ทศวรรษนานาชาติแห่งวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ความยั่งยืนเป็นเรื่องที่รณรงค์กันมายาวนานต่อเนื่อง…และจะยังคงต้องรณรงค์กันต่อไป และ…วิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นเรื่องที่จะต้องรณรงค์คู่ขนานกันกับการพัฒนา

ความท้าทายของปัญหาระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของโลกและส่งผลกระทบกับนานาประเทศมีปรากฏให้เห็นต่อเนื่อง และจะยังคงเป็นสิ่งที่ท้าทายศักยภาพของมนุษย์ในการเอาชนะความท้าทายต่างๆ ทั้งหลาย ซึ่งต้องการความร่วมมือทั้งในระดับบุคคล ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก 

การต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เป็นปัญหาระดับโลก เป็นกรณีตัวอย่างของความร่วมมือในการเอาชนะความท้าทายระดับโลกที่เกิดขึ้นในระดับท้องถิ่นทั่วโลก ความร่วมมือเกิดขึ้นทั้งในระดับบุคคล ระดับสังคม ระดับประเทศ และระดับโลก 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่ส่งผลกระทบเป็นวิกฤตนานัปการต่อความยั่งยืนของโลก ก็เป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องการความร่วมมือทั้งในระดับบุคคล ระดับสังคม ระดับประเทศและระดับโลก โดยเฉพาะความร่วมมือในการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ 

การพัฒนาที่ยั่งยืนที่ดำเนินการทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลกจึงเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อปีค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) ประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ 193 ประเทศได้รับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 (Agenda 2030 หรือ Global Goals) อันเป็นพันธะสัญญาที่เรียกว่า “Transforming Our World: The 2030 Agenda for Sustainable Development”  โดยกำหนดช่วงระยะเวลาที่ต้องการบรรลุผลสัมฤทธิ์ต่อเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย (SDGs) ไว้ภายใน 15 ปี (ปี ค.ศ. 2030) และประเทศสมาชิกทุกประเทศต้องร่วมกันดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย เพื่อเป็นการร่วมกันสร้างสรรค์โลกที่อยู่ร่วมกันนี้ให้ดีขึ้น มีความยั่งยืนในปัจจุบัน และเป็นโลกที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นที่ตามมา 

วิทยาศาสตร์ คือ แก่นของการพัฒนาที่ยั่งยืน:

วิทยาศาสตร์ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกเป้าหมายของ SDGs 

วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์สาเหตุและต้นตอของความท้าทายในระดับโลกและระดับท้องถิ่น เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนทรัพยากร การแพร่ระบาดของโรค และเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ                   

วิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการคาดการณ์ล่วงหน้าความท้าทายที่จะเกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้น จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยป้องกันและรับมือความท้าทาย เช่น การคาดการณ์และการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบในระดับท้องถิ่น เช่น วิกฤตการณ์ของภัยพิบัติทางธรรมชาติ และวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือช่วยปรับฟื้นฟูจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ต่างๆ ในระยะเวลาที่สั้นหรือรวดเร็ว 

วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน การผลิตวัสดุเพื่อความยั่งยืน การสร้างสมรรถนะในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงก้าวหน้าในอาชีพการงาน

 วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานสู่การพัฒนาความก้าวหน้าที่ยั่งยืน เช่น การพัฒนาความก้าวหน้าทางการแพทย์ การพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืน การพัฒนาเพื่อความมั่นคงทางอาหารจากข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติที่มีให้

วิทยาศาสตร์จากการวิเคราะห์และเรียนรู้บทเรียนในอดีต นำสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 

โดยความร่วมมือและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ระดับท้องถิ่นและระดับโลก เป็นยุทธศาสตร์ที่นำสู่การพัฒนาที่ตอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 

ทั้งนี้ การทำให้คนมีเจตคติต่อการเรียนรู้ การรู้และการใช้วิทยาศาสตร์ การมีวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งยูเนสโกได้ส่งเสริมวิทยาศาสตร์เพื่อทุกคน (Fostering Science for All, UNESCO 2024)

ทศวรรษนานาชาติแห่งวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน:

2024-2033 International Decade of Science for Sustainable Development (UNESCO 2024)

จากข้อมูลการประเมินสถานะการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย (SDGs) แสดงให้เห็นว่า การดำเนินการของประเทศต่างๆ ยังห่างจากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(SDGs)ที่ต้องการให้บรรลุเป้าหมายภายในปี ค.ศ. 2030 (Agenda 2030) โดยมีเพียงบางประเทศและมีเพียงบางเป้าหมายของ SDGs เท่านั้นที่มีการดำเนินการใกล้ผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และการดำเนินการที่จะบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายของ SDGsได้ ประเทศต่างๆ อาจจำเป็นต้องเร่งระดับของการพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นหลายเท่าจากที่ได้ดำเนินการมาและที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และพยายามไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส อันเป็นเป้าหมายตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) ปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) (UNFCCC COP21)

แม้นว่าวิทยาศาสตร์มีความสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังเช่น การใช้วิทยาศาสตร์เพื่อช่วยลดการสูญเสีย การใช้วิทยาศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้วิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาวัสดุใหม่เพื่อความยั่งยืน แต่รายงานทางวิทยาศาสตร์ของยูเนสโกปี 2021 ให้ข้อมูลว่า วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับความยั่งยืนไม่ได้จัดอยู่ในลำดับที่มีความสำคัญในการดำเนินงานวิจัยระดับโลก ดังเช่น มีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพียง 0.03% ที่มุ่งเน้นทางเลือกอื่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทนพลาสติก  มีงานวิจัยเพียง 0.02% ที่มุ่งเน้นพืชผลที่คงทนต่อสภาพอากาศ  (Science for All, UNESCO 2024)   

        การส่งเสริมวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นวาระเร่งด่วนของการพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 2023 (พ.ศ. 2566) สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาติได้ประกาศให้ปี ค.ศ. 2024-2033 เป็น “International Decade of Sciences for Sustainable Development” อันเป็นทศวรรษที่จะสร้างโอกาสพิเศษสำหรับมนุษยชาติที่จะใช้พลังทางวิทยาศาสตร์เพื่อความก้าวหน้าในการพัฒนาที่ยั่งยืน และในการสร้างอนาคตที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และปลอดภัย สำหรับทุกคน

การประกาศทศวรรษแห่งวิทยาศาสตร์เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน มีเป้าหมายสำคัญที่จะสร้างวัฒนธรรมทางวิทยาศาสตร์ที่ทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันในการมีส่วนร่วมและการได้ประโยชน์ใน 5 ประเด็นที่สำคัญ คือ 1) การสร้างสังคมโลกที่มีความรับผิดชอบในการตัดสินใจและปฏิบัติ บนฐานของการรู้วิทยาศาสตร์มากขึ้น 2) การสร้าง/ผลิตองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีการใช้ประโยชน์ เพื่อบรรลุความก้าวหน้าในเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน 3) การสร้างความก้าวหน้าในวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่มีการสร้างองค์ความรู้ใหม่จากข้อริเริ่มทางงานวิจัยที่มีความร่วมมือระดับโลก 4) การให้วิทยาการและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เข้าถึงได้อย่างกว้างขวางและมีความเสมอภาคในการเข้าถึง ทั้งในด้านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และการเข้าถึงองค์ความรู้ 5) การปรับเปลี่ยนระบบนวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ระดับประเทศให้ตอบสนองความต้องการของวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับสังคม

ทศวรรษนานาชาติแห่งวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีวิสัยทัศน์(vision)ที่จะพัฒนาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์เพื่อโลกที่มีความยั่งยืน ทุกคนเข้าถึงได้ 

ทศวรรษนานาชาติแห่งวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีพันธกิจ(mission) ที่จะทำให้ผู้มีบทบาททางสังคมมีส่วนร่วมในการสร้างความก้าวหน้าให้กับงานทางด้านวิทยาศาสตร์ และทุกคนเข้าถึงและได้รับประโยชน์จากวิทยาศาสตร์อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ทศวรรษนานาชาติแห่งวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบทางวิทยาศาสตร์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมมากขึ้น การดำเนินการมีความสม่ำเสมอต่อเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน ระบบมีความยืดหยุ่นที่ปรับได้ในสถานการณ์ที่เผชิญวิกฤต การมีนโยบายที่มุ่งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาระดับโลกที่มีความซับซ้อน

การสร้างวิทยาศาสตร์ที่สามารถเร่งการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

การพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องการการบูรณาการข้ามศาสตร์ การดำเนินการแนวทางสหวิทยาการ การดำเนินการตามเป้าหมายของ SDGs โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงของเป้าหมาย 17 เป้าหมาย

