโดยสุจริต ไม่ว่าสุดท้ายข้อเท็จจริงจะออกมาอย่างไร สิ่งที่เราเห็นคือผู้คนจำนวนมากต้องถกเถียงกันผ่านความรู้สึก ชื่อเสียง และภาพลักษณ์ เพราะประชาชนทั่วไปยังไม่สามารถเปิดดูข้อมูลและหลักฐานประกอบได้ด้วยตัวเอง ต่อให้ผู้ถูกตั้งคำถามสุจริตทุกประการ หนทางพิสูจน์ตัวเองจึงมีเพียงการแถลงผ่านสื่อ และการถกเถียงในโลกออนไลน์
จากประสบการณ์สิบกว่าปีที่ดิฉันทำงานระดมทุนเพื่อสังคมทำให้ได้เห็นว่า ความเชื่อใจอย่างเดียวไม่เพียงพอ ไม่มีใครควรต้องแบกความไว้วางใจของคนจำนวนมากไว้ด้วยชื่อเสียงของตัวเองเพียงคนเดียว แต่การมีระบบจัดการที่ดี โปร่งใส ตรวจสอบได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญให้การทำดีดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน เลยอยากใช้ข่าวทั้งสองเรื่องนี้ชวนเราตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะออกแบบระบบอย่างไร ให้ไม่ต้องรอจนเกิดข้อสงสัยแล้วค่อยถามว่าเงินบริจาคหายไปไหน หรือถูกใช้ไปอย่างไร
เมื่อองค์กรโตเร็วกว่าระบบ
องค์กรเพื่อสังคมจำนวนมากเริ่มต้นคล้ายกัน คนสองสามคนเห็นปัญหา อยากช่วย แล้วลงมือทำ ช่วงแรกเงินอาจมีเพียงหลักหมื่น คนรับเงินกับคนจ่ายเงินอาจเป็นคนเดียวกัน ซื้อของจากคนรู้จัก ทำบัญชีเท่าที่จำเป็น และทุกคนรู้จักกันหมด ซึ่งมันทำงานได้ จนกระทั่งองค์กรประสบความสำเร็จ
จากหลักหมื่นเป็นหลักล้าน จากหลักล้านเป็นสิบล้าน จากผู้บริจาคหลักสิบกลายเป็นพันเป็นหมื่นคน สิ่งที่เคยเป็น “ความคล่องตัว” ก็อาจกลายเป็น “ความเสี่ยง” โดยไม่มีใครตั้งใจ
ปัญหาจึงไม่ได้เกิดเฉพาะเมื่อมีคนไม่ดีเข้ามา บ่อยครั้งเกิดเพราะ องค์กรโตเร็วกว่าระบบ วัดที่มีวัตถุมงคลยอดนิยม มูลนิธิที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก หรือแพลตฟอร์มที่ระดมทุนได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ล้วนเจอโจทย์เดียวกัน คือเงินและความศรัทธาไหลเข้ามาเร็วกว่าที่ระบบภายในจะตามทัน
บทเรียนจากแพลตฟอร์มการให้
ตอนเริ่มทำเทใจ นอกจากหน้าที่หลักของแพลตฟอร์มระดมทุนคือทำให้คนที่อยากช่วยเจอกับโครงการที่ต้องการทรัพยากร ทำให้การให้เป็นเรื่องง่าย หนึ่งร้อยบาทก็มีส่วนร่วมได้ อีกเรื่องที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้กัน และเป็นงานที่ยากกว่าการหาเงินคือ การดูแลความไว้วางใจ
ผู้บริจาคไม่ได้มอบแค่เงินให้เรา เขามอบความเชื่อใจมาด้วย และทันทีที่เราเป็นตัวกลางของความเชื่อใจนั้น เราต้องทำมากกว่าเปิดช่องทางรับเงิน ตั้งแต่ตรวจสอบว่าองค์กรและโครงการมีตัวตนจริงหรือไม่ ดูวัตถุประสงค์และงบประมาณก่อนเปิดระดมทุน ไปจนถึงติดตามว่าเมื่อได้รับเงินแล้ว โครงการทำอะไรและเกิดผลอย่างไร
แน่นอนว่าไม่มีระบบไหนรับประกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะไม่มีการทุจริตหรือความผิดพลาด แต่ระบบที่ดีควรทำให้การใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ยากขึ้น เห็นความผิดปกติเร็วขึ้น และที่สำคัญ ทำให้องค์กรที่สุจริตไม่ต้องใช้ชื่อเสียงของใครคนหนึ่งเป็นหลักประกันเพียงอย่างเดียว
ดิฉันจึงมองว่าการระดมทุนไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐานอำนวยความสะดวกในการผ่านเงิน แต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานของความไว้วางใจ
อีกเรื่องที่เรียนรู้จากการทำงานกับองค์กรเล็กๆ คือ หลายองค์กรไม่ได้ตั้งใจปิดบังอะไรเลย แต่ไม่มีเครื่องมือ ไม่มีคนทำบัญชี ไม่มีแม่แบบรายงาน หรือไม่รู้ว่าควรเปิดเผยอะไรแค่ไหน ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล (PPGG) จัดหลักสูตรการบริหารองค์กรไม่แสวงหากำไรตามหลักธรรมาภิบาลสำหรับประธาน กรรมการ และผู้บริหารองค์กร เพราะถ้าเราอยากให้องค์กรโปร่งใส เราก็ต้องทำให้เขามีความรู้ และความสามารถที่จะโปร่งใสได้ด้วย
