เพิ่มขีดความสามารถให้วิสาหกิจชุมชนผ่านแนวทางปฏิบัติทางบัญชีที่ใส่ใจบริบททางวัฒนธรรม

ด้วยประเทศไทยมีชุมชนในระดับรากหญ้าอยู่จำนวนมากที่มีการรวมตัวกันใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นในการประกอบธุรกิจ ซึ่งขนาดธุรกิจยังมีขนาดที่เล็กมากไม่ถึงขนาดวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และด้วยจำนวนชุมชนที่มีอยู่อย่างมากทั่วประเทศ กิจการของชุมชนเหล่านี้สามารถช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศได้ในระดับหนึ่ง รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนกิจการของชุมชนให้สามารถใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างรายได้ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชน ซึ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจชุมชนมีความเข้มแข็ง และสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นหน่วยธุรกิจที่สูงขึ้นได้  

จึงอาจกล่าวได้ว่า วิสาหกิจชุมชน คือ กิจการของชุมชนที่จัดตั้งขึ้นโดยการรวมตัวของสมาชิกในชุมชนโดยสมัครใจ มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการทุนของชุมชนให้เกิดรายได้และให้สมาชิกสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างสร้างสรรค์ ผ่านการผลิตสินค้า จำหน่ายสินค้า หรือให้บริการต่างๆ 

หลังจากที่รัฐบาลออกพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2562 เพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 ให้เกิดความชัดเจนและอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน ในปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตร รายงานสถิติการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ว่า มีวิสาหกิจชุมชนได้รับอนุมัติจดทะเบียนทั่วประเทศรวมกว่า 80,000 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ต่อปีกว่า 2.55 หมื่นล้านบาท ดังนั้น วิสาหกิจชุมชนจึงถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับฐานรากของประเทศให้เข้มแข็ง 

แต่จะทำอย่างไร ให้วิสาหกิจชุมชนบริหารจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน วิสาหกิจชุมชนก็เหมือนองค์กรประเภทอื่นๆ ที่ต้องการเครื่องมือที่จะช่วยในการจัดการการเงิน แสดงความโปร่งใส ปฏิบัติตามกฎระเบียบ มีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย และตัดสินใจอย่างชาญฉลาด ซึ่งการทำบัญชีและการควบคุมภายในเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่วิสาหกิจชุมชนต้องทำตามข้อบังคับของกฎหมายการจัดตั้ง และจะทำให้กิจการรู้สถานการณ์การเงินของตนเอง และป้องกันไม่ได้เกิดการทุจริต ทำให้การดำเนินการของกลุ่มมีความโปร่งใส แต่ทว่าวิสาหกิจหลายแห่งยังไม่ได้รับประโยชน์ตามที่ควรจะเป็น 

ซึ่งการศึกษาหลายงานศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการจัดทำบัญชีของกลุ่มวิสาหกิจ และพบว่า ปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจด้านการทำบัญชีเป็นปัญหาที่พบมากที่สุด ถึงแม้จะได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากภาครัฐในการจัดอบรม ถ่ายทอดความรู้และจัดทำคู่มือบัญชีต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถนำมาปรับใช้งานได้ เนื่องจากคู่มือปัญชีของแต่ละหน่วยงานมีความแตกต่าง และไม่ตรงกับการใช้งาน และในขณะที่บางกลุ่มวิสาหกิจที่มีความพร้อมด้านเงินทุนก็ได้แก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการจ้างบริษัทบัญชีในการจัดทำบัญชี แต่ก็เกิดปัญหาการแสดงรายรับ-จ่ายไม่ตรงความจริงบ้าง เนื่องด้วยยังต้องการอาศัยการหลักฐานทางการเงินต่างๆ ที่ในบางครั้งก็เกิดปัญหาสูญหาย อีกทั้งกลุ่มก็ประสบปัญหาด้านความล่าช้าของการได้รับรายงานกำไร-ขาดทุนทำให้วางแผนได้ไม่ทันถ่วงทีบ้าง จึงถือว่ายังคงไม่เป็นไปตามที่วิสาหกิจคาดหวัง ประกอบกับปัญหาด้านเอกสารและวิธีการทางบัญชีที่วิสาหกิจชุมชนที่ผู้ทำบัญชีมักจะประสบปัญหาการมีเอกสารทางบัญชีมากเกินความจำเป็นและมีปัญหาด้านการจัดเก็บหลักฐานทางการเงิน อีกทั้งปัญหาดังกล่าวยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น การจัดทำงบ หรือการตรวจสอบซึ่งสะท้อนว่าขาดการควบคุมภายในที่ดี วิสาหกิจชุมชนมักจะจดบันทึกเพียงรายรับ-รายจ่าย ประกอบกับขาดกฏเกณฑ์ทำให้เกิดการละเลยการจัดทำบัญชีการเงิน ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการจัดทำบัญชี  อีกทั้งวิสาหกิจชุมชนส่วนใหญ่มักเจอปัญหาไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ภายหลังจากได้รับการสนับสนุนของหน่วยงานรัฐ 