ในทศวรรษแห่งวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนการดำเนินงานวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนจำเป็นต้องหลอมรวมสหวิทยาการและบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมและตอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของ SDGs 

ในโอกาสของการสนองตอบต่อทศวรรษนานาชาติแห่งวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ประเทศไทยควรสร้างโอกาสในการพัฒนาความเข้มแข็งในการสร้างนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การวิเคราะห์เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนของ SDG ที่ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับ SDG Index ปี 2567 อยู่ที่อันดับที่ 45 ของโลก (จาก 167 ประเทศ) ด้วยคะแนน 74.67 จาก 100 (อันดับที่ 1 ของอาเซียน อันดับที่ 3 ของเอเชีย) และการวิเคราะห์สถานะบรรลุเป้าหมายในแต่ละเป้าหมายของ SDGs (SDG Dashboard and Trends) ของประเทศไทยปี 2567 ประเทศไทยมีสถานะท้าทายมากในเป้าหมายทรัพยากรทางทะเล(SDG 14) และระบบนิเวศบนบก(SDG 16) และยังมีสถานะท้าทายในเป้าหมายพลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้(SDG 7) การเติบโตทางเศรษฐกิจ(SDG 8) โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรมและอุตสาหกรรม(SDG 9) เมืองและชุมชนยั่งยืน(SDG 11) การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน(SDG 12) การรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(SDG 13) 

ในโอกาสของการสนองตอบต่อทศวรรษนานาชาติแห่งวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ประเทศไทยควรสร้างโอกาสในการพัฒนาความเข้มแข็งในวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับสังคม

ความร่วมมือระดับบุคคลระดับท้องถิ่นระดับประเทศและระดับโลกเป็นยุทธศาสตร์สู่ความสำเร็จ 

คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
ดร มนธิดา สีตะธนี
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'วิทยาศาสตร์' และ 'ความงาม' อยู่ใกล้ตัวเรานิดเดียว!

“วิทยาศาสตร์” และ “ความงาม” อยู่ใกล้ตัวเรานิดเดียว! NSM จับมือ แพน คอสเมติก x ราชเทวี คลินิก เปิดนิทรรศการ “วิทยาศาสตร์แห่งความงามที่แท้จริง (Decode Your Skin, Discover Your Beauty Destination)” ให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ความงามและผิวพรรณ จัดแสดงในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ถึง 23 ส.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรม Wellness และ Beauty ของประเทศ

นีเวีย เดินหน้ารุกตลาดสกินแคร์ชูกลุ่ม Face Careเรือธง

นีเวีย เดินหน้ารุกตลาดสกินแคร์ชูกลุ่ม Face Careเรือธงมุ่งพัฒนานวัตกรรมที่มีรากฐานทางวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างตรงจุด

บทเรียนประเทศไทยจากพิษภัยการเมือง

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายทศวรรษที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการเมืองไทยมิได้เป็นเพียงเรื่องของบุคคล แต่เป็นผลจากโครงสร้าง องค์กร และวัฒนธรรมทางการเมืองที่หยั่งรากลึก นักวิชาการธงชัย วินิจจะกูล (2018) ชี้ว่า วงจรการเมืองไทยมีลักษณะซ้ำซาก ไม่ว่าจะเป็นการทุจริต ความไม่เสมอภาคทางกฎหมาย หรือการแทรกแซงของกลุ่มอำนาจนอกระบบ ซึ่งสร้างความเปราะบางต่อพัฒนาการประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก

ลงทุนในทองคำดีไหม

ข่าวที่เราได้เห็นอยู่บ่อยๆ ในปีนี้ ว่าราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก น่าจะทำให้เรารู้สึกว่าเราควรจะลงทุนซื้อทองคำตอนนี้ไว้มากๆ เผื่อเอาไว้ขายทำกำไรได้งามๆ ในอนาคต

เปลี่ยนก้อนหิน เป็นดอกไม้..เปลี่ยนความขัดแย้ง เป็นความปรองดอง หลอมรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย พาประเทศก้าวเดินไปข้างหน้า…..

ปีแล้วปีเล่าที่ประเทศอันเป็นที่รักของเรา ต้องติดหล่ม จมอยู่กับความขัดแย้ง และทิ่มแทงกันด้วยถ้อยคำกร้าวร้าวรุนแรง แบ่งฝักฝ่ายขว้างปาความเกรี้ยวกราดใส่กัน ด้วยเหตุจากความเห็นที่แตกต่างกัน และช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความเป็นธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสลดหดหู่หัวใจอย่างยิ่ง