กฎมีแล้ว แต่การเข้าถึงข้อมูลยังจำกัด
ข่าวดีคือประเทศไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ค่ะ
ในกรณีวัด มติมหาเถรสมาคมที่มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 กำหนดให้วัดทั่วประเทศกว่า 44,000 แห่งจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และรายงานเงินคงเหลือต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติภายในวันที่ 20 มกราคมของทุกปี พร้อมแนวปฏิบัติเรื่องการถอนเงินและผู้ลงนามหลายคน และกระทรวงการคลังก็กำหนดให้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 การบริจาคให้วัด มูลนิธิ และองค์กรสาธารณกุศลที่ผู้บริจาคต้องการนำไปลดหย่อนภาษี ต้องทำผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร เพื่อให้ข้อมูลการบริจาคถูกบันทึกในระบบดิจิทัล ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นทิศทางที่ควรสนับสนุน
แต่ข้อมูลที่ส่งให้หน่วยงานกำกับ กับข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงและใช้ตรวจสอบได้ ยังไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และนั่นคือโจทย์ต่อไปของสังคมไทย
หลักคิดควรง่ายมาก คือ ยิ่งรับทรัพยากรจากสาธารณะมาก ยิ่งต้องรับผิดรับชอบต่อสาธารณะมาก และหลักเดียวกันนี้ควรใช้กับวัด มูลนิธิ สมาคม องค์กรสาธารณประโยชน์ ตลอดจนกลไกอื่นที่ระดมเงินจำนวนมากจากประชาชน
“โครงสร้างพื้นฐานธรรมาภิบาล” ควรหน้าตาเป็นอย่างไร
สำหรับดิฉัน ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการตั้งหน่วยงานใหม่หรือออกกฎเพิ่มเสมอไป แต่อาจเริ่มจากทำให้กติกา ข้อมูล และเทคโนโลยีที่มีอยู่ ช่วยให้การตรวจสอบเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องรอให้เกิดเรื่องก่อน อย่างน้อยมีสี่เรื่องที่ทำได้
- ค้นได้ในไม่กี่นาที: ประชาชนควรค้นชื่อวัดหรือองค์กรรับบริจาค แล้วเห็นว่าใครเป็นกรรมการ รายรับรายจ่ายเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้สอบบัญชี และมีรายงานประจำปีหรือไม่ ข้อมูลควรอยู่ในรูปแบบที่สื่อ นักวิจัย หรือภาคประชาสังคมนำไปวิเคราะห์ต่อได้
- ตามรอยเงินได้: เงินควรเข้าบัญชีขององค์กร ไม่ใช่บัญชีบุคคล รายได้จากวัตถุมงคลหรือสินค้าควรติดตามได้ว่ามีต้นทุนเท่าไร รายได้สุทธิกลับสู่องค์กรอย่างไร และหากมีธุรกรรมกับบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องก็ควรเปิดเผย การมีความสัมพันธ์ไม่ได้แปลว่าผิด แต่ประชาชนควรมีสิทธิรู้
- เข้มตามขนาดและความเสี่ยง: วัดเล็กในชนบทไม่ควรต้องแบกภาระเท่ากับองค์กรที่มีเงินหมุนเวียนหลายร้อยล้านบาท ขณะเดียวกันองค์กรเล็กควรได้รับเครื่องมือ แม่แบบ และการอบรมที่ช่วยให้ทำตามกติกาได้จริง เพราะกฎที่ทำตามยากเกินไป สุดท้ายก็ไม่มีใครทำตาม
- ถามแล้วต้องตอบ: ควรมีช่องทางร้องเรียนที่ชัดเจน การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และระบบที่ช่วยมองหาความผิดปกติล่วงหน้า สำหรับดิฉัน ความรับผิดรับชอบไม่ได้จบที่ “ฉันเปิดข้อมูลแล้ว” แต่รวมถึง “เมื่อคุณถาม ฉันมีหน้าที่ตอบ”
จังหวะที่ดีสำหรับประเทศไทย
เรื่องการเปิดเผยข้อมูลเอง เป็นทิศทางที่ประเทศไทยกำลังเดินจากการเข้าเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (OGP) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมาและกำลังจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติฉบับแรก
หลักคิดของ Open Government ที่ดิฉันชอบมากคือ ประชาชนไม่ควรต้องเชื่อคำบอกเล่าของรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ควรเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบได้ ถ้าเงินภาษีควรตรวจสอบได้เพราะเป็นทรัพยากรของประชาชน ดิฉันคิดว่าเงินที่ประชาชนมอบให้ด้วยความศรัทธาเพื่อประโยชน์สาธารณะก็ควรได้รับการดูแลด้วยหลักธรรมาภิบาลเช่นกัน จึงอยากชวนสังคมไทยขับเคลื่อน “ธรรมาภิบาลของการให้” ไปพร้อมกันเลย
ตรวจสอบ ไม่ได้แปลว่าไม่เชื่อ ไม่ไว้ใจ
เวลาพูดเรื่องนี้ คำถามหนึ่งที่มักตามมาคือ ถ้าเราเชื่อใจเขาอยู่แล้ว ทำไมต้องตรวจสอบ ดิฉันคิดว่าจริงๆ แล้วสองเรื่องนี้ไม่ขัดกันเลย เราเชื่อใจคนที่ลงมือช่วยเหลือสังคมได้ และยังอยากรู้ว่าเงินถูกใช้ไปอย่างไรได้ เราศรัทธาพระได้ และขอดูบัญชีวัดได้ เราบริจาคให้มูลนิธิที่เรารักได้ และคาดหวังรายงานทางการเงินที่ชัดเจนได้
การตรวจสอบไม่ได้มีไว้สำหรับจับคนไม่ดีอย่างเดียว ระบบที่ดีช่วยปกป้องคนดีด้วย เพราะวันที่มีคนตั้งคำถาม เขาไม่จำเป็นต้องตอบว่า “เชื่อใจผม ผมช่วยจริง” แต่สามารถตอบได้ว่า “ไม่ต้องเชื่อผมอย่างเดียว ดูข้อมูลได้เลย”
สังคมไทยมีคนเก่งและคนใจดีจำนวนมาก เวลาเกิดปัญหา เรามักมองหาคนที่รู้ว่า “คนนี้เอาอยู่” เวลาอยากบริจาค เราก็มองหาคนที่เราเชื่อว่า “ถึงแน่” คนเหล่านี้มีคุณค่ามาก และหลายครั้งทำสิ่งที่ระบบปกติทำไม่ได้ ซึ่งดิฉันไม่ได้อยากให้เรามีคนแบบนี้น้อยลงเลย ตรงกันข้าม อยากให้มีมากขึ้น แต่ถ้าการช่วยเหลือสังคมต้องพึ่งคนที่เราเชื่อใจเป็นคนๆ ไปตลอด มันก็เปราะบาง เพราะคนเหนื่อยได้ ผิดพลาดได้ เปลี่ยนไปได้ และวันหนึ่งก็ต้องจากไป
ทุกครั้งที่เกิดดราม่าเรื่องเงินบริจาค เรามักจะกลับวงจรคล้ายๆเดิม คือ เชื่อใจ บริจาค เกิดข้อสงสัย ผิดหวัง เรียกร้องให้ตรวจสอบ แล้วไม่นานก็พบคนใหม่ที่เรารู้สึกว่าไว้ใจได้ และเริ่มกันใหม่
สิ่งที่ดิฉันกลัวที่สุดจึงไม่ใช่เพียงเงินที่อาจถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ แต่คือวันที่คนธรรมดาสรุปว่า “งั้นต่อไปไม่บริจาคแล้ว” เพราะสังคมไทยยังต้องการพลังของคนธรรมดาที่พร้อมช่วยกัน หนึ่งร้อยบาท หนึ่งพันบาท จากคนจำนวนมาก คำตอบจึงไม่ใช่การบอกให้คนเชื่อใจน้อยลง แต่คือ สร้างระบบที่ทำให้ความเชื่อใจนั้นไม่ต้องเสี่ยงเกินความจำเป็น
เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างศรัทธากับการตรวจสอบ คำถามจึงไม่ใช่ “ถ้าไว้ใจกันแล้ว ทำไมต้องตรวจสอบ” แต่เป็น “ถ้าอยากให้คนยังเชื่อใจและช่วยกันต่อไป เราจะทำให้ความไว้วางใจนั้นตรวจสอบได้อย่างไร” เพราะท้ายที่สุดแล้ว
ศรัทธาทำให้คนอยากให้ แต่ธรรมาภิบาลทำให้คนกล้าให้ต่อไป
บทความคอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ วันพุธที่ 23 กันยายน 2569
เอด้า จิราไพศาลกุล
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยกระดับธรรมาภิบาลไทยอย่างไร: เมื่อผู้มีส่วนได้เสียไม่มีทางเลือก
กฎ กติกา ที่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาล ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำงบการเงินที่ผ่านการสอบทานหรือสอบบัญชี การเปิดเผยสารสนเทศสำคัญต่อตลาดหลักทรัพย์ ฯลฯ แบบรายงาน 56-1 One Report
คาถาสูงวัยอย่างเป็นไทเรื่องเงิน
ในสังคมสูงวัยเราต้องทำอย่างไรถึงจะเป็นไททางการเงิน วันนี้มาชวนพวกเราที่ใกล้เกษียณ อายุ 50-60 หรือเกษียณแล้วช่วยกันคิด และชวนคนในครอบครัวเรามาร่วมคิดด้วย