จากปัญหาข้างต้น หากเรามองลึกเข้าไปท่ามกลางปัญหา แท้จริงแล้ววิสาหกิจชุมชนไม่ได้ไม่ให้ความสำคัญกับการจัดทำบัญชีตามที่ภาครัฐกำหนด แต่เลือกใช้วิธีการจัดทำบัญชีหรือการจัดการเงินด้วยวิธีอื่น ด้วยลักษณะที่ไม่เป็นทางการของกลุ่ม จึงทำให้ขาดทรัพยากรที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดทำบัญชีที่ซับซ้อน กลุ่มจึงเลือกวิธีการบันทึกบัญชีที่ง่ายกว่าซึ่งเหมาะสมกับขนาดและการใช้งาน เช่นการบบันทึกรายรับ-รายจ่ายในสมุดบันทึกเพียงเล่มเดียว ทั้งยังขาดเงินทุนในการลงทุนในซอฟแวร์บัญชีที่ซับซ้อนหรือจ้างนักบัญชีมืออาชีพ อีกทั้งบริบททางวัฒนธรรมที่ไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติทางบัญชีแบบดั้งเดิม เช่น การติดตามทวงหนี้ กลุ่มอาจมีวิธีการทวงหนี้โดยใช้วิธีการทางสังคมในการติดตาม โดยไม่ต้องส่งหนังสือทวงหนี้ เป็นต้น นอกจากนี้ ด้วยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นภายในชุมชนที่มักจะสร้างจากความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การทำบัญชีอย่างเป็นทางการจึงดูเหมือนไม่จำเป็น เมื่อทุกคนในชุมชนรับรู้ถึงการมีส่วนร่วมและกิจกรรมของกันและกัน กลุ่มจึงเน้นทำกิจกรรมหลักที่มีผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นลำดับต้นและ และการทำบัญชีจึงถูกจัดเป็นกิจกรรมลำดับท้ายๆ 

จากที่กล่าวมาข้างต้น ถึงอย่างไรวิสาหกิจชุมชนก็จำเป็นต้องจัดทำบัญชีเพื่อความโปร่งใส ป้องกันการทุจริต และใช้เพื่อการตัดสินใจ การส่งเสริมให้วิสาหกิจชุมชนนำแนวปฏิบัติทางบัญชีมาใช้ ต้องใช้วิธีการที่รอบคอบและละเอียดอ่อนต่อวัฒนธรรม ช่วยให้วิสาหกิจชุมชนเห็นคุณค่าในการใช้แนวทางปฏิบัติทางบัญชี 

1) อาจเริ่มจากการให้ความรู้แก่สมาชิกในชุมชนเกี่ยวกับประโยชน์ของการทำบัญชีช่วยให้พวกเขาเข้าใจว่าการทำบัญชีที่เหมาะสมสามารถนำไปสู่การตัดสินใจทางการเงินที่ดีขึ้น ความโปร่งใส และความยั่งยืนได้อย่างไร แบ่งปันตัวอย่างจริงที่มีจัดทำบัญชีภายในวิสาหกิจชุมชน เน้นเรื่องราวความสำเร็จที่การจัดการทางการเงินที่ดีขึ้นนำไปสู่ความมั่นคง และการเติบโตที่เพิ่มขึ้น ความโปร่งใสทางการเงินที่ดีขึ้นสำหรับสมาชิก และโอกาสในการระดมทุนที่ดีขึ้น

2) ปรับแนวปฏิบัติทางบัญชีให้สอดคล้องกับคุณค่าทางวัฒนธรรมและบริบทของชุมชนเพื่อให้แน่ใจว่าชุมชนเห็นความเกี่ยวข้องของการบัญชีภายในกรอบการทำงานที่มีอยู่ 

3) เน้นวิธีการบัญชีที่เรียบง่ายและใช้งานได้จริงซึ่งไม่ทำให้กระบวนการที่มีอยู่ของชุมชนมากเกินไปหรือซับซ้อน แสดงให้เห็นว่าการบัญชีสามารถช่วยให้วิสาหกิจชุมชนจัดการทรัพยากรได้ดีขึ้นและบรรลุเป้าหมายด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร 

4) ให้ผู้นำชุมชนที่น่าเชื่อถือสร้างการมีส่วนร่วมกับสมาชิก และสนับสนุนการนำแนวปฏิบัติทางบัญชีมาใช้ ผู้คนมักจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงเมื่อได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่พวกเขาไว้วางใจ

5) แนะนำซอฟต์แวร์บัญชีที่เรียบง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้หรือเครื่องมือที่สามารถลดความซับซ้อนของการเก็บบันทึกและการรายงานทางการเงิน

6) กระบวนการในการปรับต้องทำแบบค่อนเป็นค่อยไป เริ่มต้นด้วยขั้นตอนเล็กๆ เช่น การใช้แนวทางปฏิบัติในการเก็บบันทึกขั้นพื้นฐาน และค่อยๆ แนะนำแนวคิดการบัญชีขั้นสูงมากขึ้นเมื่อชุมชนเริ่มคุ้นเคย ให้การสนับสนุน ให้คำปรึกษา และคำแนะนำอย่างต่อเนื่องในขณะที่วิสาหกิจชุมชนนำมาใช้และรวมแนวปฏิบัติทางบัญชีเข้ากับการดำเนินงานของพวกเขา

สุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลย 7) องค์กรพัฒนาเอกชนในท้องถิ่น หน่วยงานพัฒนา หรือสถาบันต่างๆ จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมให้การสนับสนุนและทรัพยากรสำหรับการดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติทางบัญชีอย่างต่อเนื่อง

โปรดระลึกเสมอว่า การใช้งานที่ประสบความสำเร็จนั้นมักจะต้องใช้ความอดทนและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสถานการณ์เฉพาะของชุมชน เป้าหมายคือการช่วยให้วิสาหกิจชุมชนเห็นว่าการบัญชีสามารถช่วยให้พวกเขาบรรลุวัตถุประสงค์ทางสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร

อ้างอิง

กองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร.(2562). คู่มือการดำเนินกิจการวิสาหกิจชุมชน.ค้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562, จาก http://www.sceb.doae.go.th/Documents/SKC/wCE.pdf

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.). (2563). รายงานสถานการณ์ SME ปี 2562

https://www.sme.go.th/upload/mod_download/download-20190909095851.pdf

SME Update. (2562). วิสาหกิจชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก. https://www.bangkokbanksme.com/en/community-otop

ขวัญชนก ห่านนิมิตกุลชัย .(2556). แนวปฏิบัติและปัญหาในการจัดทำบัญชีของผู้ทำบัญชีวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดสกลนคร. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

สรัชนุช บุญวุฒิ. (2558). ปัญหาและรูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลของระบบบัญชี สำหรับวิสาหกิจชุมชน : กลุ่มผู้ผลิตข้าวแต๋น บ้านหนองหล่าย อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง. รายงานสืบเนื่องการประชุมทางวิชาการและเสนอผลงานทาวิจัยระดับชาติและนานาชาติมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรครั้งที่ 15, 161–172.

เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ สําหรับ
ดร ปวีนา กองจันทร์

คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ตอกย้ำหนุนเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs ปทุมธานี จัดงาน “ช้อปอย่างมีสไตล์ รายได้เพื่อชุมชน”

เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ศูนย์การค้าในเ ครือเอ็ม บี เค ตอกย้ำแนวคิดการสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมร่วมขับเคลื่อนผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดปทุมธานี

มะม่วงหิมพานต์กับปาฏิหาริย์เรื่องราวแห่งแรงใจจากบ้านหาดไก่ต้อย จังหวัดอุตรดิตถ์

เรื่องราวของ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านหาดไก่ต้อย จังหวัดอุตรดิตถ์ คือบทพิสูจน์ชั้นดีว่า “ความไม่ยอมแพ้” สามารถเปลี่ยนผืนดินที่แห้งแล้งให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้